ธรรมก็คือสิ่งที่มีจริง
ธรรมก็คือสิ่งที่มีจริงทั้งหมด ทุกอย่างหลากหลายมาก แต่ก็สามารถที่จะแบ่ง หรือว่าจัดตามประเภท คือ สภาพธรรมที่เกิดแต่ไม่รู้ก็มี เช่น แข็ง กระทบไปแข็งก็ไม่รู้สึกอะไร กลิ่นก็ไม่รู้ รสต่างๆ กลืนกินเข้าไป รสก็ไม่รู้สึกว่าถูกกลืนกินเข้าไป
แสดงให้เห็นว่าสภาพธรรมที่มีจริงที่ไม่ใช่สภาพรู้ก็มี แต่ก็ยังคงไม่ใช่เรา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด กระจัดกระจายแยกออกไปแล้ว ก็เป็นเพียงแต่ละหนึ่งลักษณะซึ่งเกิดรวมกัน เช่น ถ้าจับดอกไม้ดอกหนึ่ง ก็มีกลีบที่อ่อนนุ่ม แล้วถ้าดมก็มีกลิ่นหอม ถ้าปรากฏทางตาก็เป็นสีต่างๆ หลากหลายมาก
ทั้งหมดก็คือ ธรรมแต่ละหนึ่งที่รวมกันแล้ว แต่ถ้ากระจัดกระจายแยกให้ละเอียดยิบ ก็ยังคงมีลักษณะของตนๆ คือ กลิ่นก็ต้องเป็นกลิ่น แข็งก็ต้องเป็นแข็ง สิ่งที่ปรากฏทางตา ก็ต้องเป็นสิ่งที่ปรากฏทางตา
เดี๋ยวนี้ที่เคยเป็นเรา ความจริงก็คือเป็นรูป เย็นร้อน อ่อนแข็ง สี กลิ่น รส ที่มีอากาศธาตุแทรกคั่นอย่างละเอียดยิบ สามารถที่จะแตกทำลายได้ในพริบตา แล้วจะเป็นเราได้อย่างไร แต่เมื่อรวมกันแล้ว ที่จะไม่ให้ยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นสิ่งที่เป็นไม่ได้ เพราะไม่รู้ความจริงของแต่ละหนึ่ง
คำว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คือผู้ที่ทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง ถึงที่สุดของแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง เเต่ละหนึ่ง ได้ตรัสไว้ว่า "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่ของใคร ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง" พอที่จะมั่นคงไหม ไม่ต้องไปทำอะไร

ฟังธรรมเพื่อประโยชน์ คือได้เข้าใจในสิ่งซึ่งไม่เคยได้ฟัง และรู้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นใคร เป็นผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้สิ่งที่กำลังมีจริงในขณะนี้ และทรงแสดงความจริงแต่ละคำ ๔๕ พรรษา กี่คำ
เพราะฉะนั้น
ด้วยความเคารพสูงสุดในพระปัญญาคุณโดยการฟังธรรมแต่ละคำ
เชื่อไหมว่าขณะนี้สภาพธรรมเกิดดับ ขั้นฟัง
ถ้าไม่มีความมั่นคงขั้นฟัง ปัญญาขั้นต่อไปก็เกิดไม่ได้ แต่ว่าค่อยๆ คิด ทุกอย่างมี เมื่อมีปัจจัยที่เหมาะสมที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น
สิ่งนั้นจึงเกิดได้..

