สัจจะตรงต่อการที่จะสละบ้างไหม?

[เล่มที่ 74] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้า 650
ปกิณณกกถา
อธิษฐานธรรม
อนึ่ง พึงทราบการสงเคราะห์ด้วยอธิษฐานธรรม ๔ แห่งบารมีเหล่านั้น แม้ ๖ อย่างด้วยประการฉะนี้ จริงอยู่อธิษฐานธรรม ๔ โดยรวมบารมีทั้งหมดไว้ คือ สัจจาธิษฐาน จาคาธิษฐาน อุปสมาธิษฐาน ปัญญาธิษฐาน ในอธิษฐานธรรมเหล่านั้น
ชื่อว่า อธิษฐาน เพราะเป็นเหตุตั้งมั่น. หรือเป็นที่ตั้งมั่น หรือเพียงตั้งมั่นเท่านั้น.
ชื่อว่า สัจจาธิษฐาน เพราะสัจจะและอธิษฐาน. หรือเพราะเป็นที่ตั้งแห่งสัจจะ หรือเพราะมีสัจจะเป็นอธิษฐาน. แม้ในอธิษฐานธรรมที่เหลือก็เหมือนอย่างนั้น. ในอธิษฐานธรรมนั้นโดยไม่ต่างกัน สัจจาธิษฐาน เพราะกำหนดบารมีทั้งปวง สมควรแก่ปฏิญญาของพระมหาสัตว์ ผู้อนุเคราะห์สรรพสัตว์สะสมบุญญาภินิหารในโลกุตตรคุณ.
จาคาธิษฐาน เพราะสละสิ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อสัจจะ
อุปสมาธิษฐาน เพราะสงบจากสิ่งไม่เป็นคุณของบารมีทั้งปวง.
ปัญญาธิษฐาน เพราะเป็นผู้ฉลาดในอุบายอันเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ด้วยอธิษฐานธรรมเหล่านั้น.
อ.วิชัย: ก็ขออนุญาตสอบถามท่านอาจารย์อีกประเด็นหนึ่งครับ ก็คือเรื่องของ อธิษฐานบารมี ครับ ความมั่นคงความไม่หวั่นไหวในการที่จะอบรมคุณความดีครับ อย่างเมื่อวานนี้ได้สนทนาเรื่องของ ยิ่งศึกษายิ่งเห็นความลึกซึ้งของพระธรรมนี่ครับ ก็เห็นถึงที่ท่านอาจารย์กล่าวถึงว่า การที่จะเป็นผู้ที่เริ่มต้นศึกษาธรรม ต้องเป็นผู้มีความจริงใจว่า ศึกษาเพื่ออะไร ก็คือศึกษาเพื่อเข้าใจธรรม แล้วก็ด้วยความเคารพ แล้วก็ด้วยความไม่ประมาทด้วยครับ ซึ่ง อธิษฐานธรรม ความตั้งมั่นความไม่หวั่นไหวครับ ก็จะมีอยู่ ๔ ประการด้วยกันครับ ก็คือ สัจจาธิษฐาน ความมั่นคงในสัจจะในความจริง แล้วก็จาคาธิษฐาน การสละ ความมั่นคงในการที่จะสละอกุศล อุปสมาธิษฐาน ก็คือความตั้งมั่นมั่นคงที่จะสงบระงับ อกุศลทั้งหลาย แล้วก็ปัญญาธิษฐาน นะครับ ก็คือความมั่นคงในการอบรมเจริญปัญญา ครับ
ซึ่งประการแรกครับท่านอาจารย์ สัจจาธิษฐาน นี่ จากการศึกษาก็รู้ว่า ศึกษาเพื่อเข้าใจธรรมครับ แต่ความมั่นคง บางครั้งก็มีความรู้สึกว่า เราศึกษาเพื่ออยากจะเพียงรู้เรื่องราวแล้วก็นำมากล่าวกัน ไม่ได้มีความมั่นคงมีอธิษฐานะที่จะเป็นความจริงใจตั้งแต่เริ่มการศึกษาว่า เพื่อเข้าใจธรรมครับ
ก็กราบท่านอาจารย์ให้ความเข้าใจตรงนี้ อะไรที่จะเป็นเหตุให้เป็นผู้ที่มีความมั่นคงไม่หวั่นไหวในการศึกษาพระธรรมที่จะเพื่อเข้าใจธรรมจริงๆ ครับ
ท่านอาจารย์: สัจจะเป็นความจริงใช่ไหม?
อ.วิชัย: เป็นความจริง ครับ
ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้มีอะไรจริง!! ถ้าไม่รู้ไม่สามารถจะรู้ว่าอะไรจริง ใช่ไหม?
อ.วิชัย: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น สิ่งที่มี จริงไหม? เดี๋ยวนี้ที่ปรากฏ สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้จริงไหม?
อ.วิชัย: จริงครับ
ท่านอาจารย์: มั่นคงไหม?
