เรามีแต่คำ แต่ว่าตัวจริงยังไม่ได้เข้าใกล้เลย

  
เมตตา
วันที่  2 ส.ค. 2569
หมายเลข  52815
อ่าน  24

[เล่มที่ 52] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้า 451

พระศาสดาทรงทราบวาระจิตของท่าน จึงเสด็จไปในที่นั้น ทรง โอวาทด้วยพระโอวาทที่เปรียบด้วยพิณ เมื่อจะทรงแสดงวิธีประกอบความ เพียรให้สม่ำเสมอ จึงให้ชำระพระกรรมฐานแล้วเสด็จไปยังเขาคิชฌกูฏ. ฝ่ายพระโสณเถระได้โอวาทในที่พร้อมพระพักตร์พระศาสดา ประกอบ ความเพียรให้สม่ำเสมอ บำเพ็ญวิปัสสนาดำรงอยู่ในพระอรหัตแล้ว.


อ.วิชัย: กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ ก็ขอโอกาสร่วมสนทนากับท่านอาจารย์ในประเด็นเรื่องของปกติ ครับ ก็พอพิจารณาได้ว่า เป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเป็นไปในขณะนี้ ก็เป็นสิ่งที่เป็นปกติ แต่ว่า ถ้ามีความพยายามที่เป็นเราจะทำ ขณะนั้นก็แสดงให้เห็นถึงความหวังความต้องการ หรือแม้แต่ความเห็นผิด ที่จะกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งก็ไม่ใช่เป็นความรู้ที่เกิดขึ้นเป็นปกตินะครับ

แต่ประเด็นที่จะกราบเรียนท่านอาจารย์ ก็คือเมื่อวานนี้ก็มีโอกาสได้สนทนาเรื่องของการปรับอินทรีย์ให้เสมอกันนะครับ ตัวอย่างเรื่องของพระโสณะครับ ท่านพระโสณะก็เป็นผู้ที่ปรารภความเพียร แล้วก็เดินจงกรมจนเท้าทั้งสองแตกครับ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็เสด็จไปอนุเคราะห็เกิ้อกูลท่านพระโสณะครับ ก็ตรัสอุปมาเหมือนกับสายพิณครับที่จะประพฤติเป็นไป ก็ไม่ตึงไป หรือหย่อนเกินไป ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสกับท่านพระโสณะว่า ดูกาอน โสณะ เหมือนกันนั่นแล ความเพียรที่ปรารภเกินไปนัก ย่อมเป็นไปเพื่อความฟุ้งซ่าน ความเพียรที่ย่อหย่อนนัก ก็เป็นไปเพื่อเกียจคร้าน เพราะเหตุนั้นแล เธอจงตั้งความเพียรแต่พอเหมาะ จงทราบข้อที่ อินทรีย์ทั้งหลายเสมอกัน และจงถือนิมิตในความสม่ำเสมอ ครับ

ท่านอาจารย์ครับ ถ้ากล่าวถึงอินทรีย์ ๕ ประการ ก็คือ ศัทธินทรีย์ ๑ วิริยินทรีย์ ๑ สตินทรีย์ ๑ สมาธินทรีย์ ๑ ปัญญินทรีย์ ๑ ครับ ในเบื้องต้นก็พอพิจารณาได้ว่า อินทรีย์ทั้ง ๕ ประการ ก็เป็นสภาพธรรมที่ค่อยๆ อบรมเจริญขึ้นนะครับ จนปรากฏความเป็นอินทรีย์ ครับ แต่ในประเด็นนี้ครับท่านอาจารย์ ที่ท่านพระโสณะท่านเป็นผู้ที่ปรารภความเพียรเกินไป ความหมายตรงนี้จะเข้าใจอย่างไรครับที่เป็นเหตุให้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับท่านพระโสณะ ที่ตรัสว่า ความเพียรที่ปรารภเกินไปนักย่อมเป็นไปเพื่อความฟุ้งซ่าน ความเพียรที่ย่อหย่อนนักก็เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ครับ เธอจงตั้งความเพียรแต่พอเหมาะครับท่านอาจารย์ ก็กราบท่านอาจารย์ครับ

ท่านอาจารย์: ท่านพระโสณะนี่เป็นใครนะ?

อ.วิชัย: ครับ ท่านก็เป็นผู้ที่เป็นภิกษุครับ แล้วก็มีอุปนิสัยที่จะถึงความเป็นพระอรหันต์

ท่านอาจารย์: ท่านรู้อะไรหรือเปล่านี่!!

