ฟังธรรมเพื่อละอกุศลถึงความเป็นพระอรหันต์

[เล่มที่ 45] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ - หน้า 545
บทว่า จิตฺตปฺปโกธโน ความว่า ยังจิตให้สะเทือน อธิบายว่า ความโลภเมื่อเกิดขึ้นในวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งความโลภ จะยังจิตให้สะเทือน ให้หวั่นไหว ให้เปลี่ยนแปลงไป ให้ถึงความพิการเกิดขึ้นไม่ให้เป็นไปด้วย สามารถแห่งความเลื่อมใสเป็นต้น.
(พิการ คือ อาการอันแปลก)
ที่มาของพระสูตรนี้: กราบขอบพระคุณ อ.คำปั่น อักษรวิไล
ท่านอาจารย์: ก็ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ ไตร่ตรอง ค่อยๆ มั่นคงทุกคำ หมดแล้วจะเป็นใครได้ จะเป็นอะไรได้ ไม่เหลือเลยแล้วจะเป็นอะไรเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ว่า ยังมีอะไร เมื่อสิ่งนั้นเกิดแล้วก็ต้องดับโดยไม่รู้ว่ากำลังมีสิ่งที่เกิดดับ ถ้าไม่เกิดไม่มี แต่มีแล้วก็ดับไม่รู้เลยเพราะต่อกันสนิท มีสิ่งที่ทันทีที่สิ่งหนึ่งดับไป อีกสิ่งหนึ่งก็เกิดสืบต่อทันที ปรากฏเหมือนไม่มีอะไรคั่นเลย
อ.คำปั่น: ครับท่านอาจารย์ ลึกซึ้งอย่างยิ่งครับ ต่อเนื่องนิดหนึ่งครับท่านอาจารย์ ถ้ากล่าวถึงความติดข้องที่กระผมยกตัวอย่าง ติดข้องในกลิ่นของน้ำมันเขียวอย่างนี้ครับ ดูเหมือนไม่มีโทษไม่เป็นโทษอะไรเลยครับ เพราะว่า ไม่ได้เป็นเหตุให้ไปลักขโมยของใคร ไม่ได้ไปเบียดเบียนใครอย่างนี้ครับ ก็การที่จะเป็นผู้ที่เห็นโทษของ อกุศลแม้เพียงเล็กน้อย นี่คืออย่างไรครับ
ท่านอาจารย์: ถ้าประมาท แค่ติดข้องไม่เป็นโทษ!! แต่รู้ไหมว่า ทุจริตต่างๆ เกิดได้อย่างไง?
อ.คำปั่น: ครับ ก็มาจากการสะสมไปทีละเล็กทีละน้อยครับ
ท่านอาจารย์: ตราบใดที่ยังไม่เห็นโทษของอกุศล หรือสิ่งที่ไม่ดีเพียงเล็กน้อย ตราบนั้นก็ไม่รู้จักคุณค่าของธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงให้รู้ความจริงว่า สิ่งต่างๆ ที่ใหญ่โตมโหฬารนี่ ก็มาจากทีละเล็กทีละน้อยนั่นเอง
อ.คำปั่น: ครับ ซาบซึ้งมากเลยครับท่านอาจารย์ครับ ซึ่งข้อความในพระไตรปิฎก ในขุททกนิกาย อิติวุตตก มลสูตร ก็แสดงถึงความเป็นจริงของโลภะครับ ซึ่งกระผมจะขอโอกาสอ่าน แล้วก็ขอยกข้อความในอรรถกถา ครับ ที่อธิยายเพียงบทเดียวครับ แต่ว่า ก็เป็นประโยชน์มากครับ ที่จะขอโอกาสท่านอาจารย์ได้กล่าวในความละเอียดเพิ่มเติมด้วยครับ
ข้อความมีดังนี้ครับ โลภะทำให้เกิดความพินาศ โลภะทำให้จิตกำเริบ ชนไม่รู้สึกโลภะนั้นอันเกิดขึ้นแล้วในภายในว่า เป็นภัย คนโลภย่อมไม่รู้ประโยชน์ ย่อมไม่เห็นธรรม โลภะย่อมคลอบงำนรชนในขณะใด ความมืดตื้อย่อมมีในขณะนั้น ก็ผู้ใดละความโลภได้ขาดย่อมไม่โลภในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความโลภอันอริยมรรคย่อมละเสียได้จากบุคคลนั้น เปรียบเหมือนหยดน้ำตกไปจากใบบัว ฉะนั้ครับ
นี่คือพระพุทธพจน์ นี่คือคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสครับท่านอาจารย์ครับ แล้วก็ข้อความที่อธิบาย บทหนึ่ง ครับ พระคาถานี้ ก็คือ ในบทว่า โลภะทำให้จิตกำเริบครับ เป็นข้อความที่เตือนอย่างมากเลยครับ มีคำอธิบายไว้ในอรรถกถาว่า ยังจิตให้สะเทือน อธิบายว่า เมื่อความโลภเกิดขึ้นในวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งความโลภ จะยังจิตให้สะเทือนให้หวั่นไหวให้เปลี่ยนแปลงไป ให้ถึงความพิการ ก็คืออาการอันแปลกเกิดขึ้น ไม่ให้เป็นไปด้วยดีด้วยสามารถแห่งความเลื่อมใส เป็นต้นครับ
ท่านอาจารย์ครับ ตรงนี้ก็ คำที่พระองค์ตรัสนี่ครับ อธิบายไว้ก็แสดงให้เห็นเลยครับว่า ในขณะที่โลภะเกิดขึ้น ยังจิตให้สะเทือนครับ เป็นคำที่ต้องขอโอกาสท่านอาจารย์ได้อธิบายตรงนี้ด้วยครับ
ท่านอาจารย์: เวลาที่จิตยังไม่มีโลภะเข้ามา กับมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเข้ามาในจิต แค่นั้นสะเทือนไหม?
