Print 
ก่อนเกิดเราคือใคร? เกิดแล้วเราคือใคร?
 
iHutch
วันที่  29 ต.ค. 2555
หมายเลข  21978
อ่าน  2,786

  ขอท่านผู้รู้ได้โปรดด้วย !!

  อยากถามว่า  ก่อนที่จะมาเป็นเราวันนี้  เราเป็นใคร ? มาก่อน  และต่อไปจากนี้ เรา 

คือใคร ? ครับ  .มีคนบอกว่าร่างกายเราเกิดจากพ่อแม่ ธาตุทั้ง 4 และวิญญานเราล่ะ 

เขาเกิดมาจากใหน?


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
iHutch
วันที่ 29 ต.ค. 2555 16:26 น.

ทำไมผมถึงถามแบบนี้

    เพราะได้ศึกษาธรรม มาระยะหนึ่งได้ทราบว่า เดิมทีแล้ว พวกเรามีการเกิด - ดับมา

แล้วถึงกว่า  60,000 ปี  สร้างกรรมดี กรรมชั่วมามากมาย   เกิดเจ้ากรรมนายเวรก็มาก

มาย มีการติดตามกันมาทวงหนี้สินก็มากมาย วนเวียนเป็นวัฏฏะ ไม่จบสิ้น. มันทรมาน

เหลือเกินการเกิดเป็นคนบนโลกนี้.

    พวกเราเคยสงสัยแบบผมไหม ว่า วิญญาณ หรือ จิตของเรา เกิดมาจากใหน  คงจะ

ไม่ได้มาเองโดยธรรมชาติ เป็นแน่แท้  ค้นหาในพระสูตรของพระพุทธองค์ก็ไม่มี  บาง

คนก็ว่า  มันเกินที่เราจะรู้ ไม่ต้องรู้หรอก แต่ผมว่าหากรู้ไว้เราจะเข้าใจอะไรอีกมากมาย 

ไม่ต้องเป็นไปตามวัฏฏะสงสาร   ทำไมต้อง เกิด แก่ เจ็บ ตาย  ทำไมพระพุทธองค์จึง

หลุดพ้นได้แล้วหากท่านหลุดพ้นได้ เราก็น่าจะหลุดพ้นได้ด้วยเช่นเดียวกัน.

    และก็ได้ศึกษาว่า วิญญาน หรือ จิต หรือที่เรียกว่าพุทธจิต ของเรากับของพระพุทธ 

พุทธองค์ ไม่ได้แตกต่างกันเลย แม้แต่นิดเดียว  ผิดเพียงแต่ว่า พระพุทธองค์หรือองค์

สัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ท่านได้บำเพ็ญเพียรจนหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง  เหลือแต่

จิตเดิมแท้หรือพุทธจิตที่บริสุทธิ์ จึงสามารถกลับสู่นิพพานได้.

  ผมอยากจะถามแบบฟันธงกับผู้รู้จริงเลยว่า เดิมที่เรามาจากนิพพานใช่หรือไม่? ครับ.

แต่ในขณะนี้จิตเราไม่บริสุทธิเหมือนเดิมจึงไม่สามารถ กลับไปได้เหมือนพระพุทธองค์ ..

 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
paderm
paderm
วันที่ 30 ต.ค. 2555 08:45 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

    เบื้องต้นสังสารวัฏฏ์ ไม่ปรากฎ  เพราะ ยาวนาน     สัตว์โลก ไม่ได้เริ่มต้นมาจาก

พระนิพพาน   เพราะ  ถ้าเริ่มจากการไม่มีอะไร   ก็จะไม่มีการเกิดขึ้นของอะไร เพราะ

ฉะนั้น  อาศัย อวิชชา เป็นปัจจัย จึงมีการเกิดขึ้นของสภาพธรรมทั้งหลายได้ เพราะ

มีความไม่รู้ จึงมีการทำกรรมมีการเกิดขึ้นของนาม รูป อันสมมติว่าเป็นสัตว์โลก เป็น

สัตว์ บุคคลต่างๆ ครับ

    ส่วนสภาพธรรมที่เป็นจิตเป็นใหญ่ในการรู้ และไม่ว่าเป็นจิตของผู้ใด ก็เป็นสภาพ

ธรรมที่บริสุทธิ์ผ่องใสด้วยกันทั้งนั้น  เพียงแต่ว่า เมื่อจิตเกิดขึ้น จะต้องอาศัยเจตสิก

เกิดขึ้นร่วมด้วย    ซึ่ง สัตว์โลกที่มีความไม่รู้   ก็มีเจตสิกที่เป็นเจตสิกที่ไม่ดี  มีโลภะ

โทสะ และโมหะ(ความไม่รู้) เป็นต้นเกิดร่วมด้วย จึงทำให้จิตเศร้าหมอง เพราะอาศัย

กิเลสที่เกิดร่วมด้วยในขณะนั้น ต่างจากพระพุทธเจ้าที่จิตของพระองค์ไม่มีกิเลส คือ

เจตสิกที่ไม่ดีเกิดร่วมด้วยแล้วครับ นี่คือ ความแตกต่างเพราะอาศัยเจตสิกทีเกิดร่วม

ด้วยที่แตกต่างกัน ครับ

    สิ่งที่สำคัญ การจะหาเบื้องต้นของสังสารวัฏฏ์  ไม่สามารถทำให้ละคลายกิเลสได้

แต่กลับเพิ่มความสงสัยว่าจริง หรือ ไม่จริง ขณะที่สงสัย ไม่แน่ใจ ขณะนั้นไม่รู้ตัวเลย

ว่า กำลังเพิ่มกิเลส เพิ่มขยะเข้าไปในจิตใจแล้ว เพราะฉะนั้น บางปัญหาพระพุทธเจ้า

ไม่ทรงพยากรณ์  เพราะว่าเมื่อพยากรณ์ ตอบไป ก็กลับเพิ่มความสงสัย  เพิ่มกิเลสให้

ผู้ถาม   หรือ อาจทำให้มีโทษกับผู้ถาม  เพราะ เกิดจิตที่คิดไม่ดี  กับ พระพุทธเจ้า ว่า

พระองค์กล่าวคำไม่จริง เพราะ ไม่ตรงกับความคิดของตน  พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดง

พระธรรมที่เหมาะสม   ที่เป็นประโยชน์  เพื่อประโยชน์  คือ การละคลายกิเลสเท่านั้น

และ เป็นไปเพื่อความเจริญขึ้นของปัญญา  เพราะ สาระของชีวิต คือ การมีความเห็น

ถูก  ปัญญาอันเกิดจากการฟัง,ศึกษาพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง  อันเป็นสิ่งที่

พระองค์ทรงแสดงและเห็นแล้วว่า ไม่เหลือวิสัยของสัตว์โลกที่จะเข้าใจได้ ครับ

ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
maxnakub2
วันที่ 30 ต.ค. 2555 16:19 น.

