การฟังธรรม เป็นการปฏิบัติธรรม ???
 
นิบภาน
วันที่  28 พ.ย. 2550
หมายเลข  5692
อ่าน  3,383

และจะทราบได้อย่างไร ว่า เป็น ธรรม ที่ถูกต้อง


Tag  การฟัง ปฏิบัติ

  ความคิดเห็นที่ 1  
 
study
วันที่ 28 พ.ย. 2550

ทราบได้โดยการตรวจทานกับพระไตรปิฎกและอรรถกถา   ถ้าหากรู้ตามและตรงสอดคล้องกับพระธรรมที่ทรงแสดงตลอด ๔๕ พรรษา  คือ เพื่อการละความไม่รู้  เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อการละและดับสูญแห่งกิเลสทั้งปวง  เป็นต้น  ชื่อว่าเป็นธรรม

ที่ถูกต้อง

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 28 พ.ย. 2550

ในครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม  มีคนฟังธรรมบรรลุได้ดวงตาเห็นธรรมกัน

มากมาย เพราะเขาสะสมบุญและปัญญามาแล้วในอดีต  สาวก แปลว่าผู้ฟัง  ถ้าไม่อาศัย

การฟังธรรมะ การพิจารณาธรรมะ ก็ไม่มีทางรู้แจ้งอริยสัจจธรรมค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
แล้วเจอกัน
วันที่ 28 พ.ย. 2550

               ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

ก็ต้องเป็นปัญญาของตนเอง   ถึงจะรู้ว่าถูกต้อง  หรือไม่ถูกต้อง     สอนสิ่งที่มีจริงไหม

ไม่ได้คิดนึกเอาเอง   แต่มีจริงในชีวิตประจำวัน   พิสูจน์ได้ในชีวิตประจำวัน  สอนให้ได้

หรือให้ละ สอนตรงตามพระไตรปิฎกไหม สอดคล้องทั้ง 3 ปิฎกหรือไม่ เช่น สอนให้ทำ

แต่ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา จะมีเราไปบังคับให้ทำได้ไหม เป็นต้น ดังนั้น จะรู้ก็ต่อเมื่อ

ปัญญาของบุคคลนั้นเอง เข้าใจถูกมากขึ้น ย่อมรู้ว่าสิ่งใดถูกและสิ่งใดผิด เพราะปัญญา

เป็นเครื่องตัดสินความถูกต้อง เพราะธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นสัจจะ รู้ได้ด้วยปัญญา                    ขออุทิศกุศลให้สรรพสัตว์

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
อิสระ
อิสระ
วันที่ 28 พ.ย. 2550
ขออนุโมทนาครับ
 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
แช่มชื่น
วันที่ 28 พ.ย. 2550