อ.วิชัย: ถ้าท่านอาจารย์ไม่ถามก็ไม่ได้มั่นคงเลยครับ เพียงแต่คิดถึงว่ามี แต่ก็ยังไม่มั่นคงว่าเป็นธรรมจริงๆ ครับ
ท่านอาจารย์: ด้วยเหตุนี้ การฟังทุกคำของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงตรัสรู้ความจริงทั้งหมดทุกประการ เป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง และถ้าไม่ตรงต่อความเป็นจริง จะมั่นคงได้ไหมว่า ความจริงเป็นอย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงประจักษ์แจ้งแล้ว
เพราะฉะนั้น ต้องศึกษาด้วยความเคารพ ไม่ใช่ว่าคิดเอง
พอได้ยินคำเดียวก็คิดเองตลอด พอถามอะไรก็เรื่องราวใหญ่โตมายาวเหยียด แต่ไม่รู้ว่าอะไร!!
มั่นคงต่อสิ่งที่มีจริงว่า สิ่งนั้นคืออะไร เพราะฉะนั้น ศึกษานี่ต้องตรง ศึกษาเพื่ออะไร? เพื่อลาภ ยศ สรรเสริญ ทรัพย์สินเงินทอง หรือว่า เพื่อเข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริงในสิ่งที่มีจริงๆ ไม่ใช่ไม่มี แต่ยังไม่รู้ความจริงของสิ่งนั้น
เพราะฉะนั้น การศึกษาต้องเริ่มต้นด้วยความตรง และรู้ความลึกซึ้งของสิ่งที่มี จึงจะชื่อว่าศึกษาด้วยความจริงใจที่จะต้องการรู้ความจริงที่ลึกซึ้ง
ถ้าคิดว่า สิ่งที่ปรากฏที่ศึกษาแต่ละคำไม่ลึกซึ้ง ไม่ต้องศึกษาเสียเวลา เพราะว่า สภาพธรรมลึกซึ้งจนทุกคนที่จะรู้แจ้งจะขาดบารมี การที่จะอดทน มีความเพียร ฟังแล้วครั้งเดียวนั้น ไม่มีทางเลยที่จะเห็นความลึกซึ้งได้ เพราะไม่รู้ว่า ทุกคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้ความจริงแล้ว ตรัสว่า ธรรมละเอียดลึกซึ้ง ยากที่จะรู้ได้ แต่ก็รู้ได้ด้วยเหตุที่ถูกต้อง บารมี
ถ้าขาดบารมีเลยไม่มีทางที่จะรู้ความจริงได้เลย
เพราะฉะนั้น บารมีคืออะไร? เห็นไหม ต้องศึกษาทุกคำ ไม่รู้จักบารมีเลย ได้ยินคำเดียวไปนั่งจ้อง นั่งเพ่ง จะได้เห็นการเกิดดับ เป็นไปได้ไหม?
อ.วิชัย: เป็นไปไม่ได้เลยครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็ต้องตรงต่อสัจจะ ศึกษาทำไม? ถ้าไม่รู้ว่า ธรรมลึกซึ้ง ไม่ต้องศึกษาเลย เพราะศึกษาอย่างไรก็ไม่สามารถที่จะรู้จักธรรมที่ลึกซึ้งได้
อ.วิชัย: ครับ อย่างศึกษาในจริยาปิฎก ครับท่านอาจารย์ พระองค์เป็นผู้ที่มีสัจจะ ครับตั้งแต่ แม้แต่เรื่องของสัจจาธิษฐาน ครับ ความมั่นคงในสัจจะในความจริง คือพระองค์ปฏิญญาไว้ว่าอย่างไร อย่างมีความมั่นคงแม้ในเรื่องของการให้ทาน นี่ครับ อย่างข้อความในจริยาปิฎก ที่ท่านแสดงไว้ว่า อย่างทาน เป็นต้น ครับ ทานเป็นบรรทัดฐานแห่งอธิษฐานธรรม ๔ แห่งกุศลธรรมทั้งหลาย เพราะปฏิญญาว่า เราจักให้ ไม่ให้ยาจกผิดหวัง เพราะให้ไม่ผิดปฏิญญา เพราะอนุโมทนา ไม่ผิดทาน เพราะสละสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อมัจฉริยะ เป็นต้น เพราะสงบจากภัย คือโลภะ โทสะ และ โมหะ ในไทยธรรมในปฏิฆาหกทาน และความสิ้นไปแห่งไทยธรรม เพราะให้ตามสมควรตามกาล และตามวิธี และเพราะปัญญายิ่ง ครับ
แม้ในเรื่องของทานครับ ก็ยังเป็นไปในอธิษฐานธรรมทั้ง ๔ ครับ
ท่านอาจารย์: นี่ในพระชาติไหน?
อ.วิชัย: นี้คือ เป็นปกิณณกถา ในจริยาปิฎก ครับ พูดถึงการบำเพ็ญบารมีของพระองค์ครับ
ท่านอาจารย์: เห็นไหม ในชาติที่บำเพ็ญบารมี แล้วเรากำลังบำเพ็ญบารมีหรือเปล่า?
อ.วิชัย: ก็กำลังบำเพ็ญ ครับทีละเล็กทีละน้อย
ท่านอาจารย์: ตัวอย่างของการบำเพ็ญบารมีมีไหม?
