ทั้งหมดไม่ว่าอะไรทั้งหมดมาจากการเกิด

[เล่มที่ 68] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้า 264
บทว่า นิพฺพตฺติ- ความบังเกิด ได้แก่ ความเกิดแห่งขันธ์ทั้งหลาย.
บทว่า อุปฺปตฺติ - อุบัติ ได้แก่ ความเป็นไปแห่งวิบากที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า สมาปนฺนสฺส วา อุปปนฺนสฺส วา-ธรรมคือจิตและเจตสิกของผู้เข้าถึงแล้วหรือผู้อุบัติแล้ว.
อ.คำปั่น: กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ ก็เป็นประโยชน์มาก ได้พิจารณาในความเป็นจริงของธรรมจริงๆ ครับว่า สิ่งที่เกิดก็ต้องเกิดตามเหตุตามปัจจัยแน่นอนครับ ไม่ว่าจะเป็นธรรมใดก็ตามโดยเฉพาะที่กล่าวถึงวิบาก ซึ่งเป็นผลของกรรมที่เกิดขึ้นครับก็โดยสภาพธรรม ก็คือเป็นธรรมที่เป็นสภาพรู้ธาตุรู้ ได้แก่จิต และเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยซึ่งก็เป็นผลของกรรมนะครับ ซึ่งเกิดขึ้นแก่ผู้ที่เข้าถึงแล้ว หรือว่า ผู้อุบัติแล้วนะครับ นี่ก็คือเป็นความเป็นไปของวิบากซึ่งเป็นสภาพที่เป็นนามธรรมครับ
แล้วก็อีกคำหนึ่งครับท่านอาจารย์ ที่แสดงคู่กันเลยนะครับกับคำว่า อุปปัตติ ก็จะมีอีกคำหนึ่ง ก็คือคำว่า นิพพัตติ นะครับ ซึ่งข้อความในอรรถกถา ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ครับ ก็ได้กล่าวอธิบายในความหมายว่า บทว่า นิพฺพตฺติ- ความบังเกิด ได้แก่ ความเกิดแห่งขันธ์ทั้งหลาย ครับท่านอาจารย์ นี่คือเป็นการกล่าวถึงความเกิดขึ้นของธรรมที่มีจริงที่เกิดขึ้นที่เหลือครับที่นอกเหนือจากที่กล่าวถึงเป็นวิบากแล้วครับ ก็กล่าวรวมในความเกิดขึ้นเป็นไปของขันธ์ทั้งหลายด้วยคำว่า นิพพัตติ ครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: เห็นเกิดขึ้นดับแล้ว เป็นยังไงคะ?
อ.คำปั่น: เห็นเกิดขึ้นดับแล้ว ก็ชอบบ้าง ไม่ชอบบ้างครับ
ท่านอาจารย์: ทั้งหมดต่อไป คือนิพพัตติ
อ.คำปั่น: ครับ ชัดเจนมากๆ เลยครับ
อ.อรรณพ: ก็เป็นโอกาสได้กราบสนทนาในเรื่องนี้ซึ่งสำคัญ กราบเท้าท่านอาจารย์ว่า สภาพธรรมที่เป็น จิต เจตสิก รูป หรือเป็นสังขารธรรมนี่ล้วนต้องอาศัยปัจจัยจึงเกิดขึ้น ทั้งหมดเลย แต่ว่าท่านแสดงสภาพธรรมที่เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยเป็น ๒ อย่าง คือเป็นอุปปัตติ ก็คือเป็นวิบาก และสภาพธรรมอื่นที่ไม่ใช่วิบาก ไม่ว่าจะเป็นรูปธรรมทั้งหมด และก็นามธรรมที่ไม่ใช่วิบาก ท่านก็แสดงเป็นนิพพัตติครับ อันนี้เพื่อประโยชน์อย่างไรครับ ท่านจึงแยกแสดงวิบากออกมา แต่ตะกี้ท่านอาจารย์กล่าวไปบ้างแล้ว แต่ว่า ผมก็ประสงค์ที่จะได้ฟังความละเอียดขึ้นว่า เพราะวิบากก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตนะครับ
เพราะฉะนั้น สังขารธรรมมี ๒ ที่เป็นอุปปัตติ กับนิพพัตติ นี่เพื่อประโยชน์เกื้อกูลอย่างไรครับ
ท่านอาจารย์: ก็แสดงความจริงตั้งแต่ขณะเกิด ถ้าไม่มีอุปปัตติ และวิบากทั้งหลายที่ต้องเกิดเมื่อถึงเวลา จะมีนิพพัตติไหม?
