เป็นธาตุหรือเป็นสิ่งที่มี และปรากฏเดี๋ยวนี้

  
เมตตา
วันที่  22 ต.ค. 2569
หมายเลข  53244
อ่าน  12

[เล่มที่ 35] พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้า 172-173

สัตว์เหล่าใดสำคัญว่าเที่ยงในสิ่งที่ไม่เที่ยง สำคัญว่าสุขในสิ่งที่เป็นทุกข์ สำคัญว่าเป็นอัตตาในสิ่งที่เป็นอนัตตา และสำคัญว่างามในสิ่งที่ไม่งาม ถูกความเห็นผิดชักนำไปแล้ว ความคิดซัดส่ายไปมีความสำคัญ (คิดเห็น) วิปลาส สัตว์เหล่านั้นชื่อว่า ถูกเครื่องผูกของมารผูกไว้แล้ว เป็นคนไม่เกษมจากโยคะ ย่อมเวียนเกิดเวียนตาย ท่องเที่ยวไปสู่สังสารวัฏ.

เมื่อใดพระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ประดุจดวงอาทิตย์บังเกิดขึ้นในโลก ทรงประกาศธรรมอันนี้ ซึ่งเป็นทางให้ถึงความสงบทุกข์ เมื่อนั้น สัตว์เหล่านั้น ผู้ที่มีปัญญา ได้ฟังธรรมของท่านแล้ว จึงกลับได้คิดเห็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา และไม่งาม ตามความเป็นจริง เพราะมาถือเอาทางความเห็นชอบ ก็ล่วงพ้นทุกข์ ทั้งปวงได้.


[เล่มที่ 27] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ - หน้า 62

๓. ปริชานสูตร

ว่าด้วยผู้ไม่ควรและผู้ควรสิ้นทุกข์

[๕๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเมื่อรู้ยิ่ง เมื่อกำหนดรู้ เมื่อหน่าย เมื่อละได้ซึ่งรูป จึงเป็นผู้ควรเพื่อสิ้นทุกข์ บุคคลเมื่อรู้ยิ่ง เมื่อกำหนดรู้ เมื่อหน่าย เมื่อละได้ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ จึงเป็นผู้ควรเพื่อสิ้นทุกข์.


อ.ณภัทร: กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมเพื่อความรู้ยิ่ง มิใช่แสดงพระธรรมเพื่อความไม่รู้ยิ่ง ข้อความนี้ก็มีความละเอียดลึกซึ้ง เพราะว่า รู้ยิ่ง ที่ท่านอาจารย์ได้สนทนาในช่วงต้นกับ อ.วิชัย ครับ กว่าจะรู้ยิ่งก็ต้องค่อยๆ รู้ทีละเล็กทีละน้อยตามลำดับ ก็เริ่มจากสภาพธรรมที่กำลังมีในขณะนี้ ขณะนี้มีอะไรเป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง

เพราะฉะนั้น ก็จะกราบเท้าขอความเข้าใจจากท่านอาจารย์เพิ่มเติมครับว่า ผู้ที่จะเป็นผู้ที่พ้นทุกข์ หรือล่วงสิ้นทุกข์ครับ ก็ต้องเป็นผู้ที่รู้ยิ่ง แล้วก็เป็นผู้ที่ละรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

เพราะฉะนั้น ความรู้ยิ่งนี่ครับ ที่ท่านอาจารย์กล่าวในช่วงต้นว่า รู้แค่เพียงว่าเป็นรูปธรรม นามธรรม เพียงพอไหม? ก็ไม่เพียงพอครับ เพราะฉะนั้น การที่จะรู้ยิ่ง คำว่ารู้ยิ่งนี่ครับ จะมีความหมายที่ ลึกขึ้นไปๆ อีกอย่างไรครับ

ท่านอาจารย์: คุณณภัทร กำลังเห็นหรือเปล่า?

อ.ณภัทร: กำลังมีเห็นครับ

ท่านอาจารย์: รู้ยิ่งหรือยัง?

อ.ณภัทร: ยังไม่ได้รู้ยิ่งครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็เข้าใจความต่างของ รู้กับรู้ยิ่ง ใช่ไหม?

