ชีวิตส่วนหนึ่งเป็นผลของกรรม

  
เมตตา
วันที่  20 ต.ค. 2569
หมายเลข  53235
อ่าน  234

[เล่มที่ 68] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้า 264

บทว่า นิพฺพตฺติ- ความบังเกิด ได้แก่ ความเกิดแห่งขันธ์ทั้งหลาย.

บทว่า อุปฺปตฺติ - อุบัติ ได้แก่ ความเป็นไปแห่งวิบากที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า สมาปนฺนสฺส วา อุปปนฺนสฺส วา-ธรรมคือจิตและเจตสิกของผู้เข้าถึงแล้วหรือผู้อุบัติแล้ว.


อ.อรรณพ: กราบเท้าถามท่านอาจารย์อีกเรื่องหนึ่ง คือแต่ละคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ล้วนเป็นไปเพื่อเข้าใจความจริงขณะนี้ทั้งนั้น ล้วนเป็นประโยชน์ที่จะเข้าใจความจริงที่กำลังมีขณะนี้ทุกคำเลย เมื่อวานก็มีในคลิปที่ท่านอาจารย์กล่าวคำหนึ่งคระบ อุปปัตติ ก็กราบเท้าท่านอาจารย์อีกสักครั้งหนึ่งในเรื่องนี้ แม้จะเคยได้กราบถามมาแล้วครับ

กราบท่านอาจารย์ว่า แม้คำว่า อุปปัตติ จะเป็นคำที่เป็นประโยชน์ให้เข้าใจความจริงเดี๋ยวนี้อย่างไรครับ

ท่านอาจารย์: ไม่ใช่คำภาษาไทย ก็อาศัยผู้ที่รู้บาลี คุณคำปั่นช่วยแปลความหมายของคำนี้

อ.คำปั่น: ก็ในคำที่เป็นภาษาบาลี อุปปัตติ ซึ่งโดยความหมาย ก็คือเกิดขึ้น แล้วบางทีก็จะแปลทับศัพท์ว่า อุบัติ นะครับ ซึ่งข้อความในอรรถกถา ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค นะครับ ก็ได้อธิบายความหมายของบทนี้ครับ ว่า บทว่า อุปัตติ ได้แก่ ความเป็นไปแห่งวิบากที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ธรรมคือจิตและเจตสิกของผู้เข้าถึงแล้วหรือผู้อุบัติแล้ว ครับ นี่คือความหมายของอุปัตติ ก็คือเกิดขึ้นครับ

ซึ่งที่ได้ฟังในการสนทนาในความเกื้อกูลที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึง ก็คือเป็นความเกิดขึ้นเป็นไปของวิบากจิต ก็คือ เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสทางกาย ซึ่งก็เกิดขึ้นเป็นไปเมื่อเหตุถึงพร้อมแล้วครับ สภาพธรรมเหล่านี้ก็เกิดขึ้น ซึ่งก็เป็นการเห็นจะจะ ได้ยินจะจะ เป็นต้นครับ ก็กราบท่านอาจารย์ อ.ออรรณพ ครับ

ท่านอาจารย์: ยังสงสัยไหม? ทุกอย่างเดี๋ยวนี้ต้องเกิด ไม่เกิดก็ไม่มี

อ.อรรณพ: ซึ่งในพระปริยัติ ท่านก็แสดงว่า เห็นเป็นอุปปัตติ แล้วท่านอาจารย์ก็กล่าวถึงเรื่องของเห็นไว้มากเลยนะครับ ก็ต้อง อีกๆ ที่จะต้องกราบสนทนากับท่านอาจารย์ครับว่า แม้ในความหมายของคำนี้เพื่อส่องให้รู้ถึง สิ่งที่มีขณะนี้เดี๋ยวนี้อย่างไร แล้วพอที่จะเข้าใจได้อย่างไรก่อนที่จะไปเข้าใจถึงทุกอย่างที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะรูปธรรมนามธรรมอื่นๆ ที่ไม่ใช่เห็น ได้ยิน ที่ท่านแสดงว่า เป็นนิพพัตตินะครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น อุปปัตติขณะแรกเป็นวิบากใช่ไหม?

อ.อรรณพ: ครับ

ท่านอาจารย์: ถ้าไม่มีผลของกรรมที่จะทำให้เกิดขึ้น จะเกิดได้ไหมในแต่ละชาติ

อ.อรรณพ: ไม่ได้แน่นอน

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น อุปปัตติ เป็นผลใช่ไหมเป็นวิบาก ที่มีเหตุทำให้เกิดขึ้น

อ.อรรณพ: ครับ แต่วิบาก ที่มีเหตุทำให้เกิดขึ้นขณะแรกในชาตินี้ก็ผ่านไปแล้วนะครับ

ท่านอาจารย์: ไม่ผ่านได้หรือ? เห็นไหม?

อ.อรรณพ: ครับ

ท่านอาจารย์: แล้วก็มีวิบากอื่นไหมในชาตินี้?

