ทำไมต้อง เห็น…บ้านธัมมะ 1/8/69

ทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรมะเป็นความจริงที่เปลี่ยนไม่ได้เป็นสัจธรรมๆ ม่ว่าอะไรก็ตามที่มีลักษณะปรากฏว่าเดี๋ยวนี้มีเปลี่ยนให้ไม่มีไม่ได้ แต่ว่าใครจะรู้ว่าถ้าเห็นไม่เกิดไม่มีเห็น และไม่มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเดี๋ยวนี้เลยซักอย่างเดียว แต่ว่าเห็นไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏให้เห็น และเดี๋ยวนี้เราคิดถึงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นใช่ไหม?!
ตั้งแต่ลืมตามีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นไม่คิดถึงอื่นเลย คิดถึงแต่สิ่งที่ปรากฏให้เห็น แต่ไม่ได้คิดถึงเห็นทั้งๆ ที่เห็นเกิดขึ้นเห็นสิ่งนั้น!!
เพราะฉะนั้นความไม่รู้ในลักษณะของเห็นต้องมีแน่ และพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงที่ลึกซึ้ง พระองค์จึงตรัสว่า ธรรมไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง จนกว่าปัญญาสามารถที่จะประจักษ์แจ้งความจริงโดยนิมิต ทุกคำละเอียดลึกซึ้งแสดงให้เห็นว่าแต่ละคำผ่านไม่ได้เลย
เพราะฉะนั้นเห็นเดี๋ยวนี้เป็นนิมิตของเห็นเพราะเห็นเกิดดับ ... เห็นเมื่อกี้ก็ดับแล้ว เห็นนั้นเกิดแล้วก็ดับแล้ว เห็นเกิดแล้วก็ดับ แล้วแต่ใครจะรู้ว่ากำลังเห็นเนี่ยหลายขณะ จึงเป็นนิมิตของเห็นไม่ใช่นิมิตของอย่างอื่นเลย แต่ว่าแม้เป็นนิมิตก็เรานั่นแหละที่เห็น!!!
เพราะฉะนั้นกว่าจะฟังด้วยความเข้าใจที่มั่นคง ธรรมะคือสิ่งที่มีจริงเกิดขึ้นได้เมื่อมีเหตุปัจจัยที่เหมาะสมที่ทำให้สภาพธรรมะนั้นเกิดขึ้น
เลือกเห็นไม่ได้ ไม่อยากเห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจก็เห็นแล้ว เพราะฉะนั้นเริ่มเข้าใจความเป็นอนัตตา ... ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ยั่งยืน ... ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ใครสามารถทำให้เกิดขึ้น ... ไม่มีใครสามารถยับยั้งสิ่งที่เกิดไม่ให้เกิด ... ไม่มีใครสามารถให้สิ่งที่เกิดแล้วไม่ดับ
ค่อยๆ พิจารณาไตร่ตรองว่า ความไม่รู้เนี่ยไม่มีไม่รู้ทุกอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงประจักษ์แจ้งและทรงแสดง แต่ละคำเช่นคำว่าเห็นเดี๋ยวนี้เกิด ไม่เกิดไม่มีเห็น เห็นเกิดแล้วดับ อนิจจัง หลงเข้าใจว่ายังอยู่ ยังเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ความจริงทุกอย่างไม่ยั่งยืน เกิดแล้วต้องดับเป็นธรรมดา
เพราะฉะนั้นกว่าจะใส่ใจที่จะเข้าใจเห็นว่า เพียงเห็นไม่เกิดโลกไม่ปรากฏเป็นสีสันวรรณะ เป็นบ้านเรือน เป็นถนนหนทาง เป็นดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ไม่มีเลย!!
