บุคคลผู้มีปัญญาแก่กล้า ก็จักบรรลุคุณวิเศษได้ [สติปัฏฐานสูตร]
 
บ้านธัมมะ
วันที่  11 ก.ย. 2551
หมายเลข  9828
อ่าน  1,369

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 629

      ข้อความบางตอนจาก ..  สติปัฏฐานสูตร        [๑๕๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็ผู้ใดผู้หนึ่ง  พึงเจริญสติปัฏฐาน  ๔ นี้อย่างนี้ตลอด  ๗   ปี  เขาพึงหวังผล  ๒ ประการ  อย่างใดอย่างหนึ่ง   คือพระอรหัตตผลในปัจจุบัน     หรือเมื่อยังมีขันธปัญจกเหลืออยู่     เป็นพระอนาคามี ๗ ปี   ยกไว้   ผู้ใดผู้หนึ่ง   พึงเจริญสติปัฏฐาน  ๔  นี้     อย่างนี้ตลอด  ๖  ปี   ๕  ปี   ๔  ปี   ๓  ปี   ๒  ปี   ๑  ปี . . . ๑  ปี   ยกไว้   ผู้ใดผู้หนึ่ง   พึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ อย่างนี้ตลอด  ๗  เดือน    เขาพึงหวังผล๒ ประการ   อย่างใดอย่างหนึ่ง  คือ พระอรหัตตผลในปัจจุบัน    หรือเมื่ออุปาที  (สังโยชน์)  มีเหลืออยู่     เป็นพระอนาคามี ๗ เดือน  ยกไว้   ผู้ใดผู้หนึ่ง    พึงเจริญสติปัฏฐาน  ๔   นี้    อย่างนี้ตลอด  ๖ เดือน  ๕   เดือน๔   เดือน  ๓  เดือน ๒ เดือน  ๑  เดือน    กึ่งเดือน. . .      กึ่งเดือนยกไว้ผู้ใดผู้หนึ่ง  พึงเจริญสติปัฏฐาน  ๔   นี้  อย่างนี้ตลอด ๗  วัน  เขาพึงหวัง ผล  ๒  ประการ  อย่างใดอย่างหนึ่ง   คือพระอรหัตตผลในปัจจุบัน   หรือเมื่ออุปาทิ   (คือสังโยชน์)  ยังเหลืออยู่เป็นพระอนาคามี.     ฯลฯ  พระผู้มีพระภาคเจ้า   ครั้นทรงแสดงความที่ศาสนธรรมเป็นเครื่องนำออกด้วยอำนาจ    (ระยะเวลา) ๗ ปี  อย่างนี้แล้ว    เมื่อจะทรงแสดงระยะเวลาที่สั้นกว่านั้นเข้าไปอีก   จึงตรัสคำว่า    ติฏฺฐนฺตุ  ภิกฺขเว   ดังนี้เป็นต้น   และธรรมทั้งหมดนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้    ด้วยอำนาจเวไนยบุคคลผู้ (มีสติปัญญา) ปานกลางเท่านั้น.   ฝ่ายพระโบราณาจารย์หมายเอาบุคคลผู้มีปัญญาแก่กล้า    จึงกล่าวไว้ว่า   บุคคลผู้มีปัญญาแก่กล้า      ได้รับคำสอนในตอนเช้า ก็จักบรรลุคุณวิเศษได้ในตอนเย็น     ได้รับคำสอนใน ตอนเย็น  ก็จักบรรลุคุณวิเศษได้ในตอนเช้า.


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 16 ก.ย. 2551

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็ผู้ใดผู้หนึ่ง  พึงเจริญสติปัฏฐาน  ๔ นี้อย่างนี้ตลอด  ๗   ปี  เขาพึงหวังผล  ๒ ประการ  อย่างใดอย่างหนึ่ง   คือพระอรหัตตผลในปัจจุบัน     หรือเมื่อยังมีขันธปัญจกเหลืออยู่     เป็นพระอนาคามี  

ขอเรียนถามท่านอาจารย์วิทยากรคำว่า    ขันธปัญจก   หมายความว่า

อย่างไรค่ะ  ขอขอบพระคุณค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
suwit02
วันที่ 28 ก.ย. 2551

  เมื่อเทียบกับพระไตรปิฏก ฉบับภาษาบาลี และ ฉบับสยามรัฐแล้ว

ผมเข้าใจว่าข้อความที่ถูกควรจะเป็น

เขาพึงหวังผล ๒ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตผลในปัจจุบัน  หรือ

เมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี  (อุปาทิเสเส  อนาคามิตา)

 ผิดถูกอย่างไร  ขอวิทยากรโปรดให้ความอนุเคราะห์ด้วยครับ

 

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
prachern.s
วันที่ 29 ก.ย. 2551

ตอบความเห็นที่ ๑ คำว่า ขันธปัญจก  หมายถึงขันธ์ห้า

ผู้ที่บรรลุเป็นพระอนาคามีเมื่อจุติจากชาตินี้ยังต้องเกิดอีก อาจจะเกิดในรูปพรหม หรืออรูปพรหมตามสมควรแก่ฌานที่ท่านได้  การเกิดขึ้นในพรหมภูมิอีก ชื่อว่า ยังมีขันธปัญจกะ คือขันธ์ ๕ เกิดอีกตามสมควร
 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 29 ก.ย. 2551

ผู้ที่บรรลุถึงความเป็นพระอนาคามี   เมื่อจุติจากชาตินี้ไปแล้ว จะไม่กลับมาเกิดใน-กามโลกอีก (อนาคามีบุคคล   หมายถึง   ผู้ไม่กลับมาสู่กามโลกอีก เพราะดับความยินดีพอใจในรูป เสียง  กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และดับโทสะ ได้อย่างเด็ดขาด)     แต่จะไปเกิดเป็นพรหมบุคคล  จึงกล่าวได้ว่า ขันธปัญจกะ (ขันธ์ ๕) ยังเป็นไปอยู่อย่างไม่ขาดสาย  จนกว่าจะบรรลุเป็นพระอรหันต์    แล้วดับขันธปรินิพพาน ขันธ์ ๕ จึงจะไม่เกิดขึ้น-เป็นไปอีก ครับ    ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
suwit02
วันที่ 30 ก.ย. 2551

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 3 ต.ค. 2551

ขออนุโมทนาและขอบพระคุณท่านอาจารย์prachern.s และ คุณkhampan.a ค่ะ

ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