อ.อรรณพ: อ๋อครับ เข้าใจแล้วครับ ท่านถึงแยกแสดงสังขารธรรมเป็น ๒ ถ้าไม่มีอุปปัตติ ไม่มีปฏิสนธิ จิตซึ่งเป็นวิบากเกิด แล้วก็ตามด้วยภวังคจิต เป็นวิถีจิตขึ้นมาก็หลากหลาย ถ้าไม่มีอุปปัตติไม่มีนิพพัตติครับ กราบเท้าครับ
ท่านอาจารย์: ไม่มีความเป็นไปหลากหลายของแต่ละคนแต่ละขณะ
อ.อรรณพ: ทั้งรูปธรรม และนามธรรม ครับ
ท่านอาจารย์: ทั้งหมดตลอดชีวิต
อ.อรรณพ: โอ้โห .. ซึ้งกันขึ้นเลยนะ อุปปัตติ นิพพัตติ แต่ท่านอาจารย์เกื้อกูลว่า อุปปัตติในขณะนี้ที่จะเข้าใจได้ คือ เห็น ได้ยิน เพราะว่าไม่ใช่ปฏิสนธิที่จะเกิดขึ้น แต่ซาบซึ้งมากเลยครับ ถ้าไม่มีการอุบัติ ก็ไม่มีอะไรที่จะเป็นไปที่จะบังเกิด ก็คือนิพพัตติ ผมกราบเท้าท่านอาจารย์ว่า นี่ครับคือมงคลที่ได้มีโอกาสได้สนทนากราบเรียนท่านอาจารย์ เมื่อกราบเรียนเรื่องใดก็แม้เรื่องนี้ท่านอาจารย์ก็เคยให้ความเข้าใจมาแล้ว แต่เมื่อท่านอาจารย์กล่าวไปอีก ก็ยิ่งกว้างขวางเป้นประโยชน์อย่างยิ่งเลยครับ ขอบพระคุณ อ.คำปั่นอย่างมากในความหมายของทั้ง ๒ คำนี้ และนำไปสู่การได้กราบเท้าสนทนาท่านอาจารย์ครับ
ท่านอาจารย์: คุณคำปั่นช่วยทบทวน อุปปัตติ และนิพพัตติ อีกครั้งหนึ่งดีไหม ตามข้อความในอรรถกถา?
อ.คำปั่น: ได้ครับท่านอาจารย์ ซึ่งข้อความนี้ก็เป็นข้อความในอรรถกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรคครับ
บทว่า นิพฺพตฺติ- ความบังเกิด ได้แก่ ความเกิดแห่งขันธ์ทั้งหลาย.
บทว่า อุปฺปตฺติ - อุบัติ ได้แก่ ความเป็นไปแห่งวิบากที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ธรรมคือจิตและเจตสิกของผู้เข้าถึงแล้วหรือผู้อุบัติแล้ว ครับ
ท่านอาจารย์: เท่านี้หรือ?
อ.คำปั่น: ครับ เท่านี้ครับใน ๒ คำนี้ ครับ
ท่านอาจารย์: ทุกคนเข้าใจแล้วใช่ไหม? มั่นคงนะ! ผู้ที่อุบัติแล้ว ต้องมีขันธ์ใช่ไหม? ทั้งหมดไม่ว่าอะไรทั้งหมดมาจากการเกิด
อ.คำปั่น: ครับ เพราะว่าถ้าไม่มีการเกิด ก็จะไม่มีการได้รับผลของกรรมที่เป็นวิบากเลยครับ ต้องเกิดแล้วจึงจะมีการได้รับผลของกรรม ซึ่งต้องมีขณะแรกในภพนี้ชาตินี้เกิดขึ้นเป็นไปแน่นอนครับ
ท่านอาจารย์: นอกจากวิบากก็ยังมีธรรมอื่นทั้งหมดเลยซึ่งติดตามมา
อ.คำปั่น: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: ก็ผ่านไปได้แล้วใช่ไหม มั่นคงแล้วนะ?