อ.ณภัทร: เข้าใจครับ แต่ที่จะกราบเรียนท่านอาจารย์ ก็คือว่ากว่าที่จะรู้ยิ่งนี่ครับ ก็ต้องอาศัยคำของพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อที่จะค่อยๆ รู้ตามที่พระองค์ทรงแสดงครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เห็นความต่างของ รู้กับรู้ยิ่ง แล้วใช่ไหม?

อ.ณภัทร: เห็นความต่างครับ เพราะฉะนั้น ที่จะกราบเรียนถามท่านอาจารย์อีก ก็คือว่า มีข้อความในวิปัลลาสสูตร ครับ เป็นข้อความที่ไพเราะ เพราะว่าคำของพระองค์สมบูรณ์ในอรรถ และก็พยัญชนะ พระองค์ตรัสว่า สัตว์เหล่าใดสำคัญว่าเที่ยงในสิ่งที่ไม่เที่ยง สำคัญว่าสุขในสิ่งที่เป็นทุกข์ สำคัญว่าเป็นอัตตาในสิ่งที่เป็นอนัตตา และสำคัญว่างามในสิ่งที่ไม่งาม ถูกความเห็นผิดชักนำไปแล้ว ความคิดซัดส่ายไปมีความสำคัญวิปลาส สัตว์เหล่านั้นชื่อว่า ถูกเครื่องผูกของมารผูกไว้แล้ว เป็นคนไม่เกษมจากโยคะ ย่อมเวียนเกิดเวียนตายไป

เมื่อใดพระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ประดุจดวงอาทิตย์บังเกิดขึ้นในโลก ทรงประกาศธรรมอันนี้ ซึ่งเป็นทางให้ถึงความสงบทุกข์ เมื่อนั้น สัตว์เหล่านั้น ผู้ที่มีปัญญา ได้ฟังธรรมของท่านแล้ว จึงกลับได้คิดเห็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา และไม่งาม ตามความเป็นจริง เพราะมาถือเอาทางความเห็นชอบ ก็ล่วงพ้นทุกข์ ทั้งปวงได้.

กราบท่านอาจารย์ครับ เป็นข้อความที่ไพเราะจริงๆ เพราะว่า ถือเอาความเห็นชอบเพราะได้ฟังคำของพระองค์ แล้วก็เห็นในสิ่งที่ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา และไม่งามตามความเป็นจริง แต่ขณะนี้ครับท่านอาจารย์ ก็ยังไม่ได้เป็นตามความเป็นจริงอย่างที่พระองค์ได้ทรงแสดงครับ

ท่านอาจารย์: ก็ตรงใช่ไหม?

อ.ณภัทร: ก็ตรงครับ เพราะฉะนั้น คำว่ารู้ยิ่งนี่ครับ จะค่อยๆ รู้ถึงนอกจากสภาพธรรมที่ปรากฏที่เป็นรูปธรรมบ้างเป็นนามธรรมบ้างครับ

ท่านอาจารย์: สนทนากันวันนี้ก็ค่อยๆ รู้ขึ้นใช่ไหม?

อ.ณภัทร: ค่อยๆ รู้ขึ้นครับ

ท่านอาจารย์: จนกว่าจะรู้ยิ่งใช่ไหม?

อ.ณภัทร: จนกว่าจะรู้ยิ่งครับ เพราะฉะนั้น เป็นการปรุงแต่งของปัญญาที่จะปรุงแต่งตามหน้าที่ของปัญญาอย่างนั้นใช่ไหมครับ

ท่านอาจารย์: ใช่ไหม?

อ.ณภัทร: ใช่ครับ ต้องเป็นไปอย่างนั้นครับ แล้วที่เราฟังว่า ธรรมต้องมีลักษณะ มีกิจ มีอาการปรากฏ แล้วก็มีเหตุใกล้ให้เกิดนี่ครับ เราได้ฟัง แต่เวลาที่สภาพธรรมปรากฏจริงๆ นี่ครับ ปัญญาก็แล้วแต่ว่าจะรู้ยิ่งในทั้งหมดนั้นหรือว่าอย่างไร ครับ

ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้อะไรปรากฏ?

อ.ณภัทร: เดี๋ยวนี้เสียงปรากฏครับ

ท่านอาจารย์: มีลักษณะให้รู้ว่าเป็นเสียงไหม?

