สักกายทิฏฐิ
 
บ้านธัมมะ
วันที่  25 ส.ค. 2551
หมายเลข  9665
อ่าน  4,593

     เรียนความเห็นที่ 13 ครับ

เชิญคลิกอ่านที่นี่ครับ

สักกายทิฐิ กับ อัตตานุทิฐิ เหมือนและแตกต่างกันอย่างไร


Tag  สักกายทิฏฐิ

  ความคิดเห็นที่ 1  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 27 ส.ค. 2551

     ขออนุโมทนาค่ะ   

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
pornpaon
วันที่ 29 ส.ค. 2551

      ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
ปริศนา
วันที่ 6 ก.ย. 2551

 

อนุโมทนาค่ะพระธรรมละเอียด ลึกซึ้ง แม้แต่คำเดียว ทรงแสดงไว้หลายนัยไม่ศึกษา ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าละเอียดแค่ไหน.ขอบพระคุณมากค่ะ.

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
suwit02
วันที่ 6 ก.ย. 2551

      สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
suwit02
วันที่ 19 มี.ค. 2552

     จากข้อความในกระทู้ที่ว่า  อเหตุทิฏฐิที่เป็นไปในวัตถุ๑๐ มีความเห็นว่า โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด เป็นต้นไม่ห้ามสวรรค์ แต่ห้ามมรรค เพราะไม่ถึงความเป็นกรรมบถ นิยตมิจฉาทิฏฐิ ๓ อย่างที่ถึงความเป็นกรรมบถ คือ อเหตุทิฏฐิ อกิริยทิฏฐ และนัตถิกทิฏฐิ ห้ามทั้งสวรรค์และมรรค โปรดอธิบายว่า

     ก. อเหตุทิฏฐิที่เป็นไปในวัตถุ๑๐ ซึ่งไม่เป็นอกุศลกรรมบถนั้น คือ

1.โลกเที่ยง  2.โลกไม่เที่ยง 3.โลกมีที่สุด 4.โลกไม่มีที่สุด

5.ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น   6.ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง

7.สัตว์ตายแล้วเกิด  8.สัตว์ตายแล้วไม่เกิด  

9.สัตว์ตายแล้วเกิดก็มี ไม่เกิดก็มี  10.สัตว์ตายแล้ว เกิดก็มิใช่ ไม่เกิดก็มิใช่ใช่หรือไม่ครับ

     ข.ข้อ ก.5 กับ ก.8 ต่างกันอย่างไรและการที่ปักใจว่าตายแล้วไม่เกิดนั้น เป็นการปฏิเสธผลของกรรม(หลังจากตายแล้ว)ด้วยหรือไม่ถ้าเป็นการปฏิเสธผลของกรรม เหตุใดจึงไม่เป็นกรรมบถ

     ค.ข้อ ก.9 มีรายละเอียดหรือไม่ว่าเขาเห็นว่าสัตว์พวกไหนเกิดและพวกไหนไม่เกิด

     ง.ข้อ ก.10 หมายความว่าอย่างไรครับ เป็นการพูดเล่นลิ้นดิ้นไปดิ้นมาใช่หรือไม่ ถ้าความเห็นซัดส่าย ไม่แน่นอนก็เท่ากับผู้พูดรับว่าตนเองยังไม่รู้ยังค้นหาคำตอบอยู่จะถือว่าเขามีความเห็น(ผิด)ในเรื่องนั้นๆได้อย่างไร

     จ.อเหตุทิฏฐิอื่นนอกจากนี้ล้วนเป็นกรรมบถ ทั้งสิ้นหรือครับโปรดแสดงตัวอย่าง อเหตุ ทิฏฐิ ซี่งเป็นกรรมบถ

     ฉ.โปรดแสดงตัวอย่าง อกิริยทิฏฐ  นัตถิกทิฏฐิ  

     ขอบพระคุณครับ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
prachern.s
วันที่ 20 มี.ค. 2552

     ก. ในบางแห่งใช้คำว่า อันตคาหิกทิฏฐิ

     ข. ต่างกันไม่ถึงกรรมบถเพราะไม่เป็นนิยตมิจฉาทิฏฐิ คือยังไม่มีกำลังมาก

     ค. ความเห็นผิดว่ามีสัตว์...