ธรรมที่ถูกต้อง  คือ ธรรมที่มีจริง  ปรากฏในขณะนี้  ซึ่งสามารถเทียบเคียงได้ด้วยการศึกษาโดยละเอียดในพระไตรปิฎกครับ
แต่จะทราบได้อย่างไรว่าการฟังธรรมเป็นการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง???
ถ้าผู้ที่แสดงธรรมให้เราฟังถามเราว่า   เห็นมีจริงไหม  (มีจริง)  สิ่งที่ปรากฏทางตามีจริงไหม  (ก็มีจริง)   อะไรเห็น  (ไม่ใช่ตาแน่นอน เพราะคนตายก็มีตาแต่ไม่เห็น  ฉะนั้น ต้องเป็นสิ่งๆ หนึ่งซึ่งมีจริง ไม่สามารถจับต้องได้ คือนามธรรมได้แก่  จักขุวิญญาณ    กระทำทัสสนกิจ  คือ  กิจเห็น   ไม่ใช่เรา)มีอะไรที่เขาบอกเราผิดไปจากความจริงไหมครับ   ในเมื่อก้อนเนื้อที่เราจำได้ว่าเป็นตาของเรา ถ้าหลุดออกไป  ยังจะเป็นตาของเราอยู่ไหม   ถ้าแตกละเอียดลงไปจนถึงกลุ่มของรูปที่เล็กที่สุดซึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสรู้  ก็คือ  รูป 1 กลาปที่มีกรรมเป็นสมุฏฐานนั้น จะเป็นตาของเราได้อยู่อีกไหม เราจึงต้องพิจารณาสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง ถ้าเข้าใจในขณะนั้น ก็ย่อมเกิดปัญญาขั้นฟังสังขารขันธ์ซึ่งเป็นธรรมก็จะปฏิบัติธรรมเอง     โดยที่ "ตัวเรา" ปรุงแต่งจิตไม่ได้เลย
ในขณะเดียวกันถ้ามีผู้แสดงธรรมอีกท่านหนึ่งบอกว่า  ให้ปฏิบัติตามนี้ภายใน 3 วัน 7 วัน ก็จะได้ดวงตาเห็นธรรม   ได้ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข  คิดว่าจะเป็นพระธรรมที่พระพุทธองค์ผู้ทรงสะสมบารมีมา 4 อสงไขยกำไรแสนกัปป์  เป็นผู้ทรงแสดงหรือไม่  ในเมื่อสิ่งนั้นเป็นหนทางที่ไม่สมเหตุสมผลและที่สำคัญไม่ได้ทำให้ละกิเลสอะไรได้เลย    มีแต่ความหวัง  อยากได้ อยากทำ  ก็น่าคิดดีใช่ไหมครับ   
ผู้ที่ฟังพระธรรม  หากสะสมปัญญามา แม้คำพูดที่ผิดไปจากความจริง   ก็จะรู้ได้ครับ เขาจะไม่ถูกใครหลอกง่ายๆ และก็จะไม่หลอกตนเอง หรือล่อลวงใครๆ ด้วยกลอุบายใดๆ เขามีแต่จะเกื้อกูลด้วยคำจริง และสัจจะครับ           ขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
yupa
วันที่ 29 พ.ย. 2550

ได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับธรรมะ ก็จะกล่าวว่า ถ้าศึกษาพระธรรม ด้วยการอ่าน หรือฟัง เป็น

เพียง แค่ยาทา ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ วิปัสสนากรรมฐาน เท่านั้นที่แก้ต้นเหตุได้ เป็นเรื่อง

ยากเหลือ เกินที่เราจะศึกษาพระธรรมให้เข้าใจ จะละอย่างไรเมื่อยังมีตัวตน ยังมีอวิชชา

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 29 พ.ย. 2550

  อวิชชาละได้ด้วยปัญญา ขั้นต้นต้องอาศัยการฟัง การศึกษา และที่สำคัญคือความเข้า

ใจถูก เป็นเบื้องต้น ความเห็นถูก ความมั่นคงในหนทาง ในข้อปฏิบัติ ไม่เปลี่ยนหนทาง

ไม่ใจร้อน      เพราะคิดว่าวิธีอื่นได้ผล       การที่บอกว่าธรรมะยาก ถูกต้อง และเป็นการ

สรรเสริญพระปัญญาของพระพุทธเจ้า     กว่าท่านจะตรัสรู้ต้องใช้เวลานาน 4 อสงไขย

แสนกัป แล้วเราก็เพิ่ง เริ่นต้นศึกษา    กว่าจะเข้าใจถูกและได้มาพบพระธรรมไม่ใช่เรื่อง

ง่าย ต้องเป็นผู้ที่เคยสะสมบุญ มาแล้วในปางก่อนค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
K
K
วันที่ 29 พ.ย. 2550

การฟังธรรม เป็นการปฏิบัติธรรม ???

