โรคภัยไข้เจ็บเกิดจากอะไร
อ. สมพร รูปคือร่างกายของเรา เกิดจากสมุฏธาน ๔ เกิดจากกรรม เกิดจากจิต เกิดจากอุตุ เกิดจากอาหาร ในร่างกายของเราธาตุไม่สมบูรณ์เกิดจากกรรมก็ได้ หรือเกิดจากอุตุคือความเย็นความร้อนก็ได้ ทำให้ธาตุเปลี่ยนไปไม่สมบูรณ์ หรือเกิดจากอาหารก็ได้ เมื่อธาตุ ๔ ไม่สมบูรณ์กัน ร่างกายก็เป็นทุกข์
ถ้าเกิดจากกรรมก็เป็นผลของกรรม เพราะว่าร่างกายของเราเป็นปรมณู ประชุมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน เกิดขึ้น มีอายุ ๑๗ ขณะของจิตแล้วก็ดับไป เร็วมาก แต่ว่าประชุมกันเป็นกลุ่มก้อนเกิดติดต่อสืบต่อกันไป เราไม่เห็นความเกิดความดับของรูปในร่างกายนี้เลย เมื่อไม่เห็นเราก็สำคัญผิดไปอย่างอื่น แท้จริงพระองค์ตรัสว่า รูปบางอย่างที่พิบัติไป เกิดจากกรรมก็มี เกิดจากอุตุก็มี อุตุคือความเย็น ความร้อน ทุกวันนี้บางครั้งเราก็ประสบหนาว ร่างกายก็เปลี่ยนไป แต่แท้จริงที่เกิดจากกรรมก็มีมากเหมือนกัน กรรมสร้างขึ้นไม่สร้างรูปที่ดีให้เกิดขึ้น ธาตุก็พิการไม่สมดุล เมื่อธาตุไม่สมดุล ร่างกายก็ไม่เป็นปกติ อาจเจ็บไข้ได้ป่วย หรือเป็นอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะว่าถ้าเป็นไข้ที่เราบอกว่าถ้าเกิดจากกรรมก็เป็นผลของกรรมที่กระทำไม่ครบองค์ หรือกรรมที่เบาๆ นี่เป็นผลของกรรม
รูปจะเจริญ หรือเสื่อมลง ต้องถือกรรมเป็นประธาน แต่ก็ต้องถือ ๔ อย่างขาดไม่ได้ เพราะว่ารูปจะเป็นอยู่สมบูรณ์ได้เพราะอาศัยเหตุ ๔ อย่าง กรรมที่ดี อุตุที่ดี อาหารที่ดี จิตที่ดี จิตที่ไม่ดีก็สร้างรูปที่ไม่ดีเกิดขึ้น เช่น เราโกรธจัด บางครั้งเรารับประทานอาหาร ท้องไส้ก็ไม่ย่อย นี่เกิดจากจิตก็ได้ เราต้องยึดถือ ๔ อย่างนี้เป็นหลัก
ผู้ฟัง ถ้าจะยึดถือ ๔ อย่าง อันที่จริงน่าจะเป็นรับวิบากอย่างเดียว น่าจะเป็นกรรมอย่างเดียว
เวลาให้ผล กรรมส่งผลรูปไม่ดี ทำให้รูปเกิดขึ้นไม่ดี เวลาที่เกิดอาพาต เกิดไม่สบาย แล้วก็เราบอกว่า อาจจะจากอุตุก็ได้ใช่ไหม เกิดความเย็นความร้อนมากเกินไปก็ทำให้มหาภูตรูปเรามันสียไป ก็เพราะว่ากรรมส่งผลมาให้เราได้รับ ทางกาย ก็หนีกรรมไม่พ้นอีก
อ. สมพร หนีไม่พ้นแน่
ผู้ฟัง หรืออาหาร ก็หนีไม่พ้น ก็อาหารก็ต้องเป็นเรื่องของเรารับวิบากก็ต้องหนีไม่พ้นกรรมสักอย่าง