อ.คำปั่น: สะเทือนแล้วครับท่านอาจารย์ครับ ละความเป็นปกติอย่างที่เคยเป็นครับ
ท่านอาจารย์: แค่นี้ค่ะ ทุกคำ ต้องไตร่ตรอง สะเทือนจนไม่รู้ว่าสะเทือนด้วยความไม่รู้ว่า สะเทือนแล้วไม่ปกติแล้ว ด้วยความติดข้องด้วยความต้องการ
ยังไม่มีอะไรตกไปจากใบบัวเลยนะ น้ำสักหยด ขังอยู่นั่น!!
อ.คำปั่น: แต่ละคำก็เตือนทั้งหมดเลยครับ พระมหากรุณาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกื้อกูลแก่สัตว์โลกจริงๆ ครับ ให้เห็นตรงตามความเป็นจริงขณะที่โลภะเกิดขึ้นก็ยังจิตให้สะเทือนเป็นไปด้วยโลภะเป็นไปกับโลภะ แล้วก็ขณะที่โลภะเกิดขึ้นก็ไม่มีทางที่คุณความดีจะเกิดขึ้นได้เลย ศรัทธาความผ่องใสความเลื่อมใสเกิดขึ้นไม่ได้เลย เป็นต้นครับท่านอาจารย์ครับ ก็เป็นข้อความที่เกื้อกูลมากครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ฟังไว้เข้าใจไว้ จนกว่าจะเข้าใจยิ่งกว่านี้ที่จะเห็นโทษของแม้อกุศลเพียงเล็กน้อย
เพราะฉะนั้น ถ้าประมาท ไม่คิดว่าฟังธรรมเพื่อละอกุศลถึงความเป็นพระอรหันต์ เปรียบเทียบจิตใจของผู้ที่ไม่ได้ขัดเกลากิเลสเลย มืดดำสกปรก กับผู้ที่สะอาด แล้วก็ฟังธรรมเพื่ออะไร!! เพื่อล้างสิ่งที่สกปรก ขจัดความมืดทุกอย่าง ที่ทำให้ขณะนั้นต่างกับเวลาที่ค่อยๆ สะอาดขึ้น
อ.คำปั่น: ครับ เป็นคำที่ไพเราะจับใจอย่างยิ่งเลยครับ ล้างสิ่งที่ไม่สะอาดครับ
ท่านอาจารย์: ล้างแบบไหน เหมือนเข้าไปแล้วในเส้นเลือดทุกระดับ เส้นเลือดฝอย เส้นเลือดเล็ก เส้นเลือดใหญ่ไปทั่วหมด
อ.คำปั่น: ครับ ก็เป็นประโยชน์เกื้อกูลอย่างยิ่งใน ๒ ประเด็นคำถามของกระผม ก็ได้รับประโยชน์เกื้อกูลอย่างยิ่งครับที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวตั้งแต่ต้นจนถึงขณะนี้ ก็ได้รับประโยชน์จริงๆ ครับ ให้ได้พิจารณาในความเป็นจริง แล้วก็มีคำที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวเป็นเครื่องเตือน แล้วก็ตรงกับที่ได้ศึกษาทั้งหมดเลยนะครับจากข้อความที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ดีแล้วครับ ก็เป็นประโยชน์จริงๆ ครับ ก็กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ครับ
ขอเชิญอ่านเพิ่มได้ที่ ..
โลภะยังจิตให้สะเทือน [อรรถกถามลสูตรที่ ๙]
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.คำปั่น ด้วยค่ะ