อ.วิชัย: ท่านก็เป็นผู้มีปัญญา ก็รู้ ครับ

ท่านอาจารย์: ท่านรู้อะไร แค่ไหน!?

อ.วิชัย: ครับ เราไม่ทราบความละเอียดลึกซึ้งที่ท่านสะสมมา ครับ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม เห็นไหม แล้วเราจะเอาคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับท่านพระโสณะ มาทำ หรือมาเข้าใจ หรือมาทำอะไร?!

เราเป็นใคร! บุคคลในครั้งนั้นได้ฟังคำจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรงนานเท่าไหร่! มีศรัทธาถึงกับบวชเพราะอัธยาศัยสะสมมาที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมหรือเปล่า? รู้แจ้งถึงระดับไหน?

แต่ว่า ระหว่างที่ยังไม่ได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย สะสมมาเหลือที่จะคณานับทั้งฝ่ายปัญญา ทั้งฝ่ายกุศลทั้งฝ่ายอกุศล ทั้งฝ่ายอินทรีย์

เรามีแต่ คำ แต่ว่าตัวจริง คือธรรม ยังไม่ได้เข้าใกล้เลยสักหนึ่ง ปานนั้น!! แล้วเราห่างไกลจากท่านพระโสณะเท่าไหร่!! ทีนี้พอพระองค์ตรัสกับท่านพระโสณะ เราก็อยากจะรู้เลย แต่รู้จักพระโสณะไหม?

อ.วิชัย: ครับ ก็เป็นความละเอียดครับ เราก็ไม่สามารถจะรู้อัธยาศัยของท่านพระโสณะ แต่เพียงศึกษาว่า ท่านภายหลังก็เป็นพระอรหันต์ ครับ

ท่านอาจารย์: ระดับนั้น! เราถึงไหมนี่ เพียงพระองค์ตรัสอย่างนี้!!

อ.วิชัย: ไม่ถึงแน่นอน ห่างกันมากครับ

ท่านอาจารย์: แล้วเราสามารถจะเข้าใจความลึกซึ้งสิ่งที่กำลังเป็นความลึกซึ้งของ สิ่งที่กำลังเป็น ของท่านพระโสณะในขณะนั้นได้ไหม ถ้าไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า?

อ.วิชัย: ไม่ได้ครับ

ท่านอาจารย์: แล้วท่านพระโสณะจะถึงความเป็นพระอรหันต์นี่!! ปัญญาของเราแค่ไหน? จะไปฟังธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับท่านพระโสณะในขณะที่สภาพธรรมที่ละเอียดลึกซึ้งขณะนั้น ใครรู้!! นอกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะรู้ว่า ขณะนั้นเป็นอะไร เพราะอะไร?

อ.วิชัย: ครับท่านอาจารย์ ก็เห็นถึงความลึกซึ้งของธรรมที่สะสมมาต่างๆ กันที่จะมีอุปนิสัย ซึ่งถ้าศึกษาประวัติของท่านพระสาวกต่างๆ หลายท่านก็ไม่ได้ประพฤติอย่างท่านพระโสณะที่จะเพียรเดินจงกรมจนเท้าแตกทั้ง ๒ ข้าง ครับ แต่ว่าท่านพระโสณะก็สะสมมาอย่างนี้ ครับ

ท่านอาจารย์: ก็เป็นธรรมดา ใช่ไหม? มีใครเหมือนใครบ้างทุกวันนี้?

อ.วิชัย: ไม่เหมือนกันเลยครับ

ท่านอาจารย์: นั่นซิ แล้วแต่ละคนก็ไปคิดถึงคำที่พระองค์ตรัสกับท่านพระโสณะบ้าง โน่นบ้างนี่บ้าง แล้วเราเป็นใคร? แม้ว่า ณ.บัดนี้ ไม่มีทั้งท่านพระโสณะ และพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่คำนั้นยังอยู่ให้ใครคิด? ให้คิดเมื่อไหร่? เมื่อไม่มีความเข้าใจระดับไหนเลย เพียงแต่อยากจะรู้ว่า ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับท่านพระโสณะ นั่นหมายความว่าอะไร? แล้วจะรู้ได้ไหม?

อ.วิชัย: ไม่สามารถจะรู้ตรงนั้นได้เลยครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ถ้าเรามัวแต่ไปพูดเรื่องนั้น จะรู้ได้ไหม?