  การศึกษามีทั้งขั้นปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ ผู้ที่มีปัญญาขั้นปริยัติ

- การฟังธรรม คือ การศึกษาขั้นปริยัติ นั่นคือการฟังเรื่องราวของธรรมะ  ซึ่งพระผู้มีพระ-

ภาคทรงแสดงเป็นเรื่องราวของความจริง ผู้ที่มีปัญญาขั้นปฏิบัติ

- มีความเข้าใจมั่นคงจากขั้นปริยัติ    สัมมาสติเกิดขึ้น   ทำกิจระลึกสภาพธรรมได้แม้ใน

ขณะที่กำลังฟังธรรม หรือทำกิจอื่นใด    โดยไม่จำกัดเวลาหรือสถานที่  ผู้ที่มีปัญญาขั้น

ปฏิเวธ

 - ปัญญาจากขั้นปฏิบัติมีกำลังจนดับกิเลสได้      ตามระดับของการเป็นพระอริยบุคคล

การศึกษาจะต้องเป็นไปตามขั้น ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ  จะสลับหรือข้ามขั้นหนึ่งขั้นใดไม่

ได้เลย

จะทราบได้อย่างไร ว่า เป็น ธรรม ที่ถูกต้อง ขั้นปริยัติ

 - ธรรมที่ถูกต้อง เป็นเรื่องราวของความจริง นั่นคือ เป็นเรื่องราวของธรรม และที่สำคัญเป็นเรื่องที่ศึกษาเพื่อการสละออกซึ่งทุกข์ทั้งปวง     มิใช่เรื่องราวเพื่อแสวงหาทรัพย์สิน

เงินทอง ชื่อเสียง เกียรติคุณ หรือคำสรรเสริญ ขั้นปฏิบัติ

 - ธรรมที่ถูกต้อง   ต้องเกิดขึ้นจากความเข้าใจที่มั่นคงจากขั้นปริยัติ   โดยไม่ลืมว่าเพื่อการละ ไม่ใช่การติดข้อง ขั้นปฏิเวธ

 - ธรรมที่ถูกต้อง คือการหลุดพ้นอย่างแท้จริง กิเลสที่ดับแล้วจะไม่เกิดขึ้นอีก  และจะไม่

มีการย้อนกลับมาเป็นปุถุชนอีกเลย

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
medulla
วันที่ 30 พ.ย. 2550

    อ้างอิงจากคุณนิบภาน การฟังธรรม เป็นการปฏิบัติธรรม??? และจะทราบได้อย่างไร

ว่า เป็น ธรรม ที่ถูกต้อง? ร่วมด้วยช่วยตอบ  จะทราบเมื่อเทียบเคียงกับพระไตรปิฎกตาม

หลักมหาปเทสทั้ง 4   เพราะพระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้กล่าวแต่คำจริง  และ การสังคายนา

พระไตรปิฎกกระทำโดยพระอรหันต์      เพื่อยังให้เกิดประโยชน์ คือ ความถูกต้อง คงไว้

ซึ่ง ธรรมวาทีบุคคล ซึ่งในอนาคตกาล เป็นธรรมดา    ที่คนยุคนี้จะไม่ชอบฟังธรรม และ

ศึกษาพระธรรม   เน้นทำอะไรง่ายๆ โดยไม่เทียบเคียงกับพระไตรปิฎก (ซึ่งพระไตรปิฎก

ถือเป็นพระศาสดาแทนพระพุทธองค์หลังจากที่พระพุทธองค์ทรง     ปรินิพพานดับรอบ

โดยสิ้นเชิง)   เป็นยุคที่คนมักจะเชื่อและชื่นชอบแต่  อธรรมวาทีบุคคล และด้วยความที่

ไม่สามารถบังคับ บัญชาความเป็นไปของเหตุปัจจัยได้ในยุคนี้     หากจะชักชวนใครมา

ศึกษาหรือฟังธรรม จึงต้องปล่อยไปตามการสะสม   แนะนำได้บ้างตามโอกาสที่เหมาะที่

ควรแก่การแสดงธรรม    เพื่อคนที่สนใจสดับ  ซึ่งถือว่าเป็นผู้มีอุปนิสัย ควรแก่การแสดง

ธรรม ซึ่งเราก็เป็นเพียงผู้ชี้แนะตามหน้าที่ของกัลยาณมิตรที่ห่วงใย   โดยไม่หวังว่า เค้า

