เมื่อกายแตกดับ วิญญาณจะล่องลอย หรืออย่างไร
 
บ้านธัมมะ
วันที่  22 ธ.ค. 2550
หมายเลข  6615
อ่าน  3,724

     เมื่อจุติจิตดับ สิ้นสุดความเป็นบุคคลในชาติก่อน ปฏิสนธิจิตชาตินี้ ก็เกิดสืบต่อจากจุติจิตชาติก่อน ทำให้เป็นบุคคลใหม่ทันที ปฏิสนธิจิตเป็นวิบาก คือ ผลของกรรมหนึ่งที่ได้กระทำแล้วในสังสารวัฏฏ์ กรรมนั้นเป็นชนกกรรม คือ เป็นปัจจัยให้ปฏิสนธิ และ กรรมชรูป (รูปซึ่งเกิดเพราะกรรมเป็นปัจจัย) เกิดขึ้นพร้อมกันในขณะปฏิสนธิจิตเกิด  

     ด้วยเหตุนี้ แต่ละคนจึงต่างกันทั้งในรูปร่างและลักษณะ อุปนิสัยใจ คอ ความคิดนึกตามการสะสมของจิต บางคนก็มีโลภะมาก บางคนก็มีโทสะมาก เมื่อปฏิสนธิจิตสืบต่อจากจุติจิตนั้น ไม่ได้นำจิตของชาติก่อนตามมาด้วย ไม่ได้นำรูปของชาติก่อนตามมาด้วย เพราะจิต เจตสิก รูปใดดับไปแล้ว ก็ดับหมดสิ้นไปเลย แต่การดับไปของจิตขณะสุดท้ายของชาติก่อน เป็นปัจจัยให้ปฏิสนธิจิตชาตินี้ เกิดขึ้นพร้อมกับรูป ซึ่งเกิดเพราะกรรมหนึ่งที่ทำให้เกิดเป็นบุคคลนี้ เมื่อจุติจิตในชาตินี้เกิดขึ้น และดับไปแล้ว กรรมหนึ่งก็ทำให้ปฏิสนธิจิต  และกัมมชรูปเกิดต่อเป็นบุคคลใหม่ในชาติต่อไป สิ้นสภาพความเป็นบุคคลในชาตินี้โดยสิ้นเชิง


  ความคิดเห็นที่ 2  
 
ckitipor
วันที่ 10 ก.พ. 2551

จุติจิต

จุติ (เคลื่อน , ตาย)  +  จิตฺต (จิต)จิตที่ทำกิจเคลื่อนจากภพ  หมายถึง วิบากจิต ๑๙ ดวง  ดวงใดดวงหนึ่ง ในขณะที่ทำจุติกิจ เป็นการแสดงถึงความสิ้นสุดของกรรมที่ทำให้เป็นบุคคลนั้น  ที่สามารถบัญญัติได้ว่า คนตาย  สัตว์ตาย ก็เพราะมีจุติจิตเกิดขึ้นทำจุติกิจ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
ckitipor
วันที่ 10 ก.พ. 2551

จุติจิตจะเกิดเมื่อใดก็ได้ ดังนั้นจึงไม่ควรประมาท

ควรศึกษาพระธรรมด้วยความละเอียดรอบคอบ ...

     พระพุทธวจนะในพระไตรปิฎก โดยสภาพแห่งธรรมแล้ว เป็นสัจธรรมที่ทรงแสดงว่าเป็นธรรมที่ลึกซึ้งรู้ได้ยาก รู้ตามเห็นตามได้ยาก สงบประณีต ไม่อาจจะรู้ได้ด้วยการตรึก ละเอียด เป็นธรรมอันบัณฑิตจะรู้ได้ เพราะสภาวะแห่งธรรมมีลักษณะดังกล่าว จึงจำต้องชี้แจงให้เกิดความเข้าใจ ทั้งโดยอรรถะ และพยัญชนะ เพื่อให้สามารถหยั่งรู้ธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริงในเรื่องนั้นๆ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
ckitipor
วันที่ 10 ก.พ. 2551

ธรรมะไม่ใช้เรื่องที่ใครจะคิดเอาเอง แต่เป็นการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  ถ้าทราบว่าจุติจิตอาจเกิดเดี๋ยวนี้ก็ได้    ก็ไม่พึงประมาทในพระธรรม ..

     ธรรมที่ได้ฟังหรืออ่านทั้ง ๓ ปิฎก รวมทั้งอรรกถาและฎีกา  ก็เพื่อให้ปัญญาเกิดขึ้นรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ตามปรกติตามความเป็นจริง ไม่ว่าจะฟังมาก เรียนมาก สนทนาธรรมมาก ตรึกตรองธรรมมากสักเท่าไรก็เพื่อเป็นสังขารขันธ์ปรุงแต่ง ให้สติเกิดระลึกศึกษาพิจารณารู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย  ทางใจในขณะนี้
     แม้ว่าจะได้ยินได้ฟังอย่างนี้ ครั้งแล้วครั้งเล่าก็จะต้องพิจารณาให้เข้าใจลักษณะของสภาพธรรมแต่ละอย่างที่กำลังปรากฏจริงๆ ซึ่งสติจะต้องระลึกรู้  มิฉะนั้นแล้วก็ไม่สามารถที่จะศึกษาพิจารณารู้ลักษณะของสภาพธรรมที่เป็นอนัตตาในแต่ละวันที่ผ่านไปๆ ซึ่งก็เป็นนามธรรม และรูปธรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปทุกขณะไม่มีอะไรเหลือเลยสักขณะเดียว ทุกคนรู้ว่า อดีตที่สนุกสนานหรือความทุกข์ที่เกิดขึ้นก็ดับหมดไปแล้วคงเหลืออยู่แต่ปัจจุบันขณะนี้ขณะเดียว เพียงขณะเดียวจริงๆ ซึ่งจะต้องศึกษาให้เข้าใจลักษณะที่ไม่ใช่ตัวตน สัตว์ บุคคล

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
Komsan
วันที่ 10 ก.พ. 2551
ขออนุโมทนาครับ
 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
เจริญในธรรม
วันที่ 13 ก.พ. 2551
ขออนุโมทนาครับ
 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
ทิพย์
ทิพย์
วันที่ 14 ก.พ. 2556 22:14 น.

ขออนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