เพราะฉะนั้นนี่คือธรรมะซึ่งเมื่อเข้าใจขึ้นค่อยๆ คลายความไม่รู้จนกว่าจะค่อยๆ ถึงการดับการเข้าใจผิดว่า ธรรมะขณะนี้ไม่ได้เกิดดับและก็ยังคงเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด
เพราะฉะนั้นฟังธรรมะเนี่ยจะรู้ได้ว่าอีกไกลไหมกว่าความเข้าใจจะมั่นคง ... แต่ว่าเราไม่รู้เลยว่าการเห็นเป็นอะไร ... สิ่งที่ปรากฏเป็นอะไร ... ความเข้าใจถูกเป็นอะไร ... ความไม่รู้เป็นอะไรเลย แต่พอเริ่มฟังก็รู้ว่าเป็นสิ่งที่มีจริงที่ต่างกันทั้งหมด
เพราะฉะนั้นการที่จะถึงขณะที่สามารถไม่ลืมสิ่งที่ได้ฟัง เพราะว่าฟังเรื่องเห็นเมื่อวานนี้ลืมหมด เพราะถึงวันนี้ถ้าไม่พูดถึงเห็นก็ลืมคิดถึงเรื่องอื่น แล้วเมื่อไหร่จะระลึกได้ว่าเป็นเดี๋ยวนี้เกิดและดับไม่ใช่เรา

เพียงแค่ระลึกได้ก็เป็นธรรมะอีกอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นธรรมะมากมายและพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมะแต่ละหนึ่งโดยใช้ชื่อที่ต่างกัน เพราะฉะนั้นขณะที่เราใช้คำว่าสติ ... มีจริงไหม?! เป็นธรรมะหรือเปล่า?! เป็นเราหรือเปล่า?! ไม่เป็นเราแล้วเป็นอะไร?! เพราะฉะนั้นสติใช้คำว่าระลึกได้ในทางที่เป็นไปในกุศลไม่ว่าจะเป็นทานหรือศีลหรือภาวนา
เพราะฉะนั้นวันนี้มีสิ่งที่ดีงามความประพฤติทางกายทางวาจาที่ดีบ้างไหม?? มีแต่ไม่รู้ว่าขณะนั้นระลึกเป็นไปในคำพูดที่ดีแต่ใช้คำว่าสติ เพราะฉะนั้นสติจริงๆ เกิดดับทำหน้าที่ของสติระลึกในการที่จะเป็นสิ่งที่ดีงามทางกายทางวาจา แม้แต่การช่วยใครก็ตามที่กำลังเดือดร้อนแม้เพียงเล็กน้อย ขณะนั้นถ้าไม่เป็นการที่ระลึกเป็นไปในการช่วยแม้เพียงเล็กน้อยขณะนั้นการช่วยเหลือก็เกิดไม่ได้!!
เพราะฉะนั้นเราค่อยๆ จำลักษณะที่ต่างกันของธรรมะที่มีจริงในชีวิตประจำวัน ตอนนี้ก็เริ่มรู้จักคำว่าสติไม่ใช่เห็น ไม่ใช่จำ แต่ขณะใดที่กุศลจิตเกิดเพราะสติระลึกได้ที่จะเป็นกุศลไม่ว่าจะเป็นทางกายทางวาจาหรือทางใจ
โกรธใครบ้างไหม ... ดีไหม?! ควรไม่โกรธใช่ไหม ... แล้วจะละยังไงที่จะละความโกรธเป็นไม่โกรธ?! ต้องเข้าใจความจริงของความโกรธ เข้าใจขณะนั้นต้องมีสติจึงเข้าใจ และขณะที่โกรธที่รู้ว่าขณะนั้นไม่ดีก็เป็นสติ แต่ว่าไม่ถึงขั้นที่จะรู้ว่าขณะนั้นสติเกิดระลึกแล้วดับ
เพราะฉะนั้นยิ่งฟังธรรมะไม่สงสัยในธรรมะ เป็นธรรมะทั้งหมดแต่ยังไม่ละเอียดที่จะรู้ความต่างของธรรมะแต่ละหนึ่ง ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดง 45 พรรษา เพราะฉะนั้นค่อยๆ ฟังค่อยๆ รู้จักธรรมะเพิ่มขึ้นทีละหนึ่งจนกระทั่งมั่นใจว่าขณะนั้นเป็นธรรมะ
ขณะใดที่ทำความดี ขณะนั้นเพราะสติระลึกเป็นไปในกุศล และเวลาไม่ดีสติไม่เกิด ค่อยๆ รู้จักสติจริงๆ ในชีวิตประจำวันในเรื่องของสติ แต่ยังไม่รู้จักสติที่ไม่ใช่เราในขณะที่เกิดขึ้น
เพราะฉะนั้นก็ฟังในความละเอียดเพื่อเข้าใจขึ้น และใครจะรู้ว่าใครเข้าใจแค่ไหน ... นอกจากตัวเองใช่ไหม?!!