อนุโมทนาครับ 

ตอนแรกการศึกษาของผมก็เริ่มจากสงสัยครับ ว่าเกิดมาทำไม ทำไมต้องมีโลก ส่วน

ใหญ่เป็นคำถามที่เกี่ยวข้องกับ อจินไตยหมดเลยจนมาศึกษาธรรมแล้วมีความเข้าใจ

ใหม่เกือบหมด และหายสงสัยด้วยเหมือนกับว่ารู้ เข้าใจ ไม่ต้องใช้เหตุผลตัวเอง แต่

คิดพิจารณาทุกสิ่งเหมือนเป็นปกติ พระธรรมทำให้เข้าใจมากขึ้นจริงๆครับ :)

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
iHutch
วันที่ 30 ต.ค. 2555 18:10 น.

    ขอขอบพระคุณท่าน paderm ที่ได้ให้ความรู้  กระผมไม่ได้จะแย้งท่าน แต่พระธรรม    

ที่ผมได้ศึกษา และได้สัมผัสมา  ทราบว่า ก่อนพุทธกาล 60000 กว่าปี มนุษย์และสัตว์    

โลกทั้งหลายล้วนมาจากที่เดียวกันทั้งสิ้น เดิมที มีจิตเดิมแท้ที่บริสุทธิ์ อยู่ ณ. ที่ๆหนึ่ง    

โดยมีผู้ให้กำเนิด จิตนี้อยู่ด้วย และได้โปรดให้ดวงจิตเหล่านี้กำเนิดบนโลก เป็น หยิน

หยาง เกิด ฟ้า ดิน กำเนิดชีวิต ผ่านมาแล้วหลายกัปป์ หลายกันต์

    แรกเดิมจิตใจผ่อง ไปกลับที่เดิมได้ อยู่ไปมากวัน ไม่สามารถกลับคืนได้ เพราะเกิด

อวิชชาครอบงำจิตไม่บริสุทธิ์ผ่องใสเหมือนเดิม หม่นหมองทุกภพทุกชาติ เริ่มมีหนี้สิน

เวรกรรม ชดใช้กันเป็นวัฏฏะ จนลืมจิตเดิมที่ผ่องใส หรือ ลืมจิตที่เป็นพุทธะ กลายเป็น  

เวย์ไนย และวิญญานผี ผมไม่รู้หรอกภาษาบาลีต่างๆ ที่ใช้เป็นศัพท์  แต่ผมเข้าใจเป็น

ภาษาพูดธรรมดา  บางทีอาจจะเหมือนกันกับภาษาบาลีของท่าน 

    พระพุทธองค์ ก็ทรงเคยอยู่ที่ แดนนิพาน มาก่อน   เหมือนกันกับดวงจิตทุกดวง แต่    

ด้วยบุญวาสนา และการบำเพ็ญเพียร จึงทำให้ท่านได้ค้นพบกับ อนุตตรสัมมาสัมโพธิ    

ญาน หรือสภาวะพุทธะ  อันนำไปได้รู้แจ้งถึง กิเลสต่าง ๆ รู้เท่าทัน หรือที่เรียกว่า อริย

สัจ 4  และสามารถกลับคืนสู่นิพพานได้ 

    ท่านลองพิจารณาพระไตรฯ  เมื่อครั้ง พระพุทธองค์ตรัสรู้ ได้ตรัสออกมาว่า "แปลก    

จริงหนอ แปลกจริงหนอ เวไนยสัตว์ ต่างล้วนมีสภาวะนี้ด้วยกันทั้งหมด"พระพุทธองค์  

จึงได้ทรงออกโปรดเวไนย โดยไม่หยุด เพราะรู้ว่า เวไนยทั้งหลายสามารถที่จะกลับสู่    

นิพพานได้เช่นเดียวกัน ต่างกันที่บุญวาระ และหนี้สินเวรกรรม ต้องหมดก่อน

    ผมไม่อาจที่จะอธิบายให้ชัดเจนได้ ด้วยทางวิทยาศาตร์ แต่เมื่อใดที่ท่านทั้งหลาย    

กิเลสเบาบาง  และได้รู้ถึงจุดหนึ่ง ซึ่งสถิตย์ จิตญานพุทธะ  ท่านจะสัมผัสได้ถึงธรรม  

ที่แท้จริง ที่สงบนิ่งอยู่ในตัวกายสังขารของท่านทั้งหลาย

    ธรรมะเกิดก่อนที่จะมีศาสนาพุทธ หรือ 5ศาสนาใหญ่ ทุกศาสนาล้วนนำไปสู่ธรรมะ    

ท่านทั้งหลายต้องแยกให้ออก   ระหว่างธรรมะ กับ ศาสนา  อย่ารวมกัน .. ศาสนาเป็น

เพียงการกำหนดมาของเวไนย แต่ธรรมะ มีอยู่แล้ว ..

