หนทางที่จะรู้ว่า ลึกซึ้งจึงละ

  
เมตตา
วันที่  18 ต.ค. 2569
หมายเลข  53228
อ่าน  6

[เล่มที่ 27] [เล่มที่ 27] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ - หน้า 1- หน้า 62

๓. ปริชานสูตร

ว่าด้วยผู้ไม่ควรและผู้ควรสิ้นทุกข์

[๕๖] กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อไม่รู้ยิ่ง ไม่กำหนดรู้ ไม่หน่าย ไม่ละซึ่งรูป เป็นผู้ไม่ควรเพื่อสิ้นทุกข์ บุคคลเมื่อไม่รู้ยิ่ง ไม่กำหนดรู้ ไม่หน่าย ไม่ละซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อสิ้นทุกข์.

[๕๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเมื่อรู้ยิ่ง เมื่อกำหนดรู้ เมื่อหน่าย เมื่อละได้ซึ่งรูป จึงเป็นผู้ควรเพื่อสิ้นทุกข์ บุคคลเมื่อรู้ยิ่ง เมื่อกำหนดรู้ เมื่อหน่าย เมื่อละได้ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ จึงเป็นผู้ควรเพื่อสิ้นทุกข์.

จบ ปริชานสูตรที่ ๓

อรรถกถาปริชานสูตรที่ ๓

ในปริชานสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้

บทว่า อภิชานํ ได้แก่ รู้ยิ่ง ด้วยบทนี้ท่านกล่าวหมายเอาญาตปริญญา ด้วยบทที่ ๒ ท่านกล่าวหมายเอาติรณปริญญา ด้วยบทที่ ๓ และที่ ๔ ท่านกล่าวหมายเอาปหานปริญญา รวมความว่า ในสูตรนี้ ท่านกล่าวปริญญา ๓ อย่างแล.

จบ อรรถกถาอภิชานสูตรที่ ๓


อ.วิชัย: ขอกราบเท้าร่วมสนทนากับท่านอาจารย์ครับ เมื่อวานนี้ก็ได้พูดถึงเรื่องของการสนทนาที่ท่านอาจารย์กล่าวถึง เรื่องของ รู้ก่อนละ ครับ ก็เป็นประโยชน์ที่จะให้เข้าใจว่า การที่จะละความไม่รู้ อย่างที่ท่านอาจารย์ได้ให้ความเข้าใจเมื่อสักครู่นี้ครับ ก็ต้องอาศัยความรู้ที่ค่อยๆ เจริญขึ้น ดังนั้น ประเด็นที่จะเรียนสนทนากับท่านอาจารย์ อย่างการที่จะรู้ตามความเป็นจริงของธรรมครับ ก็รู้ว่า เป็นไปตามลำดับ และแม้ในข้อความของพระสูตร พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส อย่างข้อความใน ปริชานสูตร พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อไม่รู้ยิ่ง ไม่กำหนดรู้ ไม่หน่าย ไม่ละซึ่งรูป เป็นผู้ไม่ควรเพื่อสิ้นทุกข์ บุคคลเมื่อไม่รู้ยิ่ง ไม่กำหนดรู้ ไม่หน่าย ไม่ละซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อสิ้นทุกข์. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเมื่อรู้ยิ่ง เมื่อกำหนดรู้ เมื่อหน่าย เมื่อละได้ซึ่งรูป จึงเป็นผู้ควรเพื่อสิ้นทุกข์ บุคคลเมื่อรู้ยิ่ง เมื่อกำหนดรู้ เมื่อหน่าย เมื่อละได้ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ จึงเป็นผู้ควรเพื่อสิ้นทุกข์ ครับ

ถ้าอ่านในข้อความตรงนี้ ก็เป็นความละเอียดของพระธรรม ก็ต้องอาศัยข้อความในอรรถกถา ซึ่งในอรรถกถาปริชานสูตร ท่านก็ให้ความเข้าใจว่า บทว่า อภิชานํ ได้แก่ รู้ยิ่ง ด้วยบทนี้ท่านกล่าวหมายเอาญาตปริญญา ด้วยบทที่ ๒ ท่านกล่าวหมายเอาติรณปริญญา ด้วยบทที่ ๓ และที่ ๔ ท่านกล่าวหมายเอาปหานปริญญา รวมความว่า ในสูตรนี้ ท่านกล่าวปริญญา ๓ อย่างแล