อ.คำปั่น: ก็พอเข้าใจได้ครับ ท่านอาจารย์ได้เกื้อกูลวันนี้ก็ยิ่งเพิ่มพูนความมั่นคงในความเป็นจริงของธรรมเพิ่มขึ้นครับ จากคำ ๒ คำนี้ครับ ก็เป็นการกล่าวถึงความเป็นไปของธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัยทั้งหมด โดยแยกเป็น ถ้าเป็นการเกิดขึ้นของวิบากทั้งหลายที่เห็นได้ชัดๆ เลยก็เป็นอุปปัตติ และก็ธรรมที่เหลือก็เป็นการแสดงด้วยการเกิดขึ้นแห่งขันธ์ทั้งหลาย ก็กำกับไว้ด้วยคำว่า นิพพัตติ ครับ
อ.อรรณพ: กราบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์ และก็ยินดีในกุศล อ.คำปั่น ที่ได้ทำประโยชน์ในภาษาบาลี แล้วก็ทำให้เข้าใจ
เพราะฉะนั้น แม้ท่านจะยกคำว่า นิพพัตติ แสดงก่อน และก็อุปปัตติก็ตาม ก็เข้าใจได้ทั้งนั้น เพราะว่าการเกิดขึ้นในขณะปฏิสนธินะครับทั้งนามธรรมและรูปธรรม รูปธรรมและนามธรรมก็บังเกิดขึ้น นิพพัตติทั้งนั้นแหละนะครับ กัมมชรูปก็ต้องเป็นนิพพัตตินะครับเกิดขึ้น แล้วก็สิ่งที่อุบัติขึ้น ก็คือสำคัญที่สุด ก็คือปฏิสนธิจิต และหลังจากนั้นทั้งนามธรรมรูปธรรมก็เป็นไปตามปฏิจจสมุปปาทะครับ วิญญาณเป็นปัจจัยแก่นามรูป
วิญญาณ ปฏิสนธิวิญญาณ ก็คืออุปปัตติ ก็เป็นปัจจัยกับนามรูปที่จะเกิดต่อ ที่เกิดพร้อมกันด้วยแล้วก็จะเกิดต่อๆ ๆ ไปด้วยครับ ก็เป็นนิพพัตติทั้งหมดเลย ก็มีนิพพัตติ อุปปัตติครับเมื่อท่านกล่าว ท่านก็ต้องกล่าวนิพพัตติก่อนเพราะว่า กว้างหมดเลยในขันธ์ทั้ง ๕ นะครับ แล้วท่านค่อยมากล่าวถึงสิ่งที่อุบัติที่อุบัติจากกรรมครับ
ผมก็เลยซาบซึ้งครับท่านอาจารย์จะเพิ่มเติมแถมอีกหน่อยว่า เพราะว่า อุบัติ นี่คืออุบัติจากกรรมที่เป็นผลของกรรม ก็เห็นถึงความสำคัญของกำลังของกรรมทีเดียวครับ อันนี้ก็เป็นความที่ผมไตร่ตรอง ท่านอาจารย์จะเห็นเป็นประการใดที่จะได้เพิ่มเติม หรือแก้ไขอะไร ก็กราบเท้าท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: เพียงคำเดียวก็กว้างออกไป และละเอียดยิ่งขึ้น กรรมก็มาจากอวิชชาใช่ไหม ปฏิจจสมุปปาทะ?
อ.อรรณพ: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: เห็นไหม เป็นก็เรื่องยาวที่ว่า เราจะต้องเข้าใจแต่ละคำก่อน ให้ละเอียดลึกซึ้ง เมื่อเข้าใจอย่างนี้ก็ไม่มีข้อสงสัยในปฏิจจสมุปปาทะ
อ.อรรณพ: กราบเท้าครับ สอดคล้องกันทั้งหมด แล้วก็ไม่มีจบ ไม่มีสิ้นบทพยัญชนะนี่ครับ ละเอียดมาก แล้วก็สอดคล้องเป็นไป เพียงแต่ว่า คติของพวกเรานี่จะมีได้แค่ไหนเท่านั้นเองครับ
วันนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ลึกซึ้งมากๆ ครับ ปฏิจจสมุปปาทะเลยล่ะ
ขอเชิญอ่านได้ที่ ..
นัพพัตติ และอุปปัตติ [ปฏิสัมภิทามรรค]
ขอเชิญรับฟังคลิปวีดีโอได้ที่ ..
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ อ.คำปั่น ด้วยค่ะ