    ท่านทั้งหลาย เดิมมีจิตของพุทธะ อยู่แล้วในตัวท่าน เพียงแต่ไม่รู้ว่ามีอยู่ พระพุทธ  

องค์ทรงต้องการนำพากลับสู่นิพพานจึงได้มีข้อบรรญัติ หรือพระไตร ฯ ให้ทำตามเพื่อ  

ฟื้นฟูจิตเดิมแท้ กลับคือสู่ ความเป็นพุทธะ  จะเห็นได้ว่า พระสงฆ์ เกจิหลายรูปได้บำ  

เพ็ญเพียรจนบางรูปได้กลับคืนจิตเดิมแท้ หรือ จิตของพุทธะ ไร้รูปลักษณ์มีแต่เมตตา

เท่านั้น สว่าง่ไม่เคยดับนับกว่า 60000 กว่าปี แล้วของการเกิดมาเป็นเวไนย

    ทำไมคนมีอายุ หรือ คนเก่า ๆ เคยมีพูดว่า กลับบ้านเก่า ท่านรู้ไหม หมายถึงอะไร ?

ยุคนี้เป็นธรรมยุคขาว  ยุคพระศรีอริย ฯ  เกิดมหัตภัยมากมายบนโลกนี้ ใกล้ดับ เพราะ

ต้องการชำระล้าง จิตญาณ บนโลกใบนี้ ขณะนี้ มีทั้งเวไนยที่บำเพ็ญ และเวไนยที่ลุ่ม

หลง มหัตภัยจะแยกกลุ่มออก หากท่านทั้งหลายยังจะไม่นอกกรอบอยู่ จะเป็นการยาก    

ที่จะศึกษาพระธรรมให้รู้แจ้งได้

    พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงให้ยึดถือตำรา คัมภีร์ แต่ทรงให้ยึดถือธรรมะที่แท้จริงในตัว

ท่านจริงหรือไม่จริง แล้วแต่บุญวาสนาของท่านทั้งหลาย ผมไม่อาจจะบอกได้ว่าสิ่งที่

ผมได้สัมผัสเป็นอย่างไร  ความทุกข์อย่างสุดประมาณ ให้พบทางสว่างได้ไม่นาน ใน

โลกนี้จะเกิดมหัตภัย  แยกคนบุญ  คนบาป  ขอให้พวกท่านรีบบำเพ็ญเพียร  ตามแต่      

วาสนาเถิดโลกใบนี้ดับสูญมาแล้ว  3 รอบ.....

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
paderm
paderm
วันที่ 30 ต.ค. 2555 18:13 น.

เรียนความเห็นที่ 4 ครับ

   ถูกต้องครับที่ว่า ไม่ใช่ให้เชื่อตำราทันที แต่ที่สำคัญ คือ จะต้องพิจารณาเหตุผลของ

ธรรม    ในเรื่องนั้นๆอย่างถูกต้อง และ ละเอียดรอบคอบ    ก็จะไม่ขัดกัน ไม่เช่นนั้นก็จะ

สำคัญ คำว่า นิพพานเป็นอีกแบบ เป็นจิตเดิมแท้   เพราะ ในความเป็นจริง ทั้งนิพพาน

และ จิต ต่างเป็นสภาพธรรม คนละอย่าง    ไม่มีใคร ไป และ เคยอยู่ใน นิพพาน เพราะ

พระนิพพานเป็นสภาพธรรม ที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง   คือ ไม่มีการเกิดขึ้นของสภาพธรรม

อะไรเลย  เพราะฉะนั้น จึงไม่มี จิตเดิมแท้ อยู่ในนิพพาน   ส่วน จิต เป็นสภาพธรรมที่มี

ปัจจัยปรุงแต่งเกิดขึ้นและดับไป ไม่ใช่พระนิพพาน  ดังนั้น การศึกษาธรรมโดยละเอียด

รอบคอบ ย่อมไม่ขัดกัน   เพราะ เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ที่กุสินารา  ก็ไม่ไปอยู่

ในนิพพาน ไม่ไปอยู่ในจิตเดิมแท้ เพราะ ไม่มีการเกิดขึ้นของสภาพธรรมอะไรเลย  เป็น

การนิพพานโดยสิ้นเชิง ครับ  แต่หากกลับไปอยู่ ในจิตเดิมแท้ ก็ชื่อว่ามีการเกิดขึ้นของ

สภาพธรรม ก็เรียกว่า ยังไมใช่พระนิพพาน ครับ ซึ่งสามารถอ่านรายละเอียดในประเด็น

นี้ได้ ครับ ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา

เชิญคลิกอ่านที่นี่ ครับ

คำสอนเรื่อง จิตเดิมแท้ เป็นมิจฉาทิฏฐิหรือเปล่าครับ 

จิตเดิมและดินแดนมาตุภูมิ 

จิตเดิม ของมนุษย์บริสุทธิ์ไร้เดียงสา จริงหรือ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
เซจาน้อย
วันที่ 30 ต.ค. 2555 19:35 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

"บัณฑิตควรรู้ในสิ่งที่เป็นสาระว่าเป็นสาระ"

"เจ้ากรรมนายเวรก็ไม่มี  ไม่มีใครเป็นเจ้ากรรมนายเวรกันเลย

มีแต่กรรมของบุคคลใดก็เป็นของบุคคลนั้น"

"สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นเผ่าพันธ์ มีกรรมเป็นกำเนิดไม่ว่าจะเป็นกรรมดีก็ตาม

กรรมชั่วก็ตามก็ต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น"

ไม่มีใครรับกรรมแทนกันได้เลยครับ

"กรรมยุุติธรรมเสมอ"

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาในกุศลจิตของอ.ผเดิมและทุกๆท่านครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
daris
วันที่ 30 ต.ค. 2555 19:38 น.

กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนา อ.ผเดิม ครับ

ขอให้คุณ iHutch ค่อยๆศึกษาตามที่ อ.ผเดิมแนะนำนะครับ

    คำสอนที่ถูกต้องของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องตรงกับในพระไตรปิฎกครับ 

ซึ่งก็ไม่พ้นจากสภาพความเป็นจริงที่เป็นสัจจธรรมครับ  แม้เราจะมีความเคารพนับถือ

ในคำสอนของครูบาอาจารย์ท่านไหนๆ แต่คำสอนที่ไม่ถูกต้องไม่ตรงตามพุทธพจน์ก็

ย่อมไม่ถูกต้องไม่ว่าใครเป็นคนกล่าว

    เราได้มีโอกาสศึกษาพระธรรมที่ถูกต้องจากกัลยาณมิตรที่มีปัญญา  เราก็ไม่ควรละ

ทิ้งโอกาสนะครับเพราะไม่มีอะไรจะมีค่าเท่ากับปัญญาความเห็นถูก เมื่อศึกษาแล้วถ้า

พบว่าความเชื่อเก่าๆที่เราเคยเชื่อนั้นไม่ถูกต้องก็ต้องกล้าที่จะละทิ้งความเชื่อนั้นครับ 

เพราะความเห็นผิดแม้เล็กน้อยก็เป็นโทษ

    ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 30 ต.ค. 2555 21:24 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

    บุคคลผู้ที่ยังไม่ได้ดับกิเลสทั้งหลายทั้งปวงอย่างเด็ดขาด  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ

ตัณหา (โลภะ) และ อวิชชา (ความไม่รู้) จึงต้องมีการเกิดการตายอยู่ร่ำไป สังสารวัฏฏ์

ดำเนินไปอย่างไม่จบสิ้น  และกว่าจะมาเกิดเป็นมนุษย์ในชาติปัจจุบันนี้ นั้น  ในชาติที่

ผ่าน ๆ มาก็เคยเกิดมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน เคยเป็นมาแล้วทุกอย่าง ทั้งคนมั่งมี ยากจน

คนตกทุกข์ได้ยาก เป็นพระราชา พระมหากษัตริย์ เป็นต้น   เพราะสังสารวัฏฏ์ยาวนาน

หาที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้       และเมื่อยังไม่ได้ดับกิเลสทั้งหมดอย่างเด็ดขาด

ขณะสุดท้ายของชีวิตในชาตินี้ที่จุติจิตเกิดขึ้นเคลื่อนจากความเป็นบุคคลนี้แล้วดับไป

ปฏิสนธิจิตเกิดสืบต่อทันที   เกิดทันทีในภพใหม่ชาติใหม่  เป็นบุคคลใหม่ ในชาติใหม่

มีจิต(สภาพธรรมที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์) เจตสิก(สภาพธรรมที่เกิด

ร่วมกับจิต) รูป(สภาพธรรมที่ไม่รู้อะไร) เกิดขึ้นเป็นไป  สืบเนื่องต่อไป เป็นสังสารวัฏฏ์

ที่ยืดยาวต่อไปอีก

     ขณะนี้ได้เกิดมาเป็นมนุษย์     ประโยชน์ที่ควรได้ ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่   คืออะไร?

ไม่ใช่อยู่ที่ การได้รู้ว่า ชาติก่อนเกิดเป็นอะไร  และ ชาติหน้าจะเกิดเป็นอะไร   แต่อยู่ที่

การได้สะสมความดี และ ฟังพระธรรมให้เข้าใจ 

    จึงควรที่จะได้ ฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม   อบรมเจริญปัญญา   เพื่อเข้าใจสภาพ

ธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง เพราะเหตุว่าการอบรมเจริญปัญญาเป็นหนทาง

เดียวเท่านั้นที่จะเป็นไปเพื่อการขัดเกลากิเลส ดับกิเลส ดับทุกข์ ไม่มีการเกิดการตาย

อีกเลย ดังนั้น ถ้าเป็นผู้ที่ได้ศึกษาพระธรรม คำสอน ในทางพระพุทธศาสนาด้วยความ

ละเอียด รอบคอบ ก็จะทำให้มีความเข้าใจเจริญขึ้นไปตามลำดับ  และประการที่สำคัญ

พระธรรม ไม่ใช่เป็นเรื่องที่คิดเอาเอง  แต่เป็นเรื่องที่ควรศึกษาให้เข้าใจ ตามความเป็น

จริง ครับ

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 30 ต.ค. 2555 21:42 น.

ไม่มีใครรู้นอกจากพระพุทธเจ้า   และที่สำคัญคือไม่เป็นประโยชน์เลยกับสิ่งที่ผ่านไป

แล้ว  เราเป็นคนดีศึกษาธรรมะ อบรมปัญญาสำคัญกว่า ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
เข้าใจ
เข้าใจ
วันที่ 30 ต.ค. 2555 23:23 น.

กราบอนุโมทนากับ อ.ผเดิม อ.คำปั่นและทุก ๆท่านครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
kinder
วันที่ 31 ต.ค. 2555 00:54 น.

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
iHutch
วันที่ 31 ต.ค. 2555 09:39 น.

    ครับผม  งั้นก็ต้องแล้วแต่ บุญวาสนาของการเข้าถึงพระธรรม แล้วละครับ   ต่อไปนี้    

จริง ปลอมจะแยกไม่ออก กิเลสมาร แยบยล  ไม่มีใครรู้ว่าพระธรรมใหนถูก หรือผิดโดย    

ชัดเจน

    แต่ที่ผมต้องการจะบอกท่านทั้งหลาย ว่าหากเราเปิดใจศึกษาพระธรรมนอกจากพระ    

ไตรฯแล้วมาวิเคราะห์รวมๆกัน จะมีความเข้าใจมากขึ้น ไม่ใช่โดนตีกรอบอยู่เพียงอย่าง  

เดียว  หากพระไตรฯ นี้มีการแก้ไข หรือ แปลความหมายที่ผิดเพี้ยนมา

    จากประสบการณ์ ทั้งเจ้ากรรมนายเวร วิบากกรรมที่ผมได้เจอมากับตัวเอง แทบเอา    

ชีวิตไม่รอด ได้สอนให้ผมรู้  และเข้าใจบางอย่าง   ผู้ใดไม่เจอทุกข์  ผู้นั้น ไม่เห็นธรรม    

หากท่านทั้งหลายไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร  ก็ขอให้บำเพ็ญเร่งรีบ ปฎิบัติให้เร็ว ก่อนที่จะสาย    

