สัตว์ที่กลับมาเกิดเป็นมนุษย์มีน้อย

พระมหากรุณาคุณของพระพุทธเจ้าไม่มีใครเปรียบเทียบได้เลย ทรงอนุเคราะห์สัตว์โลก ให้แต่ประโยชน์แก่สัตว์โลก อนุเคราะห์เกื้อกูลให้แต่คำจริงไม่มีโทษเลย
คำของพระองค์เป็นเครื่องเตือน เป็นประโยชน์ให้ได้คิดพิจารณา ไม่ประมาท เห็นประโยชน์ของการสะสมคุณความดีให้เป็นที่พึ่งต่อไปในสังสารวัฏ เมื่อได้สะสมกุศลไว้เมื่อให้ผลก็ให้ผลที่ดี มีความสุข ไม่เดือดร้อนและยิ่งได้สะสมอุปนิสัยในการอบรมเจริญปัญญามา ทำให้มีชีวิตที่เบาสบายไม่เดือดร้อน
พระพุทธเจ้าทรงช้อนฝุ่นเล็กน้อยไว้ที่ปลายพระนขา (เล็บ) แล้วตรัสถามพระภิกษุทั้งหลายให้พิจารณาว่า ฝุ่นที่ปลายเล็บเพียงเล็กน้อยกับมหาปฐพีอะไรจะมากกว่ากัน
ฝุ่นที่ปลายเล็บมีเล็กน้อยมาก เทียบไม่ได้เลยกับมหาปฐพี
สัตว์ที่กลับมาเกิดเป็นมนุษย์มีประมาณน้อย เหมือนฝุ่นที่ปลายเล็บ สัตวที่เกิดในอบายภูมิมีมากกว่า เหมือนฝุ่นในมหาปฐพี
เป็นเครื่องเตือนให้ได้พิจารณาว่าตราบใดที่ยังมีกิเลส ยังไม่ดับกิเลส ก็ยังต้องกลับมาเกิด ตายแล้วเกิดทันที
ขณะไหนประมาท ขณะไหนไม่ประมาท?? ในวันหนึ่งๆ กิเลสกับสติอันไหนมากกว่ากัน?? กิเลสมากกว่าแสดงให้เห็นว่า ขณะที่ประมาทมีมากกว่า แต่สติมีน้อย (สติเป็นสภาพที่ระลึกเป็นไปในกุศล) แต่ห้ามไม่ให้อกุศลเกิดไม่ได้ นี่คือความเป็นไปของธรรมะ เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย
ขณะที่คุณความดีเกิดขึ้นขณะนั้นมีสติ ขณะนั้นไม่ประมาท แต่ขณะที่เป็นอกุศล ขณะนั้นประมาทแล้ว
แต่ละคำในพระไตรปิฎกเป็นความจริงที่พร้อมจะให้ประโยชน์สูงสุดกับผู้ที่เห็นคุณค่า เห็นประโยชน์จริงๆ
ความไม่ประมาทในการเจริญกุศลทั้งหลาย คือ ว่าโดยสรุปคือขณะที่ไม่ปราศจากสติ ขณะนั้นไม่ประมาท
ขณะนี้ก็ไม่ประมาทในการศึกษาคำของพระพุทธเจ้า ศึกษาด้วยความเคารพ อาศัยคำของพระองค์ เป็นโอกาสให้ได้สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูก
ความเข้าใจแม้เพียงน้อยนิด ดีกว่าความเห็นผิดมหาศาล
