เฉยๆ
 
คุณสงสัย
วันที่  22 ส.ค. 2551
หมายเลข  9645
อ่าน  549

1.  คนทั่วไปคิดว่า ทุกวันนี้ เค้าก็เฉยๆ ไม่ได้ต้องการอะไรไปมากกว่าที่มีอยู่นี้  " เฉยๆ "   แบบนี้ บางท่านก็ถึงกับบอกว่า ท่านไม่มีโลภะ ...ความจริงในทางธรรมะเป็นอย่างไร2.  บางคนก็บอกว่า  พอไปปฏิบัติอย่างนั้น  อย่างนี้มา แล้วทำให้ "เฉยๆ "  กับสิ่งต่างๆ   ได้มากขึ้น   แต่ไม่สามารถอธิบายถึงความชัดเจนได้ เพียงแต่บอกว่าเป็นธรรมะขั้น  สูง  ผู้ปฏิบัติเท่านั้นที่จะประสบได้กับตนเอง แท้จริงแล้ว ควรจะเป็นอย่างไร

ช่วยไขข้อสงสัยให้เกิดความกระจ่างด้วย


Tag  เฉยๆ 
  ความคิดเห็น 1  
 
prachern.s
วันที่ 23 ส.ค. 2551
ควรทราบว่า ความรู้สึกเฉยๆ หรือ อาการเฉยๆ   เป็นจิตประเภทโลภะก็มี จิตประเภทโมหะก็มี   จิตประเภทกุศลก็มี   จิตประเภทกิริยาของพระอรหันต์ก็มี  ดังนั้นจิตของปุถุชนถ้าเป็นไปกับความรู้สึกเฉยๆ ส่วนใหญ่จะเป็นอกุศล  เพราะขณะใดจิตไม่เป็นไปในเรื่องทาน ศีล และภาวนา ชวนจิตจะเป็นอกุศล จะเฉยหรือไม่เฉยก็ตาม
 
  ความคิดเห็น 2  
 
suwit02
วันที่ 23 ส.ค. 2551

สาธุ

 
  ความคิดเห็น 3  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 23 ส.ค. 2551

คนที่ไม่มีโลภะต้องเป็นพระอรหันต์  จิตที่เฉยๆ ประกอบด้วยปัญญาก็ได้ ไม่ประกอบ

ด้วยปัญญาก็ได้  เช่น ในอดีตพระโพธิสัตว์ มีชื่อโลมหังสก  ท่านเที่ยวไปด้วยผ้าผืน

เดียว  พวกบัณฑิตก็ยกย่องให้ดอกไม้ สักการะบูชา ท่านก็ไม่ยินดี  ส่วนเด็กทำความ

เสียหาย ปัสสาวะรด  ท่านก็ไม่มีความยินร้าย  ไม่หวั่นไหว จึงเป็นอุเบกขาบารมีค่ะ

 
  ความคิดเห็น 4  
 
ปริศนา
วันที่ 23 ส.ค. 2551

ใครจะพูดถูกหรือไม่ถูกกระไร ย่อมพูดได้แต่จะพิสูจน์ได้ ก็ต้องด้วยการเทียบเคียงกับพระธรรมค่ะและต้องมาจากความเข้าใจพระธรรมก่อน.
..........................................
ลองพิจารณาชีวิตประจำวันจริงๆ แล้วความรู้สึก"เฉยๆ "เกิดอยู่ตลอดเวลาจริงๆ หรือเปล่า?ไม่สนุก ไม่เบื่อ ไม่เคือง ไม่หิว ไม่อยากได้อะไร.........................บ้างเลยหรือ?.................................................
พระธรรมสอนให้เป็นผู้ตรงต่อความเป็นจริงถ้าไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริงก็จะต้องอยู่กับความไม่รู้ต่อไปอีกนานแสนนาน.
..............................................

พระธรรมที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ดีแล้วทนต่อการพิสูจน์...และสัจธรรมเป็นธรรมชาติที่ไม่แปรผัน.

 
  ความคิดเห็น 5  
 
paderm
paderm
วันที่ 23 ส.ค. 2551

ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

1.ความจริงคือความต้องการที่เป็นโลภะหรือกิเลสประการต่างๆ นั้นมีหลายระดับ ขณะที่

กล่าวว่า(ทุกวันนี้ เค้าก็เฉยๆ ไม่ได้ต้องการอะไรไปมากกว่าที่มีอยู่นี้  " เฉยๆ ")   แม้จะ

กล่าวอย่างนี้แต่มีความต้องการ ความพอใจที่เป็นอยู่ในขณะนี้หรือเปล่า โลภะจึงหมาย

ถึง ความยินดี ติดข้อง แม้ยินดีในสิ่งที่มีอยู่  แม้ไม่ปรารถนาสิ่งใหม่ แต่ขณะที่ยินดีในสิ่ง

ที่มีอยู่นั้นก็เป็นโลภะที่ติดข้องในสิ่งนั้นแล้วครับ และโดยละเอียด เมื่อสิ่งที่มีอยู่ หายไป

หมดไป  มีความต้องการสิ่งนั้นไหม ดังนั้นความรู้สึกเฉยๆ ที่เป็นเวทนาเจตสิกนั้นเกิดได้

กับจิตที่เป็นอกุศลก็ได้ครับ ในชีวิตประจำวันมีโลภะแต่ไม่รู้  เราจะคิดว่าโลภะเป็นความ

ต้องการมากๆ    แต่แม้ความยินดี พอใจเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน ก็เป็นโลภะแล้วครับ