ไป ยุคนี้เป็นธรรมยุคสุดท้ายแล้ว ตอนนี้เราพิสูจน์กันไม่ได้หรอกครับว่าอะไรจริง อะไร    

ปลอม  จนถึงร่างกายสิ้นสุด

   เมื่อใดที่จิตญาณออกจากร่างเมื่อนั้นท่านทั้งหลายจะเข้าใจบางอย่าง ไม่ใช่การถอด

จิตนะครับ  แต่เป็นการออก โดยเชิงบังคับของกายสังขาร ที่จะไม่ไหวแล้ว  จิตไม่มีวัน  

ตาย  จิตคือตัวจริงของท่านทั้งหลาย จริงๆ แล้วธรรมมะก็คือ  จิตดวงนี้ที่พระพุทธองค์    

ท่านสื่อถึง  เรียกว่าพุทธจิตธรรมญาณ จริงๆ แล้วมันยังมีเรื่องลึกไปกว่านี้อีก แต่ผมนำ    

มาแค่นี้ ก็ไม่มีใครได้เข้าใจ    ผมไม่ได้จะค้นหาสิ่งที่ผ่านมา  เพียงแต่มันเป็นทางที่ถูก    

ต้อง ตามพระพุทธองค์ได้

    แต่ ดูเหมือนมันเป็น เรื่องเพ้อเจ้อไปเสียแล้ว    พระพุทธองค์  และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้ง

หลายมีจริง  เจ้ากรรมนายเวรมีจริง บาปบุญ นรกมีจริง หมู่มารมีจริง

                                 งั้นก็ขอให้เป็นไปตามบุญวาสนาแล้ว

                       ขอให้ท่านทั้งหลายศึกษาพระธรรม เข้าถึงอย่างแท้จริง

                                                 ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 16  
 
paderm
paderm
วันที่ 31 ต.ค. 2555 09:54 น.

เรียนความเห็นที่ 15 ครับ

    ขออนุญาตร่วมสนทนาธรรมต่อ นะครับ  เพราะประโยชน์ คือ เป็นไป เพื่อความเห็น

ถูก ปัญญา และ ละคลายกิเลส ซึ่งก็พิจารณากันด้วยเหตุผลในพระธรรม ที่ไม่ใช่ความ

รู้สึกนะครับ  ดังเช่น พระเถระรูปหนึ่ง จะสนทนากับพระราชาก็กล่าวว่า  ให้พิจารณากัน

ที่เหตุผล  สิ่งใดเป็นเหตุเป็นผล  ก็ยอมรับในสิ่งนั้น  ก็ควรสนทนากัน  ซึ่งมีพระธรรมที่

พระพุทธเจ้าทรงแสดงเป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง และ พิจารณาเหตุผลว่าต่างกันหรือไม่ ขัด

แย้งกันหรือไม่ เพราะ ประโยชน์คือ ความเข้าใจถูกของตนเองครับ

    จากประเด็นที่ผู้ร่วมสนทนากล่าวไว้ในความเห็นที่ 15 ที่กล่าวว่า

    จิตไม่มีวันตาย  จิตคือตัวจริงของท่านทั้งหลาย  จริงๆ แล้วธรรมมะก็คือ  จิตดวงนี้ที่

พระพุทธองค์ท่านสื่อถึง เรียกว่าพุทธจิตธรรมญาณ จริงๆ แล้วมันยังมีเรื่องลึกไปกว่านี้

อีกแต่ผมนำมาแค่นี้ก็ไม่มีใครได้เข้าใจ  ผมไม่ได้จะค้นหาสิ่งที่ผ่านมา เพียงแต่มันเป็น

ทางที่ถูกต้องตามพระพุทธองค์ได้

--------------------------------------------------------------------------

    จิตเป็นสภาพธรรมที่มีจริง  แต่จิตเป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้นและดับไป  ไม่เที่ยงเลย

เพราะฉะนั้น จิตจึงเกิดและดับ คือเกิดและตายทุกขณะ หากสำคัญว่า จิตไม่ตายก็เป็น

ความเห็นผิดที่เป็นสัสตทิฏฐิ  สำคัญว่าจิตเที่ยง  แต่สภาพธรรมที่เที่ยงไม่เกิดดับ คือ

พระนิพพาน เท่านั้น ครับ ไม่ใช่จิต ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงครับว่า ที่สภาพธรรม   

    บางอย่างเกิดดับที่เรียกว่า   สังขารธรรม เพราะ มีสภาพธรรมอื่นๆ มาปรุงแต่งประ

กอบกัน จึงเกิดขึ้นและเมื่อเกิดขึ้นแล้ว  ก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ ก็ต้องเสื่อมและดับไป

ส่วน สภาพธรรมที่ไม่เกิดดับ  ก็เพราะ ไม่มีสภาพธรรมอื่นๆ มาทำให้เกิด จึงไม่เกิดขึ้น

เมื่อไม่เกิดขึ้น ก็ไม่ดับไป ที่เรียกว่า วิสังขารธรรม สภาพธรรมที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง

    ซึ่ง สภาพธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่ง เกิดขึ้นและดับไป ก็คือจิต เจตสิก รูป ส่วนสภาพ

ธรรมที่ไม่เกิดขึ้นและไม่ดับไป ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง คือ พระนิพพาน

    ซึ่งถ้าสำคัญว่าจิตไม่ตาย  ยั่งยืน  ถ้าเป็นอย่างนั้น  ก็แสดงว่า จิตนั้นเที่ยง ยั่งยืน ก็

เป็นความเห็นผิด ประเภทหนึ่ง     คือ สัสสตทิฏฐิ ที่เห็นว่า จิตนั้น มั่นคงยั่งยืน และที่

สำคัญ  หากมีความเข้าใจที่ถูกต้อง ในเรื่องจิต ก็จะรู้ว่า    จิตก็คือ สิ่งทีเกิดขึ้นในชีวิต

