ต้องมีความรู้ในสิ่งที่มีทุกขณะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไม่ใช่เอาคำมาพูด!! แต่เดี๋ยวนี้มีอะไร ค่อยๆ รู้ว่า นี่แหละ พระองค์ทรงตรัสรู้ทรงแสดง แต่ว่าในอีกภาษาหนึ่งซึ่งไม่ใช่ภาษาของแต่ละชาติซึ่งจะต้องมีภาษาของตน
เพราะฉะนั้น ต้องเข้าใจแต่ละคำที่พระองค์ตรัสในภาษาของตน และกล่าวถึงสิ่งที่มีทุกขณะ ไม่ได้กล่าวถึงสิ่งที่ต้องไปหา หรือไปทำขึ้นเลย เพราะทำก็ไม่ได้ หาก็ไม่ได้ ผิดตั้งแต่ต้น
อ.กุลวิไล: ท่านอาจารย์ก็ย้ำถึงการที่จะรู้สิ่งที่มี เพราะว่าถ้าไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มี ก็ด้วยความไม่รู้นั่นเอง เหมือนกับดิฉันถามท่านอาจารย์แต่ท่านอาจารย์ก็ไม่ได้ตอบตามที่คิดว่า ต้องการคำตอบใช่ไหมคะ อย่างที่ดิฉันได้กราบเรียนท่านอาจารย์เกี่ยวกับ สติสัปปชัญญะ โดยนัยที่เป็นปัญญาในขั้นปริยัติ ปฏิปัตติ แล้วก็ปฏิเวธะ ท่านอาจารย์ก็ไม่ได้ตอบให้อย่างที่ผู้ถาม หรือดิฉันถามท่านอาจารย์ แต่ท่านอาจารย์ก็กลับมาที่ความเข้าใจถูกในสิ่งที่มีจริง
ท่านอาจารย์: เพราะรู้ว่า ตอบแล้วรู้เรื่องไหม?! เสียเวลาตอบไหม? ตอบเรื่องราวต่างๆ แต่คนฟังไม่เข้าใจอะไรเลยไม่รู้เรื่องเลย แม้แต่คำว่า สติสัมปชัญญะ โผล่มาเฉยๆ หรือ? เดี๋ยวนี้ชีวิตประจำวันมีไหม!! ถ้าไม่มี รู้ได้หรือเปล่า? กับสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้นั่นแหละ จนกว่าจะถึงระดับขั้นที่เข้าใจสติสัมปชัญญะ
อ.กุลวิไล: เพราะว่า ในคลิปที่ท่านอาจารย์กล่าว ท่านอาจารย์ก็อธิบายให้ความเข้าใจเกี่ยวกับสติสัมปชัญญะเช่นกัน ซึ่งก็เป็นปัญญาที่รู้สึกตัวทั่วพร้อมค่ะท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: แล้วเดี๋ยวนี้มีอะไร รู้หรือยัง? เห็นไหม แล้วจะไปพูดถึงสติสัมปชัญญะ นี่หมายความว่าอะไร จะตอบว่าอะไร? ตอบแล้วจะรู้จักสติสัมปชัญญะไหม ถ้าไม่รู้ว่า เดี๋ยวนี้มีอะไร เสียเวลาพูดในสิ่งที่เขายังไม่รู้ว่า เดี๋ยวนี้มีอะไร
ต้องมีความรู้ในสิ่งที่มีทุกขณะ จึงจะสามารถเข้าใจสติสัมปชัญญะได้ แต่ถ้าเดี๋ยวนี้ไม่รู้อะไรเลยสักอย่างแล้วจะไปพูดเรื่องสติสัมปชัญญะ ไร้สาระไร้ประโยชน์เสียเวลา เพราะพูดไปก็ไม่เข้าสิ่งที่กำลังปรากฏ
อ.กุลวิไล: ค่ะ แล้วท่านอาจารย์ให้ความเข้าใจเกี่ยวกับ ทั่ว ด้วยค่ะว่า ก็คือไม่เลือกไม่เจาะจง
ท่านอาจารย์: แน่นอน ทำไมเว้นล่ะ กำลังมีสิ่งที่ปรากฏแล้วทำไมเว้นล่ะ!! ใครให้เว้นล่ะ เว้นแล้วจะรู้ไหม? แล้วทำไมเว้นก็ไม่รู้สักอย่าง
อ.กุลวิไล: ค่ะ ที่สำคัญท่านอาจารย์ให้ความเข้าใจว่า แล้วแต่มีอะไรปรากฏขณะนั้น เพราะฉะนั้น ไม่เริ่มต้นด้วยขั้นปริยัติที่จะรอบรู้ในคำจริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงแสดงถึงความเป็นจริงของสิ่งที่มีจริง และธรรมที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ไม่สามารถที่จะรู้ในสิ่งที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริงได้ค่ะท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: แล้วสติคืออะไรเดี๋ยวนี้ แล้วสัมปชัญญะคืออะไร?
อ.กุลวิไล: ค่ะ โดยนัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุสาสนีกับภิกษุทั้งหลายว่า ภิกษุควรเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะอยู่
ท่านอาจารย์: พอได้ยินอย่างนี้ มีเลยหรือ?
อ.กุลวิไล: ไม่หรอกค่ะท่านอาจารย์ เป็นสิ่งที่ลึกซึ้งมาก เพราะแม้แต่สติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่พ้นอารมณ์ของสติปัฏฐานค่ะ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จะบอกใครให้มีสติสัมปชัญญะเดี๋ยวนี้ได้ไหม?