อ.อรรณพ: มีครับ เห็นอยู่ตอนนี้ ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ข้อความนี้กล่าวถึงการอุบัติของผลซึ่งเป็นวิบากจิต ใช่ไหม? ผลของกรรม

อ.อรรณพ: การอุบัติของผลของกรรม ครับ ก็คือ เห็น ได้ยิน ขณะนี้ ถ้าเราไม่กล่าวถึงตอนที่อุบัติตอนเกิด ปฏืสนธิ ตอนนี้ก็มีการอุบัติที่เป็นผลของกรรมที่อุบัติขึ้นครับ

ท่านอาจารย์ครับ ผลของกรรมที่อุบัติขึ้น เช่น เห็น ได้ยิน นี่ครับ ความเข้าใจนี้มีประโยชน์ต่อการที่ปัญญาจะเข้าใจสิ่งที่ปรากฏอย่างไร ท่านอาจารย์จึงกล่าวถึงผลที่อุบัติขึ้นจากกรรม คือเห็นนี้อยู่เสมอๆ ครับ

ท่านอาจารย์: ถ้าใช้คำว่า วิบาก ก็คือจิต และเจตสิก จะเป็นใครได้ไหม?

อ.อรรณพ: อ๋อ.. ครับ เป็นใครไม่ได้ครับ เป็นธรรมที่เป็นผล อันนี้คือเป็นธรรมตั้งแต่ต้นที่ไม่ใช่เรา

วันนี้ท่านอาจารย์กล่าวโดยใช้คำที่ต่างกับทุกครั้ง เพราะท่านอาจารย์ก็กล่าวตามคำศัพท์ที่ อ.คำปั่น ได้กรุณาแปลมาครับ ไม่อย่างนั้นท่านอาจารย์ก็จะกล่าวว่า เห็นเป็นเห็นไม่ใช่เรา ซึ่งก็ความหมายเดียวกัน ก็เท่ากับว่าวิบากซึ่งเป็นผลของกรรมที่อุบัติขึ้นมา

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น อุบัติแล้วดับไป อุบัติเกิดขึ้นปฏิสนธิ ๑ ขณะแล้วดับไป จะเกิดอีกได้ไหมในชาตินี้?

อ.อรรณพ: ไม่ได้ครับ

ท่านอาจารย์: ไม่ได้ แต่ว่าเห็นเกิดได้ไหม?

อ.อรรณพ: เห็นเกิดได้ครับ

ท่านอาจารย์: เป็นผลของกรรม

อ.อรรณพ: ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น วิบากทั้งหมด

อ.อรรณพ: ครับ มีวิบากทั้งหมด ท่านอาจารย์จะเน้น เห็น ได้ยิน นี่ก็เพราะว่า ในชาตินี้ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชาติหนึ่ง เพราะฉะนั้น จิตที่เป็นวิบากต่างๆ อื่นๆ ก็อย่าง เห็น ได้ยิน นี่แหละครับ

ท่านอาจารย์: แล้วใครจะคิด! ผลของกรรมทำให้เห็น เห็นสิ่งที่ดีก็ปลาบปลื้มไปเลยพอใจไปเลยติดข้องไปเลย เห็นสิ่งที่ไม่ดีก็ตกใจกลัวสารพัดไปเลย ไม่รู้เลยว่า ทำไมถึงเกิดเห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ น่าพอใจบ้างไม่น่าพอใจบ้าง

ก็แสดงให้ว่า ชีวิตส่วนหนึ่งเป็นผลของกรรม ที่จะต้องเห็นอย่างนั้น ได้ยินอย่างนั้น ได้กลิ่นอย่างนั้น ลิ้มรสอย่างนั้น รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสอย่างนั้น เป็นเพียงผลที่เกิดแล้วก็ต้องดับ ก็แสดงความเป็นจริงของธรรมเพื่อรู้ยิ่งทีละเล็กทีละน้อยกว่าจะรู้ถึงระดับญาตปริญญา

อ.อรรณพ: ซาบซึ้งครับว่า ท่านอาจารย์ก็กลับไปกล่าวถึงเรื่อง รู้ยิ่ง ว่า ก่อนที่จะรู้ยิ่ง ก็ต้องค่อยๆ รู้นะครับ ผมกราบสนทนาในเรื่องอุปปัตติ ท่านอาจารย์ก็กล่าวซะละเอียดเลยว่า ตั้งแต่ปฏิสนธิก็อุปปัตติแล้ว เพราะเป็นวิบาก แต่วิบากที่เป็นปฏิสนธิก็ไม่ได้มาเกิดอีกในชาตินี้ ชาติหนึ่งก็เกิดครั้งเดียวเท่านั้น แต่ก็มีผลของกรรมที่ อุบัติๆ ๆ ๆ ขึ้น เห็น ได้ยิน เหล่านี้นะครับ ที่ท่านอาจารย์บอกก็ต้องค่อยๆ รู้ขึ้นๆ ๆ ๆ จนรู้ยิ่งนะครับ

เพราะฉะนั้น ก็เลยไม่เกิดความอยากที่จะถามว่า แล้วรู้ยิ่งคืออย่างไร รู้ยิ่งในเห็น รู้ยิ่งในได้ยินนะครับ ก็พอเข้าใจในขั้นเรื่องราวของพระธรรมอยู่แล้วนะครับ แต่ถ้าจะเพียงแต่เอาคำ แล้วก็อยากจะเอามาตีแผ่ให้ปัญญาปรากฏออกมาเป็นรู้ยิ่ง ก็ต้องเป็นเรื่องของปัญญาที่เป็นสังขารขันธ์ที่จะปรุงแต่งขึ้น

ดีมากเลยครับที่ได้ฟัง ได้กราบเรียนสนทนาในเรื่องอุปปัตติครับ

ขอเชิญอ่านได้ที่ ..

นัพพัตติ และอุปปัตติ [ปฏิสัมภิทามรรค]

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ


  ความคิดเห็นที่ 1  
  
chatchai.k
วันที่ 20 ต.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ

  
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