อ.วิชัย: ก็ไม่สามารถจะเข้าใจได้ครับ

ท่านอาจารย์: แต่ถ้าพูดถึงสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ให้เห็นความลึกซึ้งของผู้ที่จะถึงความเป็นพระอรหันต์ ในขณะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับท่านขณะนั้นถึงสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนั้น ต่างกันปานไหน?

อ.วิชัย: ครับ ละเอียดมากครับท่านอาจารย์ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ารู้อัธยาศัย แล้วก็รู้เหตุปัจจัยความเป็นไปของท่านพระโสณะในขณะนั้นที่ท่านมีความเพียรมากครับ

ท่านอาจารย์: ถึงระดับไหนล่ะ ใครจะรู้!! นอกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

อ.วิชัย: ท่านอาจารย์ครับ ถ้าศึกษาอย่างนี้จะเป็นการเตือน ก็คิดว่าอย่างการสะสมของตัวกระผมเอง คืออินทรีย์ ก็ไม่ได้มีเจริญอะไรมากมายครับ

ท่านอาจารย์: เดี๋ยวก่อนค่ะ สติ มีทั้งสติ และสตินทรีย์ ใช่ไหม?

อ.วิชัย: ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: ต่างกัน

อ.วิชัย: ต่างกันแน่นอนครับ

ท่านอาจารย์: รู้หรือยัง?

อ.วิชัย: ยังไม่ทราบครับ

ท่านอาจารย์: ก็จะไปถึงโน่นได้ไหม ที่จะไปปรับไปอะไรต่ออะไร?

คิดว่า ใครปรับหรือ? เห็นไหม ฟังธรรมต้องละเอียดตั้งแต่ต้น ขาดความเข้าใจที่จะต้องสะสมให้มั่นคงไม่ได้ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา

เพราะฉะนั้น ใครปรับ!! หรือปัญญาความเข้าใจเกิดขึ้นรู้ขณะนั้นว่า กำลังมีอะไร

อ.วิชัย: ครับ ก็อาศัยพระธรรมที่จะเป็นเหตุให้เกิดปัญญาที่จะค่อยๆ ปรุงแต่งอินทรีย์ทั้ง ๕ ประการ ครับ ค่อยๆ เจริญขึ้นครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: แล้วก็บอกปลาว่า บนบกมีอินทรีย์นะ มีสตินทรีย์ มีปัญญิณทรีย์ มีศรัทธินทรีย์อะไรอย่างนี้ ปลาในน้ำจะรู้เรื่องไหมนี่!!

อ.วิชัย: ไม่รู้ครับ

ท่านอาจารย์: แล้วเราเป็นใคร?

อ.วิชัย: ครับ ก็คือรู้ว่ายังห่างอีกมากครับท่านอาจารย์ แต่ว่า พออ่านข้อความในพระไตรปิฎกนี่ครับ ก็ชวนให้คิดตามเสมอครับ แต่ไม่รู้จักฐานะของตนที่จะรู้ได้แค่ไหน แล้วก็รู้อะไรขึ้นที่จะเป็นประโยชน์ครับ

ท่านอาจารย์: เห็นความลึกซึ้งไหม ปานนั้น!! หลบซ่อนอยู่ สะสมมาอะไรมากกว่ากัน? อวิชชามากกว่า โลภะมากกว่า

เราจะไปไหน? ก็ไปตามสิ่งที่มีมาก จนกว่าจะค่อยๆ สะสมสิ่งที่สามารถที่จะไม่เป็นไปตามสิ่งที่เคยเป็นทีละเล็กทีละน้อย

กว่าจะถึงความเป็นพระอรหันต์ ลองคิดดู!! แล้วพระองค์ตรัสกับใคร แล้วเราเอามาคิด เอามาพูด เอามาไตร่ตรอง จะรู้อะไรได้

เพราะฉะนั้น ต้องเข้าใจความจริงแต่ละคำ กล่าวถึงสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ และเดี๋ยวนั้นของท่านพระโสณะ ไม่ใช่เดี๋ยวนี้ของเราที่กำลังเป็น

อ.วิชัย: ครับ ก็กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากๆ ครับ สิ่งที่เป็นประโยชน์ ก็คือสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ที่อาศัยพระธรรมที่จะค่อยๆ เข้าใจขึ้นครับ

ขอเชิญอ่านได้ที่ ..

ประกอบความเพียรให้สม่ำเสมอ [อรรถกถาโสณโกฬิวิสเถรคาถาที่ ๑]

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.วิชัย ด้วยค่ะ


  ความคิดเห็นที่ 1  
  
chatchai.k
วันที่ 2 ส.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ

  
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