อ.กุลวิไล: ไม่ได้ค่ะ
ท่านอาจารย์: นั่นคือ เริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ไม่ได้ให้ใครมีสติสัมปชัญญะ แต่ให้เข้าใจสติสัมปชัญญะ และทุกอย่างที่มีที่ปรากฏ
อ.กุลวิไล: ค่ะ เพราะฉะนั้น ก็เป็นสิ่งที่ลึกซึ้งมาก การที่จะเป็นผู้ที่รู้สึกตัว แล้วก็รู้สึกตัวทั่วพร้อมด้วยซึ่งก็ต้องเป็นปัญญาที่รู้สภาพธรรมที่มีจริงที่กำลังปรากฏ เพราะแม้แต่สติในที่นี้ท่านก็กล่าวถึงอารมณ์ของสติปัฏฐานที่เป็นการพิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม
ท่านอาจารย์: ได้ยินแค่นี้ พิจารณากายได้ไหม?
อ.กุลวิไล: ไม่ได้ค่ะ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็ต้องรู้ พระองค์ทรงแสดงความจริงของสิ่งที่มีตามลำดับ ในเมื่อกำลังมีแล้วไม่แสดงความรู้ความเข้าใจถูกในสิ่งที่มี แล้วจะไปรู้อะไรได้!!
อ.กุลวิไล: ค่ะ ซึ่งถ้าฟังในรายการแนวทางเจริญวิปัสสนา ท่านอาจารย์ก็นำมาละเอียดมากทุกตอนเลย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแม้แต่เมื่อครั้งที่พระองค์จะปรินิพพาน ก็ยังเตือนไม่ให้ประมาท แล้วก็ไม่พ้นการอบรมเจริญสติปัฏฐานนั่นเอง
ส่วนสัปชัญญะ ค่ะท่านอาจารย์อันนี้ก็ลึกซึ้งมาก
ท่านอาจารย์: มาแล้วๆ!! เดี๋ยวนี้อะไรเป็นสัมปชัญญะ? เห็นไหม จะให้พูดถึงสัมปชัญญะโดยไม่รู้ว่า เดี๋ยวนี้อะไร? จะเป็นไปได้ไหม!!
อ.กุลวิไล: ไม่ได้ค่ะ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ต้องพูดอะไรก่อนล่ะ?
อ.กุลวิไล: ก็ต้องพูดถึงสติที่รู้ลักษณะสภาพธรรมที่กำลังปรากฏค่ะ
ท่านอาจารย์: แล้วก็ถ้าไม่พูดถึงเรื่องสิ่งที่ปรากฏ จะรู้ไหมว่าอะไร?
อ.กุลวิไล: ไม่ได้ค่ะกราบเท้าท่านอาจารย์ค่ะ ท่านอาจารย์ให้กลับมาที่สิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏ
ท่านอาจารย์: ไม่ใช่ให้กลับค่ะ ไตร่ตรองซิว่า จะเข้าใจสติสัมปชัญญะได้อย่างไร!! ในเมื่อสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ก็ไม่รู้ว่าอะไร!!
อ.กุลวิไล: ค่ะ ซึ่งก็เห็นถึงความเป็นปกติค่ะ เพราะว่าทั้งหมดเป็นธรรมแล้วก็กำลังมีกำลังปรากฏ แต่อวิชชามากจึงไม่รู้ในความเป็นจริงของสิ่งที่มีจริง
ดิฉันก็จะขอเพิ่มเติมนิดเดียวนะคะ ดิฉันก็ประทับใจกับสัมปชัญญะ มีสัมปชัญญะอย่างไร?
ท่านอาจารย์: ถ้าไม่รู้สิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ มีสัมปชัญญะได้ไหม?
อ.กุลวิไล: ไม่ได้ค่ะ
ท่านอาจารย์: จึงต้องรู้สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ก่อนใช่ไหม จึงจะมีสัมปชัญญะ
อ.กุลวิไล: แน่นอน
ท่านอาจารย์: รู้หรือยัง สิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้?
อ.กุลวิไล: ต้องอาศัยการฟังการอบรมการพิจารณาไตร่ตรอง
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จะกระโดดไปไหน จะข้ามไปไหน แล้วจะรู้อะไรได้ในเมื่อไม่รู้สิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้
อ.กุลวิไล: ค่ะ เพราะว่าข้ามคงไม่ข้ามนะคะท่านอาจารย์ แต่ก็เห็นถึงความที่ธรรมลึกซึ้งมาก แล้วก็คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็แสดงความเป็นจริงของสิ่งที่เป็นจริงที่ปกติ เพราะว่า แม้แต่การที่จะรู้ตัวในการก้าว ในการถอย ในการแล ในการเหลียว ในการคู้เข้า หรือเหยียดออก เป็นต้น ซึ่งก็เป็นปกติในชีวิตประจำวัน ก็กราบเท้าท่านอาจารย์ค่ะ
ยิ่งฟังท่านอาจารย์ก็ยิ่งตอกย้ำความมั่นคงในการศึกษาธรรม พูดถึงสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ จะเป็นประโยชน์กว่า ซึ่งดิฉันก็อาศัยการฟังจากท่านอาจาย์ค่ะ เพราะว่า ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นไปกับคำ และเรื่องราวมากมาย จึงต้องอาศัยการขัดเกลาจากคำของท่านอาจารย์บ่อยๆ ค่ะ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.กุลวิไล ด้วยค่ะ