ประจำวัน ขณะนี้ใครเห็น ถ้ากล่าวว่าเรา ก็สำคัญผิดด้วยความเห็นผิด แต่ในความเป็น

จริง คือ จิตเห็น ถ้ากล่าวว่าจิตไม่เกิด ไม่ดับ ลองพิจารณาโดยเหตุผล โดยไม่เกี่ยวกับ

ตำรานะครับ  ในชีวิตประจำวัน  ขณะนี้ เห็น ได้ยิน ความจริงเป็นจิตที่เห็น จิตที่ได้ยิน  

ขณะนี้เห็นมีได้อย่างไร  เพราะ เห็นเป็นจิตประเภทหนึ่ง ไม่ใช่เราที่เห็นแสดงว่า เมื่อมี  

การเห็น ก็ต้องมีการเกิดขึ้นของ การเห็น  ถ้าไม่เกิด การเห็นจะมีไม่ได้ อันนี้เข้าใจโดย    

เหตุผลได้

    เพราะฉะนั้น  เห็น จึงมีการเกิดขึ้น  ซึ่งเป็นจิตเห็น จึงเกิดขึ้น   และเมื่อเกิดขึ้นแล้ว

จิตเห็นจะต้องดับไป หรือ เรียกว่า ตายไป   เพราะ ถ้าจิตเห็นไม่ได้ดับไป ก็ไม่สามารถ

ที่จะได้ยินเสียงได้ เพราะยังเห็นอยู่ ไม่ได้ดับไป    จิตอื่นๆก็เกิตต่อ  นี่แสดงให้เห็นว่า

จิตเกิดขึ้น และจิตนั้นก็ดับไปด้วย ครับ คือ เกิดและตายไป  จึงจะเกิดจิตดวงต่อไปได้

นี่ก็สามารถพิจารณาเหตุผล โดยไม่ใช้ตำราก็ได้ ครับ  ถ้ามีแต่จิตเห็นไม่ได้ดับเลย ไม่

ได้ตายไปเลย ก็จะต้องไม่มีการได้ยินด้วย ไม่มีการคิดนึกด้วย  เพราะ จิตเห็นไม่ได้ดับ

แต่ความจริง จิตจะต้องเกิดขึ้นและดับไปครับ

    สมดังที่ พระพุทธเจ้า ได้แสดง ความเห็นผิดประการหนึ่งของสมณพราหมณ์ ที่เห็น

ผิดว่า จิตเที่ยง ยั่งยืน ดังข้อความต่อไปนี้ ครับ

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 28

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   สมณะ หรือ พราหมณ์บางพวก ในโลกนี้    เป็นนักตรึก  เป็น

นักตรอง   กล่าวแสดงปฏิภาณของตน ตามที่ตรึกได้     ตามที่ตรองได้อย่างนี้ว่า   สิ่ง

ที่เรียกว่า ตา ก็ดี   หูก็ดี   จมูกก็ดี   ลิ้นก็ดี  กายก็ดี  นี้  ชื่อว่าอัตตา   เป็นของไม่เที่ยง 

ไม่ยั่งยืน    ไม่คงทน    มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา.    ส่วนสิ่งที่เรียกว่า จิต  หรือ ใจ 

หรือ วิญญา  นี้ชื่อว่าอัตตา เป็นของเที่ยง   ยั่งยืน   คงทน   มีความไม่แปรปรวนเป็น

ธรรมดา    จักตั้งอยู่เที่ยงเสมอไปอย่างนั้นทีเดียว.     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะ

ที่ ๔  ที่สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว      จึงมีวาทะว่า บางอย่างเที่ยง  บางอย่าง

ไม่เที่ยง   บัญญัติอัตตาและโลก   ว่าบางอย่างเที่ยง  บางอย่างไม่เที่ยง.

*******************************

    ประโยชน์ของการศึกษาพระธรรม   คือ การพิจารณาเหตุผล ว่าเป็นเหตุเป็นผลหรือ

ไม่ครับ ไม่ใช่ด้วยความรู้สึก เพราะ ปัญญาไม่ใช่เรือ่งความรู้สึก  แต่เป็นเรื่องที่ตรงตาม

ความเป็นจริง เป็นเหตุ เป็นผลกัน ไม่ขัดกัน   การพิจารณาด้วยเหตุผล ประโยชน์ที่ได้

สูงสุด คือ ความเข้าใจถูกเป็นสำคัญ

ขออนุโมนทาที่ร่วมสนทนากัน ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 17  
 
iHutch
วันที่ 31 ต.ค. 2555 10:43 น.

    พระไตรฯ คือ คัมภรี ที่พระพุทธองค์ท่านได้ตรัสไว้ให้ เป็นแนวทางปฎิบัติ ( แนวทาง  

ปฎิบัติ )พระพุทธองค์   ในยุคนี้ธรรมเปลี่ยนไป  จะเห็นว่าไม่บริสุทธิ์เหมือนก่อน ทั้งการ  

สร้างวัดวาอาราม ให้ยิ่งใหญ่ ผลิตวัตถุโบราณมากมาย กฐินผ้าป่า ไม่ใช่เนื้อแท้ จัดงาน

รื่นเริงเปลือกเยอะกว่าเนื้อ จนแค่คำว่า กฐิน คนสมัยนี้ยังไม่เข้าใจเลยว่าหมายถึงอะไร?