ท่านอาจารย์ครับ ถ้ารู้ว่า อย่างพระสูตรนี้ที่พระองค์ตรัส ก็รู้ว่าเป็นพระสูตรที่พระองค์แสดงถึงปัญญาที่มีกำลังที่สามารถประจักษ์ความเป็นจริงของธรรมได้ อย่าง ญาตปริญญา ก็เป็นวิปัสสนาญาณะที่เป็นนามรูปปริจเฉทญาณะ แล้วก็ปัจจยปริคคญาณะ แต่ถ้าเป็นเบื้องต้นครับท่านอาจารย์ ถ้าฟังแล้วหมายความว่า การที่จะรู้ในความเป็นจริงของธรรม ก็ต้องมีลักษณะของธรรมให้เข้าใจได้ และไม่ใช่มีแค่ รู้ยิ่ง เท่านั้น ยังมีการกำหนดรู้ ซึ่งในความหมายของภาษาบาลีก็ใช้คำว่า ปริชานะ หรือปริญญาณะ ครับ ก็หมายถึงเป็นการรอบรู้ เป็นการพิจารณาในสิ่งที่รู้ในขณะนั้นนะครับ ก็ยังสงสัยในความหมายของคำว่า รู้ยิ่ง กับรอบรู้ ครับ หมายความว่าการที่จะรู้สิ่งใด ก็คือมีสิ่งนั้นให้รู้ แล้วก็ไม่เพียงพอ ต้องรอบรู้ในสิ่งนั้นเพิ่มขึ้น อย่างวิปัสสนาญาณที่เจริญขึ้นอย่างนั้น หรือเปล่าครับท่านอาจารย์ครับ

ท่านอาจารย์: ก็จะต้องพิจารณาอย่างละเอียดใช่ไหม!?

อ.วิชัย: ครับ

ท่านอาจารย์: ไม่มีทางที่จะรู้ได้เพียงแค่คำ แต่จะต้องพิจารณาให้ละเอียดลึกซึ้งทีละคำ

คุณวิชัย เอาคำไหนดี?

อ.วิชัย: ครับ อย่าง เมื่อบุคคลไม่รู้ยิ่ง ครับ แล้วก็ รู้ยิ่ง นี่ท่านหมายเอาญาตปริญญาครับ ถ้ารู้ยิ่งครับ

ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้มีนามธรรมไหม?

อ.วิชัย: เดี๋ยวนี้มีนามธรรม ครับ

ท่านอาจารย์: มีรูปธรรมไหม?

อ.วิชัย: มีรูปธรรมด้วยครับ

ท่านอาจารย์: แค่นี้เป็นญาณะหรือยัง?

อ.วิชัย: ยังครับ เพียงแค่คิดถึงเท่านั้นเองครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ความหมายของ รู้ยิ่ง ต้องมากกว่านี้ จนกระทั่งสภาพธรรมสามารถจะปรากฏให้รู้ว่า ที่พูดคำว่า รู้นามธรรมหรือรู้รูปธรรม ไม่ใช่รู้ยิ่ง ถูกต้องไหม?

อ.วิชัย: ถูกต้องครับ แต่ต้องอาศัยการได้ยินได้ฟังที่จะคิด แล้วก็ตอบท่านอาจารย์อย่างนั้นได้ครับ

ท่านอาจารย์: ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีคำของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ลึกซึ้ง ใช่ไหม?

อ.วิชัย: ครับ

ท่านอาจารย์: เมื่อฟังเข้าใจหมดไม่ลึกซึ้งเลย แต่ ลึกซึ้งปานใด!! เพราะว่าต้องอีกกี่ชาติแสนโกฏกัปป์ ทรงบำเพ็ญพระบารมีนานเท่าไหร่กว่าจะประจักษ์แจ้งอริยสัจจธรรม เพราะที่คุณวิชัยกล่าวถึง เป็นธรรมที่เป็นความจริง สัจจธรรม ที่ถ้าใครประจักษ์แจ้งความจริง ประเสริฐยิ่ง!! ประจักษ์แจ้ง ไม่ใช่แค่คิด ไม่ใช่แค่เข้าใจ แต่ต้องตามลำดับขั้น เพราะธรรมละเอียดลึกซึ้ง

เดี๋ยวนี้ทุกอย่างเกิดแล้วดับ แค่นี้ ละเอียดไหม? ทุกอย่างไม่ว่าอะไรทั้งหมด!! แล้วเดี๋ยวนี้ปนกันหมดโดยความรวดเร็วอย่างยิ่ง ยังไม่ได้แยกออกไปแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่งต้องเกิด และไม่สามารถจะมีใครทำให้เกิดได้ ต้องมีปัจจัยที่จะให้สิ่งนั้นเกิด สิ่งนั้นจึงเกิดได้

เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้สิ่งที่ปรากฏมีปัจจัยที่ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นปรากฏแล้วดับไป เพียงแค่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ลึกซึ้งไหม?