อ.ณภัทร: ต้องมีลักษณะแน่นอน แต่ยังไม่รู้ในลักษณะนั้นครับ

ท่านอาจารย์: ถ้ารู้ในลักษณะนั้น จะรู้ยังไง?

อ.ณภัทร: ก็รู้ในความเป็นธาตุชนิดหนึ่งที่ปรากฏกับสภาพรู้ ครับ

ท่านอาจารย์: เป็นธาตุหรือเป็นสิ่งที่มี และปรากฏเดี๋ยวนี้

อ.ณภัทร: เป็นสิ่งที่มี แล้วก็ปรากฏเดี๋ยวนี้ครับ

ท่านอาจารย์: นี่คือ ความหมายของธาตุใช่ไหม?

อ.ณภัทร: ใช่ครับ แล้วความเข้าใจก็แล้วแต่ว่า ขณะนั้นจะเข้าใจตามสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมาอย่างไรใช่ไหมครับ

ท่านอาจารย์: แน่นอน! ไม่มีเราเลย แต่เป็นการเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย

ได้ยิน ไม่ใช่เสียง ต้องพูดไหมถ้าเข้าใจ! ว่าได้ยินไม่ใช่เราได้ยิน เสียงก็ไม่ใช่เสียงของเรา แต่ทั้งสองอย่างนี้ก็ต่างกันเมื่อปรากฏ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป

อ.ณภัทร: ครับ ดังนั้น ไม่ว่าสภาพธรรมใดๆ ก็ตามที่จะเกิดแต่ละทวารครับ ปัญญาก็เข้าใจถูกเรื่อยๆ บ่อยๆ จนเป็นความมั่นคง แล้วก็เป็นการรู้ยิ่งขึ้นอย่างนี้ใช่ไหมครับ

ท่านอาจารย์: ถ้าไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ จะรู้ขึ้นอะไร?! จะรู้อะไรขึ้น!!

อ.ณภัทร: ก็ต้องรู้ยิ่งขึ้น มากกว่าเดิมๆ

ท่านอาจารย์: จนกว่าจะรู้ยิ่ง แค่ทีละนิดทีละหน่อยนานแสนนาน ทั้งๆ ที่บอกว่า ได้ยินไม่ใช่เสียง แค่นี้!! กว่าจะรู้นานเท่าไหร่ นี่เพียงแค่ฟัง!!!

อ.ณภัทร: ครับ และข้อความที่พระองค์ทรงแสดงว่า ละรูป ละเวทนา ละสัญญา ละสังขาร ละวิญญาณ นี่ครับ เพราะความรู้ยิ่งแล้วจึงละ

ท่านอาจารย์: รู้จักรูปแล้วหรือยัง?

อ.ณภัทร: รู้แค่ขั้นศึกษาขั้นการฟัง ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ละหรือยัง?

อ.ณภัทร: ยังไม่ได้ละครับ เพราะฉะนั้น รู้จึงละ ถ้ายังไม่รู้ก็ไม่สามารถจะละได้

ท่านอาจารย์: ไม่รู้แค่ไหน?

อ.ณภัทร: ไม่รู้มากครับ รู้แค่ผิวเผินมากครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็ละแค่นั้นใช่ไหม? ตามที่รู้แค่ไหน

อ.ณภัทร: ก็ดูเหมือนว่า สิ่งที่ถามท่านอาจารย์ไป ท่านอาจารย์ถามกลับมาก็พิจารณาทบทวน ก็ได้คำตอบครับท่านอาจารย์ครับ

ท่านอาจารย์: แน่นอนที่สุด แต่ลืม ก็เลยต้องพูดบ่อยๆ สนทนากันบ่อยๆ ถามบ่อยๆ ตอบบ่อยๆ ถามอีกๆ บ่อยๆ จนกว่าจะมั่นคงทีละน้อยมาก เพราะความไม่มั่นคงมีเยอะมากในสิ่งต่างๆ ที่มากมายเยอะเยะประมาณไม่ได้

อ.ณภัทร: กราบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์ครับ

ขอเชิญอ่านได้ที่ ..

๙. วิปัลลาสสูตร ว่าด้วยวิปลาสในธรรม ๔ ประการ

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ณภัทร ด้วยค่ะ


เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