อย่างที่ท่านพุทธทาสท่านได้ พูดไว้

    ฉนั้นแล้ว พระไตรฯ ที่พระพุทธองค์ ได้ทรงบรรญัติไว้ นั้น ท่านแน่ใจหรือว่า 100 %  

มาจากพระพุทธองค์ หรือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา  เปลี่ยนแปลงกันมา  

กี่ครั้งแล้วละ 2500 กว่าปีแล้ว  ลองคิดซิ   ทั้งพระสูตรที่มีศีลธรรม  กับพระสูตรไม่มีศีล

ธรรม  ปนกันมั่วไปหมด  พระพุทธองค์ที่ได้ทรงบรรญัต พระไตรฯ ไว้ให้สาวก  หรือพวก

เรา ได้เป็นแนวทาง  เพื่อหวังไม่ให้หลงทาง    แต่บางทีผมได้อ่านพระสูตรบางบท  มัน

แปลกๆ  ขัดกับศีลธรรมของผู้บำเพ็ญศีล แล้วก็คิดว่าคงจะไม่ใช่บทพระสูตรที่พระพุทธ

องค์ให้ไว้แน่นอน เช่น ให้กินเนื้อได้ หรือมีการแยกเนื้อ 5 ชนิดที่กินไม่ได้

    ท่านต้องลองใช้ปัญญาคิดให้ละเอียด  มีบางบท พระพุทธองค์ยังได้กล่าวไว้ว่า อย่า

ได้หลงเชื่อ เพราะว่าเป็น  ............  แต่ให้ใช้ปัญญาในการคิดว่าน่าจะใช่ไหม 

    งั้นต่อไป หากในพระไตร ฯ ได้มีการถูกเปลี่ยน ให้ฆ่ามนุษย์ที่บาปหนาได้ นี่ เราต้อง

ฆ่าได้ไม่ผิดใช่ไหม

    งั้นผู้ที่อ่านหนังสือไม่ออก  ก็ปฎิบัติธรรมได้ยากอย่างงั้นหรือ   ต้องคอยฟังจากคนที่  

อ่านให้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทั้งคนอ่านได้ กับอ่านไม่ได้ จะสัมผัสได้คือ ธรรมะ ที่อยู่ในตัวเอง

คือ จิตที่เป็นธรรม          

    ธรรม คือ จิตที่อยู่ในท่าน  พระไตรฯ คือแนวทางปฎิบัติเท่านั้น

         การศึกษาพระธรรมต้องเป็นผู้ละเอียด

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 18  
 
iHutch
วันที่ 31 ต.ค. 2555 10:55 น.

    ไม่ใช่ว่าไม่ถูกใจ ถึงแย้ง  ท่านต้องแยกให้ถูก ระหว่าง ตัวหนังสือ กับ ธรรมะ  พระ

พุทธองค์ทรงหวังให้ ท่านทั้งหลายเข้าใจ ธรรมะ ที่ถ่องแท้

    ถูกที่พระไตรฯ คือบทบรรญัติที่พระพุทธองค์ ท่านให้ไว้เป็นสรณะ แต่สิ่งที่สำคัญ

ควบคู๋กันไป  ในการปฎิบัติธรรม  ไม่ใช่แค่พระไตร ฯ  แต่เป็นธรรมะ  ที่อยู่ในจิตของ

ท่านเอง 

                        ผมจบแค่ ปวช. แต่สิ่งที่ได้มาชีวิตตายไปแล้ว 1 รอบ                        

    ไม่ได้จะแย้งท่านทั้งหลาย  แต่อยากให้ท่านทั้งหลาย เปิดปัญญาให้กว้างออกไป

ไม่ได้จะให้ละทิ้งพระไตรฯ ยังคงยึดเป็นสรณะ ที่พึ่งปฏิบัติ  แต่ต้องใช้ปัญญาในการ

พิจารณาด้วย เป็นปัญญาแห่งธรรมที่อยู่ในท่าน ประกอบกัน ..แต่หากว่าถูกต้องแล้ว

ให้ดำเนินต่อไปอย่าหยุด  ก็หวังว่าท่านทั้งหลายจะพ้นจากทุกข์ทั้งปวง และมหัตภัย

อันใกล้นี้                                                              

กราบอนุโมทนาครับ

                                                

 
  ความคิดเห็นที่ 19  
 
paderm
paderm
วันที่ 31 ต.ค. 2555 10:56 น.

เรียนในประเด็นความเห็นที่ 17 และ 18 ครับ

ขอร่วมสนทนานะครับ เพื่อประโยชน์ คือ ความเข้าใจถูก

ขออธิบายประเด็นในแต่ละเรื่องนะครับ

ประเด็นที่กล่าวว่า

   พระไตรฯ คือ คัมภรี ที่พระพุทธองค์ท่านได้ตรัสไว้ให้ เป็นแนวทางปฎิบัติ ( แนวทาง

ปฎิบัติ ) พระพุทธองค์ ในยุคนี้ธรรมเปลี่ยนไป จะเห็นว่าไม่บริสุทธิ์เหมือนก่อน  ทั้งการ

สร้างวัดวาอาราม ให้ยิ่งใหญ่   ผลิตวัตถุโบราณมากมาย กฐิน ผ้าป่า ไม่ใช่เนื้อแท้   จัด

งานรื่นเริง เปลือกเยอะกว่าเนื้อ จนแค่คำว่า กฐิน คนสมัยนี้ยังไม่เข้าใจเลย ว่าหมายถึง

อะไร ?? อย่างที่ท่านพุทธทาสท่านได้ พูดไว้

-------------------------------------------------------------------

    สำหรับที่ปัจจุบัน มีความเสื่อมของตัวบุคคล  นั่นก็เป็นเพราะ แต่ละบุคคล ไม่เข้าใจ

คำสอนของพระพุทธศาสนาเอง  ซึ่งเป็นเรื่องแต่ละบุคคล เพราะฉะนั้น ก็ไม่สามารถจะ

เอาความเสื่อมแต่ละบุคคล ไปรวมว่า พระไตรปิฎกไม่จริง เสื่อมได้ ครับ

    เพราะฉะนั้น ศาสนาเสื่อม เสื่อมที่ไหน   เสื่อมที่ใจของแต่ละบุคคล ที่ไม่เข้าใจธรรม 

แม้จะได้อ่าน ศึกษาพระธรรม แต่ก็เข้าใจผิดได้ ครับ

  ส่วนประเด็นต่อไป ว่า

    งั้นต่อไป หากในพระไตร ฯ  ได้มีการถูกเปลี่ยนให้ฆ่ามนุษย์ ที่บาปหนาได้นี่  เราต้อง

ฆ่าได้ไม่ผิดใช่ไหม

-----------------------------------------------------------------

    จากความเห็นที่กล่าวมาในข้างต้น หลาย ๆ ความเห็น  กล่าวไว้แล้วครับว่า พระไตร

ปิฎก อ่านแล้วก็พิจารณา ตามเหตุและผลว่าจริงหรือไม่   ดังนั้น ผู้ที่เคารพพระธรรม จะ  