ท่านอาจารย์ ต้องแยกใช่ไหม เวลาที่โรคภัยเกิด รูปนั้นเกิดเพราะจิตก็ได้ เพราะกรรมก็ได้ เพราะอุตุก็ได้ เพราะอาหารก็ได้ นี่ส่วนหนึ่ง ส่วนที่เป็นเรื่องของรูป แต่ขณะจิตที่จะเกิดขึ้นรู้สภาพที่กำลังเป็นอนิฏฐารมณ์ อารมณ์ที่ไม่น่าพอใจขณะนั้นเป็นอกุศลวิบาก ต้องเกิดเพราะอกุศลกรรม ไม่ได้หมายความว่าคนป่วยไข้จะมีทุกขเวทนาตลอดไป เวลานอนหลับก็ไม่เป็นไรใช่ไหม กลางวันก็ปวดเมื่อยต่างๆ แต่พอตอนกลางคืนก็หลับสบาย เพราะเหตุว่าขณะนั้นไม่ใช่กรรมที่จะทำให้วิบากจิตเกิดขึ้นรับผลของกรรมทางกาย แต่มีเหตุคือมีโรคซึ่งเกิดจากกรรมก็ได้ จากจิตก็ได้ จากอุตุก็ได้ จากอาหารก็ได้ แต่ส่วนขณะจิตจริงๆ ที่จะเป็นวิบากต้องขึ้นอยู่กับกรรม เพราะฉะนั้นคนที่ป่วยไข้ ก็ยังมีระยะเวลาซึ่งบางกาละก็ไม่เจ็บไม่ปวดไม่ใช่ว่าจะต้องปวดตลอดไป
ผู้ฟัง หมายความว่ากำลังเจ็บปวดนั่นหมายความว่านั่นคือกรรม
ท่านอาจารย์ เรากำลังพูดถึงโรคตัวโรคเป็นรูป ซึ่งเกิดจากกรรมก็ได้ เกิดจากจิตก็ได้ เกิดจากอุตุก็ได้ จากอาหารก็ได้ ที่ใช้คำว่า ตัวโรคเป็นรูป ก็เป็นเพราะเหตุว่านามธรรมจะไม่มีโรคภัยแบบกาย โรคภัยของนามธรรมก็คือกิเลส แต่ว่าสำหรับรูปร่างกายที่เราบอกว่าเราป่วย หรือเป็นโรคต่างๆ เป็นเรื่องของรูปทั้งหมด แต่เมื่อรูปนั้น ความเกิดขึ้นของธาตุทั้ง ๔ ไม่สม่ำเสมอ เพราะอาศัยกรรมเป็นสมุฏฐานทำให้รูปนั้นไม่สม่ำเสมอ หรือว่าเพราะอาศัยจิต เพราะอาศัยอุตุ หรือเพราะอาศัยอาหาร เป็นเรื่องรูปซึ่งพิกลพิการ อาจจะหนัก อาจจะไม่คล่องแคล่ว อาจจะทำให้เกิดบวม หรืออะไรก็ตามแต่ แต่ว่าตัวจิตที่กำลังเกิดขึ้นรู้สิ่งที่กำลังกระทบกาย ชั่วขณะนั้นต้องเป็นวิบากจิตซึ่งเป็นผลของกรรม
เพราะฉะนั้น แสดงว่าถึงแม้ว่าโรคจะเกิดจากสมุฏฐานใดๆ ก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า จิตจะเกิดขึ้นรู้อนิจอารมณ์ที่กายตลอดไป ต้องแล้วแต่ว่าขณะใดเป็นผลของกรรมอะไร เพราะว่าคนป่วยก็มีการเห็นทางตา ซึ่งขณะนั้นเป็นผลของกรรม การเห็นทางตานี้เป็นผลของกรรม เช่นเดียวกับการกระทบสัมผัสกาย ก็เป็นผลของกรรมเหมือนกัน แต่ว่าต่างชนิด เพราะเหตุว่าทางตาเห็นอย่างหนึ่ง ทางกายกระทบสัมผัสอย่างหนึ่ง แต่ให้ทราบว่าการที่วิบากจิตทั้งหลายจะเกิดได้เพราะกรรมเป็นปัจจัย แต่ส่วนตัวโรคนี่มีสมุฏฐานได้ ๔ อย่าง เพราะฉะนั้น คนป่วยไม่ใช่ว่ามีทุกขเวทนาตลอด ขณะที่กำลังเห็นไม่ใช่ทุกขเวทนา ขณะที่กำลังได้ยินเสียงไม่ใช่ทุกขเวทนา ขณะที่กำลังหลับทั้งๆ ที่ยังป่วยอยู่ก็ไม่ใช่ทุกขเวทนา แต่ขณะใดที่ทุกขเวทนาเกิดกับจิตขณะนั้นเป็นผลของกรรม