     ง.ประมาณนั้น อมราวิกเขปะ

     จ.หมายถึงที่เป็น นิยตมิจฉาทิฏฐิ มีกำลังแก้ไขไม่ได้

     ฉ.โปรดคลิกที่  อกิริยทิฏฐิ และ นัตถิกทิฏฐิ 
  

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
suwit02
วันที่ 20 มี.ค. 2552

     สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
เซจาน้อย
วันที่ 14 ม.ค. 2554

     ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
SOAMUSA
วันที่ 27 ม.ค. 2554

     ขออนุโมทนาบุญกับธรรมทานทุกท่านค่ะ ขอเรียนถามค่ะเรื่อง สักกายทิฏฐิ ๒๐ ข้อ ๑.เห็นรูปเป็นตน แตกต่างจากข้อ ๓.เห็นรูปในตน อย่างไรค่ะละเอียดมากค่ะ ดิชั้นไม่สามารถแยกความแตกต่างได้ชัดเจนค่ะ

     ขอบพระคุณมากค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
SOAMUSA
วันที่ 27 ม.ค. 2554

     ๑๘. เห็นตนมีวิญญาณ คือขณะที่ยึดถือรูป เวทนา สัญญา วิญญาณ ว่าเป็น เรา และเรามีวิญญาณ ขอประทานโทษนะค่ะข้อ ๑๘ พิมพ์ผิดหรือเปล่าค่ะ ตรง รป เวทนา สัญญา ตัวต่อไปต้องเป็นสังขารใช่หรือไม่ค่ะถ้าข้อ ๑๘ ไม่ได้พิมพ์ผิดพลาดก็ขออภัยด้วยนะค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 28 ม.ค. 2554

เรียนคุณ SOAMUSA

           ขอขอบพระคุณ คุณ SOAMUSA ที่ได้กรุณาแจ้งข้อผิดพลาดให้ทราบ  ทางบ้านธัมมะได้เข้าไปแก้ไขในส่วนนั้นตามที่คุณ SOAMUSA แจ้งแล้ว   

ขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
chaiyut
วันที่ 28 ม.ค. 2554

เรียนความเห็นที่ ๙ ข้อ ๑ เห็นรูปเป็นตน คือเห็นผิดว่า"รูปสั้นเพียง๑๗ ขณะจิตเท่านั้นเกิดแล้วดับไปแต่เมื่อไม่รู้ติดข้องและเห็นผิด ปุดถุชนจึงยึดถือรูปขันธ์ที่ปรากฏที่กายชั่วขณะว่าเป็นตน เพราะว่ารูปนั้นเนื่องกับกายที่ปุถุชนยึดถือไว้ครับ  ส่วนข้อ ๓ เห็นรูปในตน คือเห็นผิดว่า"รูปขันธ์"อยู่ใน"นามขันธ์"ที่ยึดถือว่าเป็น"รูปขันธ์"กับ"ตัวตน"เนื่องเป็นอันเดียวกันครับแต่ความจริง พระผู้มีพระภาคทรงตตัวตน"ครับแต่ความจริง รูปขันธ์จะไปอยู่ในนามขันธ์ไมได้ รูปเป็นรูป เป็นสภาพที่ไม่รู้อารมณ์ แตกต่างกันปุถุชนโดยสิ้นเชิงกับ นาม ที่เป็นสภาพรู้อารมณ์ และไม่มีรูปร่างใดๆ ด้วยเหตุนี้ผู้ที่เป็นปุถุชน เมื่อไม่เห็นแจ้งความแยกขาดจากกันโดยละเอียดของรูปและนาม ที่ต่างก็อาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้นตามความเป็นจริงและยังไม่รู้แจ้งอริย-สัจธรรม จึงเห็นผิดยึดถือว่า"นาม"เป็นตัวตนและสำคัญว่ารูปอยู่ในนามนั้น ทั้งๆที่นามแต่ละนามเกิดและดับเร็วยิ่งกว่ารูปใดๆจะมีรูปอยู่ในนามได้อย่างไร ในเมื่อนามที่เกิดก่อนก็ดับไปก่อนรูปนั้นแล้ว แต่เมื่อยังไม่ประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรมจึงเสมือนว่า สิ่งนั้นยังเที่ยง ยังมี ยังรวมกันเป็นกลุ่มก้อนอยู่แต่ความจริงสิ่งที่คิดว่ามีสภาพธรรมที่เกิดตรงนั้นเกิดแล้วดับแล้วทั้งหมดครับ เมื่อยังไม่มีความเห็นถูกหรือยังไม่พ้นจากความเป็นปุถุชน ก็ย่อมจะหลงยึดถือผิดในสภาพธรรมต่างๆด้วยความไม่รู้ต่อไป หนทางเดียวคืออบรมปัญญาด้วยการฟังพระธรรมให้เข้าใจถูก สะสมปัญญาและเจริญกุศลทุกประการจนกว่าจะถึงความเป็นพระอริยเจ้าครับ จึงจะดับสักกายทิฏฐิได้ทั้งหมด    

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
happyland
happyland
วันที่ 11 ก.ย. 2554

     สักกายทิฐิ กับ อัตตานุทิฐิ เหมือนและแตกต่างกันอย่างไร

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
paderm
paderm
วันที่ 12 ก.ย. 2554

เรียนความเห็นที่ 13 ครับ

เชิญคลิกอ่านที่นี่ครับ

สักกายทิฐิ กับ อัตตานุทิฐิ เหมือนและแตกต่างกันอย่างไร

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ

หัวข้อแนะนำ