อ.วิชัย: อย่างแม้ในขณะที่กำลังศึกษากำลังสนทนาธรรม ก็เป็นการค่อยๆ สะสมบารมีต่างๆ
ท่านอาจารย์: ที่คุณวิชัยกล่าวเมื่อกี้นี้ทั้งหมด พระชาติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นพระโพธิสัตว์เป็นต้วอย่างของการสัจจะในบารมีใช่ไหม?
อ.วิชัย: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: ไม่อย่างนั้น พระองค์จะตรัสชาดกไว้ทำไม สัจจะในการสละการให้ ต้องเห็นประโยชน์จริงๆ ว่า ถ้าไม่มีการสละเลยทั้งสิ้นเป็นอุปนิสัย จะสามารถสละกิเลสได้ไหม?
อ.วิชัย: เป็นไปไม่ได้เลยครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น บารมีทั้งหมด ตัวอย่างทุกพระชาติเป็นตัวอย่างว่า เราได้ประพฤติอย่างนี้บ้างไหม? แม้ไม่ถึงขณะนั้น เห็นไหม สัจจะความตรงต่อความจริง ต้องเห็นโทษใช่ไหมในชาติที่ทำอย่างนั้น?
อ.วิชัย: ครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: ก็เหมือนพวกเราชาตินี้ไหมที่ต้องเห็นโทษ แล้วแต่สัจจะ จะสามารถเป็นไปต่างๆ นานาตามการสะสมได้แค่ไหน เช่นข้อความตอนท้าย อ่านซ้ำอีกครั้งก็ได้
อ.วิชัย: ก็ให้ตามสมควรตามกาล และตามวิธี และเพราะปัญญายิ่งครับ
ท่านอาจารย์: เห็นไหม เป็นอย่างนี้บ้างไหม? ให้ตามสมควร
อ.วิชัย: ครับ
ท่านอาจารย์: สมควรก็ไม่ให้ แล้วจะสละอะไร?
ถ้ารู้ว่าการติดข้องในทุกสิ่งทุกอย่างมากมายมหาศาล นำมาซึ่งความเห็นผิด และอกุศลนาๆ ประการ ทำให้เห็นแก่ตัวทำให้มักได้ เห็นอะไรอยากได้หมด ขอเอาก็ได้ดื้อๆ งั้นแหละ ทั้งๆ ที่คนที่เขาเป็นเจ้าของ เขาก็ยินดีพอใจในของเขา ก็อุตส่าห์ไปขอเขา คิดดูก็แล้วกัน สละอะไรบ้างหรือเปล่า? ตัวอย่างมีไหม พระชาติต่างๆ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้เพื่ออะไร? เห็นไหม? ไม่ใช่ให้ผ่านไป ไม่เห็นประโยชน์ของการที่ทรงแสดงชีวิตจริงก่อนที่ได้ตรัสรู้
เพราะฉะนั้น ชีวิตของทุกคนก่อนที่จะได้ตรัสรู้ความจริง จะบำเพ็ญหรือดำเนินชีวิตอย่างไรล่ะ!! อย่างโพธิสัตว์ ผู้ที่เห็นประโยชน์อย่างยิ่ง ข้องอยู่ในการที่จะละกิเลส
เพราะฉะนั้น ไม่ลืมที่จะให้ตามสมควร
อ.วิชัย: ครับ ก็เป็นความละเอียดอย่างยิ่งเลยครับ ยิ่งฟังที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวความละเอียด แล้วก็แสดงให้เห็นถึงชีวิตประจำวันจริงๆ นะครับ เมื่อศึกษาในชาดกทั้งหลาย ในจริยาปิฎกทั้งหลายที่พระองค์ได้บำเพ็ญมา ก็เป็นเหตุให้ได้พิจารณาตนเองครับว่า เป็นผู้ที่ปรารภบารมีเพิ่มขึ้นหรือเปล่าครับท่านอาจารย์ครับในชีวิตประจำวัน
ท่านอาจารย์: อกุศลยังเยอะ!! บารมีแค่ไหน? เพราะฉะนั้น ห่างไกลอีกเท่าไหร่?
อ.วิชัย: มากมายมหาศาลครับ จะค่อยๆ สะสมทีละเล็กทีละน้อย ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ชีวิตต่อไป สัจจะตรงต่อการที่จะสละบ้างไหม? เห็นไหม?
อ.วิชัย: ครับท่านอาจารย์ ก็เริ่มจากการที่ได้ฟังคำเหล่านี้ครับ แล้วก็เริ่มมีความดีเกิดขึ้นบ้างในเรื่องของการที่จะสละครับ ไม่ใช่เรื่องเฉพาะวัตถุอย่างเดียวครับ แต่แม้แต่อกุศลที่เป็นไปทางกาย ทางวาจา ที่ควรละควรสละ ครับ ก็ควรเว้นครับ
ขอเชิญอ่านได้ที่ ..
ทานบารมี - การให้ของพระโพธิสัตว์ ตอนที่ 10-13 [สนทนาธรรมกับชาวต่างชาติ]
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.วิชัย ด้วยค่ะ