ต้องเป็นผู้ที่พิจารณาข้อความ หรือ  แม้สิ่งที่ได้ฟังมา โดยไม่เชื่อทันที  และ ไม่ปฏิเสธ

ทันที แต่พิจารณาว่าเป็นเหตุ เป็นผลหรือไม่ เป็นสำคัญ ครับ

เชิญคลิกอ่านเพิ่มเติมที่นี่ เป็นประโยชน์มาก ครับ

           ยิ่งได้ฟังข้อความในพระไตรปิฎกมากขึ้นๆ ยิ่งอัศจรรย์ในใจมาก             

มีชาวพุทธบางส่วนมักกล่าวว่าพระไตรปิฎกไม่ใช่พุทธพจน์100%

ส่วนประเด็นเรื่องกฐิน หากศึกษาพระธรรมตามพระพุทธเจ้าทรงแสดงก็จะเข้าใจถูก ครับ

ส่วนคนอื่นที่เข้าใจผิด ก็เป็นเรื่องความเข้าใจผิดของคนอื่น ไม่สามารถที่จะเอาไป

รวมว่า พระไตรปิฎกไม่ถูกต้องไม่ได้ ครับ เพราะเป็นความเข้าใจผิดส่วนตัว ครับ

เชิญคลิกอ่านเรื่องเกี่ยวกับกฐินนะครับมีประโยชน์มากๆ

กฐิน ในพระพุทธศาสนา [ตอนที่ ๑]

กฐิน ในพระพุทธศาสนา [ตอนที่ ๒]

กฐิน ในพระพุทธศาสนา [ตอนที่ ๓]

กฐิน ในพระพุทธศาสนา [ตอนที่ ๔]

กฐิน ในพระพุทธศาสนา [ตอนจบ] 

***************************************

    ที่สำคัญ ความสงสัยจะหมดไป ไม่ได้เลย ในคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ว่า พระไตร

ปิฎก มีจริงหรือไม่ ครบถ้วนหรือไม่  หากผู้นั้นไม่ได้ศึกษาพระธรรม ด้วยตนเองเสียก่อน

เมื่อไม่ศึกษา ก็ย่อมสงสัยเป็นธรรมดา  แต่หากได้ศึกษาพระธรรมแล้ว เมื่อปัญญาเจริญ

ขึ้น ย่อมเห็นตามความเป็นจริงว่า  พระธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นจริงอย่างไร  และ ละ

คลายความสงสัยในพระธรรม เพราะได้ศึกษาพระธรรมและปัญญาเกิดแล้วนั่นเอง ครับ

    ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 20  
 
iHutch
วันที่ 31 ต.ค. 2555 11:22 น.

 งั้นผมคงไม่มีอะไรจะกล่าวอีกแล้วละครับ ทุกอย่างให้เป็นไปตามบุญวาสนา

                                      

                                                                            

 
  ความคิดเห็นที่ 21  
 
iHutch
วันที่ 31 ต.ค. 2555 11:22 น.

กราบอนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 24  
 
maxnakub2
วันที่ 31 ต.ค. 2555 12:13 น.

    คือมีหลายคนที่คิดแบบสัสตทิฏฐิ  เอาง่ายๆว่า เกือบทุกคน ล้วนเชื่อในสิ่งที่ตัวเองคิด

ครับ เพื่อนผมยังถามเลย พระพุทธเจ้าท่านก็เป็นมนุษย์เหมือนกับเรา แต่ทำไมท่านดีกว่า

เรา ทำให้เราได้เข้าใจเลยว่า บางทีคนเรามีทิฏฐิฝังแน่นมายาวนานจริงๆ ธรรมะอ่านแป๊ป

เดียวก็รู้เรื่อง  แต่จะเข้าใจธรรมะจริงๆได้ ต้องใช้ปัญญาครับ  ความเชื่อ  ความเห็น ไม่ได้

ช่วยอะไรครับ

อนุโมทนาครับ คุณ  paderm บอกได้ดีมากครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 25  
 
kinder
วันที่ 31 ต.ค. 2555 23:49 น.

    เป็นโอกาศที่ดีมากครับที่เข้ามาที่ เวป นี้ เพราะเมื่อหลายปีก่อน ก็พยายามอ่านพระไตร

ปิฎกเอง    แต่เข้าใจยากมากครับ  บังเอิญได้ฟังพระธรรม  ที่อ.สุจินต์ บริหารวนเขตต์  ได้

บรรยาย และออกอากาศที่วิทยุ เอ เอ็ม ๙๔๕ ช่วง เที่ยงครึ่ง หลังจากนั้นก็ฟังมาโดยตลอด

หลายปีแล้วครับ และก็ไปอ่านพระไตรปิฏกเพื่อเทียบเคียง จะทำให้เข้าใจดีขื้นครับ แนะนำ

ให้ฟังพระธรรมให้เข้าใจก่อนครับ  ค่อย ๆ เข้าใจไป  พระธรรมละเอียดและยากมาก            

    ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 29  
 
BudCoP
วันที่ 9 พ.ย. 2555 18:34 น.

การระวัง เป็นสิ่งที่ดี...

ตราบเท่าที่  รับฟังแล้ว  ตรวจสอบ.

 

แต่การระวัง จะกลายเป็นการระแวง...

เมื่อรับฟัง  เพื่อแย้งอย่างเดียว  ครับ.

 

ขอความสุข จงมีกับทุกท่าน.

 
  ความคิดเห็นที่ 31  
 
jaturong
วันที่ 15 ก.พ. 2556 15:35 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 33  
 
Udomsuk
Udomsuk
วันที่ 13 พ.ค. 2561 03:47 น.

 พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

ธัมมัง สะรณัง คัจฉามิ

สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ 

 

สัพเพ ธัมมา อนัตตา 

 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