อ.วิชัย: ลึกซึ้งครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไม่ใช่เพียงแค่นามธรรม กับรูปธรรม

อ.วิชัย: ท่านอาจารย์ครับ ก็ยังๆ .. ขอความเข้าใจเพิ่มเติม อย่างท่านกล่าวถึง รู้ยิ่ง กับกำหนดรู้ ครับ ซึ่งก็ใช้คำจริง แต่ก็เป็นการรู้ความรอบรู้ในสิ่งที่รู้แล้วครับ อย่างท่านกล่าวถึงญาตปริญญา ก็หมายถึงเป็นการรู้ยิ่ง และถ้าเป็นตีรณปริญญา ก็หมายถึงเป็นการรู้โดยพิจารณาความเกิดขึ้น และดับไปของสิ่งที่รู้แล้วครับ ก็คือเป็นวิปัสสนาญาณที่เป็นสัมมสนญาณ และอุทยัพพยญาณครับ หมายความว่า การที่รู้สิ่งหนึ่งอย่างแข็งครับ โดยมากถ้าคิดถึงการกำหนดรู้ หรือว่า ที่จะรอบรู้ในสิ่งนั้น ก็เหมือนกับเป็นความคิดว่า แข็งมี แข็งเกิดไหม แข็งดับไหม แต่ก็รู้อย่างที่ท่านอาจารย์ถามเมื่อสักครู่นี้ว่า มีธรรม คือนามธรรมและรูปธรรม แต่ก็ยังไม่ได้ปรากฏให้รู้ แต่รู้โดยการศึกษาว่ามี ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็เป็นเราไม่ใช่หรือ?

อ.วิชัย: ยังเป็นเราอยู่ครับ

ท่านอาจารย์: เห็นความลึกซึ้งไหม!! ไม่ตรงต่อแต่ละคำ เพราะเป็นเราที่พูด ไม่ใช่เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง

อ.วิชัย: ครับ ปัญญายังไม่รู้ตามจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสอย่างนั้นจริงๆ ครับ

ท่านอาจารย์: ที่คุณวิชัยกล่าวทั้งหมดนี่เร็วมาก แต่พิจารณาตามเป็นจริงนะ กี่แสนกัปป์!!

อ.วิชัย: อีกนานมากครับ

ท่านอาจารย์: เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า เห็นไหม? ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ รู้ได้เลย

ทำไมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงบำเพ็ญพระบารมีปานนั้น!! และท่านพระสารีบุตรล่ะ! ท่านพระอานนท์ล่ะ! เห็นไหม แล้วรู้สิ่งที่พระองค์ตรัสอย่างนี้แหละ ไม่ใช่ต่างหากไปจากนี้เลย แต่ว่าความลึกซึ้งของแต่ละคำ

ไม่ใช่เราเอาคำมาพูดว่า อ้อ.. นี่ปริยัติ อ้อ.. นี่ญาตปริญญา อ้อ.. นั่นตีรณปริญญา ไม่ใช่เลย!! กว่าจะถึงปริญญา เห็นไหม เวลานี้แค่ได้ยินว่า นามธรรม รูปธรรม

เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีใช้คำว่า กำหนดรู้ หมายความ สิ่งนั้นมีแล้วเข้าใจโดยการไตร่ตรอง จนกว่าจะเข้าใจขึ้นว่า อีกนานเท่าไหร่สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้จึงจะปรากฏจริงๆ ว่า หนึ่งเกิดแล้วดับ ปะปนกันไม่ได้เลย ไม่ใช่รวมกันแล้วดับ

อ.วิชัย: แต่ละหนึ่งเกิดขึ้นแล้วดับ ไม่ใช่รวมกันแล้วดับ

ท่านอาจารย์: เห็น ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏให้เห็น ลองคิดถึงสิ! ลองคิดถึง!

อ.วิชัย: ตอนนี้ดูเหมือนปะปนกันหมดเลยครับ

ท่านอาจารย์: แล้วก็คิดว่าสว่างด้วย อย่างอื่นแข็งเห็นไหม กลิ่น รส คนนั้นคนนี้รูปร่างสัณฐาน คิดว่าอยู่ในความสว่างหรือ? อยู่ในสีสันวัณณะหรือ?

เห็นไหม ถ้าขาดการไตร่ตรอง จะรู้จักธรรมแต่ละหนึ่งไหม?