จะต้องทำแบบนี้ๆ คนจะต้องมาร่วมมากๆ หรือ เปลี่ยนโลกทั้งใบให้ดีขึ้น    ซึ่งเป็นไปไม่

ได้เลย   หากท่านเกิดมาในยุคที่ ปริยัติใกล้อันตรธาน    และภายใต้กฏของ อนัตตา คือ

บังคับบัญชาไม่ได้   เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยที่ถึงพร้อมเท่านั้น    และเป็นไปเพื่อการละ

คลาย (ซึ่งจะละคลายได้ ปัญญาต้องรู้ก่อนว่า   จิตที่มีโลภะ โทสะ โมหะ อย่างละเอียด

เป็นอย่างไร เพื่อจะได้ไม่เข้าใจผิด   หลงคิดว่าความต้องการอย่างละเอียด   คือ การละ

คลาย)       จะเป็นการดีที่เราได้ช่วยแนะให้เพื่อนๆ ได้พบเหตุปัจจัยที่ทำให้ปัญญาเกิด

เช่น การฟังธรรม   ขอให้ทราบว่า ปัญญาเกิดตามลำดับขั้น   ข้ามขั้นศึกษาให้เข้าใจไม่

ได้ และยังลดหลั่นลงตามยุค สมัยด้วย (กาลสมัย) การฟังธรรมนั้น  ทำให้ได้ฟังในสิ่งที่

ยังไม่เคยได้ฟังมาก่อน และทำให้ที่เคยฟังมาแล้วแจ่มแจ้งยิ่งขึ้น   คำว่า"ปัญญา ปฏิบัติ

กิจของปัญญา"    ในแสนโกฏกัปที่ผ่านมา    อาจจะไม่เคยได้ยินได้ ฟังคำนี้มาก่อน แต่

เมื่อได้เงี่ยโสตลงฟังด้วยความเคารพ       จะเริ่มโยนิโสมนสิการ  ว่าเพราะเหตุ ใด การ

ปฏิบัติธรรมจึงเป็นเรื่องของนามธรรม คือ ปัญญา     เพราะเหตุใด การศึกษาเพื่อเข้าใจ

เพื่อละคลาย จึงเป็นการสะสมปัญญา ที่จะประหารกิเลส และเข้าใจว่าเหตุใดการปฏิบัติ

ธรรมจึง เป็นเรื่องปรกติในชีวิตประจำวัน      คำว่า ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม จะลัดขั้น

ตอนไม่ได้ เพราะ ความเป็นอนัตตาของสภาพธรรม ซึ่งเกิดเพราะเหตุปัจจัย    จะบังคับ

บัญชาให้เป็นคนดีเลิศ ประเสริฐศรีหรือถึงนิพพานโดยฉับพลัน ย่อมเป็นไปไม่ได้   หาก

ไม่เคยเริ่มต้นสดับพระธรรม    ซึ่งเป็นเรื่องของ ปัญญา ปฏิบัติกิจ ของปัญญา

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
medulla
วันที่ 30 พ.ย. 2550

     อ้างอิงจากคุณ yupa ถ้าศึกษาพระธรรม ด้วยการอ่านหรือฟัง เป็นเพียงแค่ยาทา ไม่

ได้แก้ที่ต้นเหตุ  วิปัสสนากรรมฐาน เท่านั้นที่แก้ต้นเหตุได้ ร่วมด้วยช่วยตอบ การศึกษา

พระธรรมเพื่อความเข้าใจ คือ การสะสมสาเหตุของการดับทุกข์   อย่างค่อยเป็นค่อยไป

เพราะกิเลสไม่ใช่น้อยๆ คืออย่างหนา   ปัจจุบันนี้สภาพจิตเป็นอย่างไร ก็คือผลของการ

สะสมมาจากอดีตชาติที่นับไม่ถ้วน  คิดดูว่า เป็นแสนๆ โกฏกัปแล้ว  แต่ยังต้องมาเริ่มนั่ง

สมาธิใหม่   แทนที่จะฟังธรรมเหมือนที่เคยได้ฟังมา หลายๆ ชาติ    ตราบใดที่ยังไม่เข้า