2.การอบรมเจริญวิปัสสนา (ปฏิบัติ) เรามักลืมเรื่องของปัญญา   เฉยๆ (อุเบกขาเวทนา)เป็นความรู้สึกเป็นเวทนาเจตสิก เกิดกับจิตได้ทุกประเภท   และกับจิตทุกๆ ขณะ  แม้อกุศลก็เกิดได้โดยเฉพาะเกิดกับความไม่รู้ ดังนั้นการอบรมวิปัสสนา   จึงเป็นเรื่องของการเจริญปัญญา เมื่อปัญญาเจริญขึ้นเพราะรู้ความจริงของธรรม  ดังนั้นความรู้สึกเฉยๆ แต่ไม่เกิดความรู้อะไรขึ้นมาจึงไม่ใช่การอบรมเจริญปัญญา   ปัญญามีมากๆ ย่อมไม่หวั่น

ไหวในสิ่งที่กระทบทางตา..ใจเพราะรู้ความจริง เพราะมีปัญญาแต่ไม่ใช่เพราะความรู้สึก

เฉยๆ เป็นตัววัดว่าเป็นการปฏิบัติเพราะความรู้สึกไม่ได้ทำหน้าที่รู้ความจริงและดับกิเลส

แต่ปัญญาทำหน้าที่รู้ความจริงและดับกิเลสครับ ไม่ควรลืมว่าขณะนั้นปัญญารู้อะไร  แม้

ขณะที่เห็นได้ยิน..แล้วเฉยๆ และเพราะอะไรจึงเฉยๆ การปฏิบัติเป็นเรื่องของปัญญาครับ อุทิศกุศลให้สรรพสัตว์

 
  ความคิดเห็น 6  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 23 ส.ค. 2551


ขอแสดงความเห็นดังนี้ ครับ .-  ๑.  โลภะ  เป็นสภาพธรรมที่ติดข้องยินดี พอใจ  ซึ่งมีหลายระดับ มีทั้งความติดข้อง
 
ยินดีพอใจที่เป็นปกติสม่ำเสมอในชีวิตประจำวัน  
เช่น  ติดข้อง  หรือ ชอบอาหารอร่อย ชอบเสื้อผ้าสวยๆ   เป็นต้น  หรือ ถ้ามีกำลังมากถึงกับล่วงออกมาเป็นทุจริตกรรม เบียดเบียนผู้อื่นให้เดือดร้อน เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนเองต้องการ ขณะนั้นเป็นความติดข้องที่ไม่สม่ำเสมอ ขณะที่โลภมูลจิตเกิดขึ้นแต่ละขณะ  ย่อมมีเวทนา(ความรู้สึก)เกิดร่วมด้วยถ้าไม่ใช่อุเบกขาเวทนา(ไม่สุข ไม่ทุกข์)  ก็เป็นโสมนัสสเวทนา   อย่างหนึ่งอย่างใด แต่ปกติในชีวิตประจำวัน ไม่ได้มีอกุศลจิตเกิดตลอดเวลา  กุศลจิตก็สามารถที่จะเกิดได้ตามการสั่งสม  ขณะที่กุศลจิตเกิด อาจจะมีอุเบกขาเวทนา หรือ โสมนัสสเวทนาเกิดร่วมด้วยก็ได้  การที่จะกล่าวว่า  ไม่มีโลภะ ได้นั้น   ต้องถึงความเป็นพระอริยบุคคลกล่าวคือ ผู้ที่จะไม่มีความยินดีพอใจในรูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ   ต้องเป็นพระอนาคามีบุคคล  สำหรับผู้ที่จะดับโลภะได้อย่างเด็ดขาดไม่เกิดอีกเลยนั้น ต้องเป็นพระอรหันต์  ๒.  ปฏิบัติ   เป็นเรื่องของความเข้าใจถูกเห็นถูกในลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง เป็นการถึงเฉพาะลักษณะของสภาพธรรมด้วยสติสัมปชัญญะกล่าวคือ เป็นเรื่องของการอบรมเจริญปัญญา   ดังนั้นจึงต้องอาศัยการศึกษาพระธรรม  ฟังพระธรรม  จนกระทั่งมีความเข้าใจถูก เห็นถูกเป็นปัญญาของตนเอง ถ้าหากว่ามีความมั่นคงในเหตุในผลของธรรมแล้ว  ไม่ว่าใครจะพูดอะไร ก็สามารถที่จะเข้าใจได้ว่าอย่างไหนถูก  อย่างไหนผิด  เพราะเหตุว่าแต่ละบุคคลสั่งสมอวิชชา ความไม่รู้  มานับชาติไม่ถ้วน  กว่าที่จะค่อยๆ   ชำระล้างหรือขัดเกลาความไม่รู้ ให้ค่อยๆ   เบาบางลงได้นั้น ต้องอาศัยการศึกษาพระธรรม ฟังพระธรรม อบรมเจริญปัญญาในชีวิตประจำวัน ครับ ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ... 

 
  ความคิดเห็น 7  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 24 ส.ค. 2551

ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็น 8  
 
JANYAPINPARD
JANYAPINPARD
วันที่ 25 ส.ค. 2551


อนุโมทนาคะ

 
  ความคิดเห็น 9  
 
Noparat
วันที่ 25 ส.ค. 2551

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็น 10  
 
petcharath
วันที่ 27 ส.ค. 2551

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็น 11  
 
คุณ
วันที่ 28 ส.ค. 2551
อนุโมทนาค่ะ
 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