อ.วิชัย: ไม่มีครับ ไม่สามารถจะรู้ได้ครับ

ท่านอาจารย์: เห็น ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏให้เห็น แค่นี้ ๒ แล้ว แล้วมากกว่านั้น ไม่ใช่มีแต่เห็น มีอย่างอื่นหลากหลายมาก แต่ละขณะไม่กลับมาอีกเลยไม่ซ้ำกันด้วย

อ.วิชัย: ท่านอาจารย์ครับ ก็เป็นความต่างจริงๆ ครับ กับการคิดเรื่องธรรมอย่างที่ผมกราบเรียนสนทนาท่านอาจารย์เรื่องของปริญญานี่ครับ กับความรู้ที่น้อมไปค่อยๆ ปรุงแต่งจากการได้ยินได้ฟังที่จะรู้ในลักษณะจริงๆ ของตัวธรรมครับ ซึ่งยากจริงๆ ครับท่านอาจารย์ที่จะรู้อย่างนั้นได้

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ความเข้าใจอย่างที่คุณวิชัยกล่าวถึงเป็นปริญญาหรือเปล่า? เห็นไหม และมีคำว่า ญาตะ และก็ปริญญา ห่างไกลกันไหม?

อ.วิชัย: ไกลมากครับ

ท่านอาจารย์: นั่นแหละ! จนกระทั่งเกินหวัง!! ถ้ารู้ว่า เดี๋ยวนี้ทุกอย่างอยู่ในความมืด จึงสามารถจะแยกออกจากสิ่งที่รวมกันเป็นแต่ละหนึ่งที่ปรากฏ กับอะไร!! ความไม่รู้จนกว่าจะค่อยๆ รู้ทีละเล็กทีละน้อยในแต่ละหนึ่งซึ่งปรากฏ

อย่างเดี๋ยวนี้ มีธาตุรู้ไหม?

อ.วิชัย: มีครับ

ท่านอาจารย์: แน่นอนใช่ไหม?

อ.วิชัย: ครับ

ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้มีธาตุรู้อะไร?

อ.วิชัย: อย่างกำลังได้ยินเสียงครับ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม แต่ธาตุรู้กว่าจะคิดได้ว่า ได้ยินเสียง

อ.วิชัย: อ้อ.. ครับ ดับไปมากมายแล้วครับ

ท่านอาจารย์: แล้วก็ไม่ใช่ขณะที่กล่าวว่า ได้ยิน ด้วย!

อ.วิชัย: ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: กว่าจะถึงปริญญา ญาตปริญญา รู้สิ่งที่ปรากฏจริงๆ แต่ละหนึ่งตามความเป็นจริง

อ.วิชัย: ครับ ยิ่งฟังยิ่งเห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพิ่มขึ้นจริงๆ ครับ ท่านอาจารย์ว่า พระองค์รู้ความเป็นจริงที่ละเอียดอย่างนี้มาก แล้วก็มากกว่าเกินที่เราจะคิดได้ครับว่า พระปัญญาคุณพระองค์มากมายสักแค่ไหนครับ

ท่านอาจารย์: นี่แหละ เป็นปัญญาจริงๆ ที่ค่อยๆ เริ่มเกิดจนกว่าจะมั่นคง จึงละ

มรรคแรก คือความเห็นที่ถูกต้อง หนทางที่จะรู้ว่า ลึกซึ้งจึงละ

แล้วก็ฟังแล้วก็เข้าใจ จนกว่าไม่ว่าอะไรทั้งนั้น ขณะนั้นไม่มีเรา

ธรรมต้องเป็นธรรม โมหะต้องเป็นโมหะ สติต้องเป็นสติ ปัญญาต้องเป็นปัญญา แต่ละหนึ่งกว่าจะรู้ เห็นไหม?

อยู่ดีๆ แค่อ่านแล้วจะรู้หรือ!!

เพราะฉะนั้น ชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย มีทุกอย่างที่ไม่รู้ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้สิ่งที่มีทุกอย่างทุกขณะเดี๋ยวนี้

เพราะฉะนั้น คำของพระองค์ไม่ใช่ให้ไปรู้อื่น แต่ให้รู้สิ่งที่มีขณะนี้เองเดี๋ยวนี้ใกล้ที่สุดไม่ต้องไปหาที่ไหนเลย

อ.วิชัย: ครับ กราบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์มากๆ ครับ

ขอเชิญอ่านได้ที่ ..

๓. ปริชานสูตร ว่าด้วยผู้ไม่ควรและผู้ควรสิ้นทุกข์

๒. ปริญญาสูตร ว่าด้วยธรรมที่ควรกําหนดรู้และความกําหนดรู้

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.วิชัย ด้วยค่ะ


เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