กระแสคือเป็นพระอริยบุคคล   ย่อมมีโอกาสหวั่นไหวจากทางตรง  และหาสาเหตุไม่เจอ

หรือไม่ก็ เข้าใจสาเหตุผิด จึงต้องมีการสะสมเหตุปัจจัยที่สามารถดับกิเลส  เพื่อประหาร

กิเลสได้โดยเด็ดขาด  ตามที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ ซึ่งข้ามขั้นตอนหรือทำลัดๆ ไม่ได้

หากจะกล่าวแบบถ้อยคำเปรียบเปรยสมัยใหม่   กิเลสทั้งหลายนั้นคือโรคเรื้อรังที่เป็นมา

นาน  หาจุดเริ่มต้นไม่ได้     (หมายถึงว่า อาจจะเป็นโรคนี้ มานานแล้ว มากกว่าอสงไขย

ย้อนไปหาจุดเริ่มไม่ได้ จุดปลายเป็นอินฟินิตี้)  ยารักษาคือปัญญา ที่ค่อยๆ สะสม มีการ

เริ่มต้น ตามขั้นตอนที่จะให้ยา ซึ่งจะถอนพิษไข้ของ      กิเลสที่หนาแน่นอย่างช้าๆ ตาม

กำลังของการสะสมปัญญา  หากจะแก้โรคกิเลส  ด้วยการหลับตาโดยไม่รู้อะไร หรือ ไม่

เริ่มศึกษาให้เข้าใจ    ก็อาจจะเป็นการหยิบยาผิดขวดได้ เช่น จะทานยาธาตุน้ำแดง แต่

ไปหยิบยาแดงมาทาน อาจจะมียาง่ายๆ เช่นแค่รู้อาการในชีวิตประจำวัน ไปวันๆ ไม่ต้อง

อ่าน     ไม่ต้องศึกษาให้เข้าใจว่าพระพุทธองค์ตรัสสอนพระธรรมในพระไตรปิฎกไว้มาก

มายเพื่อใคร   ยานี้ทานแล้วอาจจะไม่ทราบว่าขณะนั้น   จิตสะสมกิเลสมากมายก่ายกอง

โดยปฏิบัติไปเรื่อยๆ    แต่เป็นการสะสม โรคกิเลสเพิ่ม เพราะคิดว่าเป็นยารักษา คือไม่รู้

ความต่างกันของ กุศลจิต และ อกุศลจิต    โรคกิเลสจึงกำเริบอยู่เรื่อยๆ และ หายาดีไม่

พบ    เพราะ ทิ้งยาไปแล้ว (เช่นบอกให้ทิ้งตำรา แล้ว ปฏิบัติเลย) พระพุทธเจ้าทรงตรัส

สอนอะไร   ละเอียดลึกซึ้งแค่ไหน   ทรงบำเพ็ญบารมีอย่างไร อะไรบ้าง  เมื่อท่านศึกษา

พระไตรปิฎก หมั่นสนทนาธรรมกับผู้รู้ เห็นสาระของชีวิตคือการเข้าใจ พระธรรม ท่านจะ

ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ และมั่นใจว่า ปริยัติ-ปฏิบัติ เกิดสืบต่อกันรวด เร็วมาก ไม่

สามารถแยกจากกันได้     อาศัยเหตุปัจจัยคือ การฟังธรรมศึกษาธรรมเพื่อเข้าใจ เพราะ

เป็นเรื่องของนามธรรม   เป็นเรื่องของการละคลาย   เป็นเรื่องของการทำในใจโดยแยบ

คาย ชื่อว่า ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม ค่อยๆ สะสมความเข้าใจ ตามลำดับขั้น  เริ่มต้น

ด้วยความเข้าใจ คือ การเริ่มสะสมเหตุปัจจัย ที่จะดับที่สาเหตุของทุกข์

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
นิบภาน
วันที่ 3 ธ.ค. 2550

ขออนุโมทนา ในกุศลเจตนา(ธรรมทาน) ของทุกท่าน(ทุกความเห็น) ครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