การพูดตามไม่ใช่การเข้าใจความจริงทีละน้อย

[เล่มที่ 28] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑- หน้า 96 - 97
ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เมื่อภิกษุรู้อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร จึงละอวิชชาได้ วิชชาจึงเกิดขึ้น พระเจ้าข้า.
พ. ดูก่อนภิกษุ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ได้สดับว่า ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น เธอย่อมรู้ซึ่งธรรมทั้งปวง ครั้นรู้ยิ่งซึ่งธรรมทั้งปวงแล้ว ย่อมกำหนดรู้ธรรมทั้งปวง ครั้นกำหนดรู้ธรรมทั้งปวงแล้ว ย่อมเห็นนิมิตทั้งปวง โดยประการอื่น คือเห็นจักษุ โดยประการอื่น เห็นรูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย โดยประการอื่น ฯลฯ เห็นใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย โดยประการอื่น ดูก่อนภิกษุ เมื่อภิกษุรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงละอวิชชาได้ วิชชาจึงเกิดขึ้น.
อ.ธีรพันธ์: กราบท่านอาจารย์ครับ ก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งเลยครับ ตั้งแต่ อ.ณภัทรที่อัญเชิญข้อความในพระสูตรมา ความคิดนี่ก็วิจิตรครับ ได้ยินคำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึง จักษุ ครับ ปกติความคิดที่ผมพูดต่อไปนี่ก็เกิดขึ้นมีได้ ทำให้ต้องมาสนทนา ก็คือว่า แล้วทำไมพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงความจริง ทำไมต้องตรัสถึงจักษุด้วย พิจารณาไปพิจารณามาก็จริงเพราะว่าจักษุก็มีจริง แต่ไม่รู้จักษุตามความเป็นจริงซึ่งขณะนี้ก็มี แล้วพระองค์ไม่ใช่เพียงตรัสถึงจักษุเท่านั้น รูปที่ปรากฏ และแม้กระทั่งจักษุวิญญาณ แล้วก็ผัสสะนะครับ จักษุสัมผัสที่เป็นปัจจัยให้เวทนาไม่ว่าจะเป็นสุขก็ดี ทุกข์ก็ดี อทุกขมสุขเวทนาก็คือความรู้สึกเฉยๆ ก็ดี เป็นจริงทั้งหมดเลยครับ ซึ่งไม่มีอะไรที่ไม่มีจริงเลย
นี่ครับ คำที่พระองค์ตรัส ใครจะกล่าวอย่างนี้ได้ ทั้งๆ ที่มีจริงแต่ก็ไม่มีใครที่จะรู้อย่างนี้ครับ แล้วก็เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่า ถ้าตราบใดที่ยังไม่รู้ตามความเป็นจริง ยังเป็นอวิชชาอยู่ครับท่านอาจารย์ครับ เห็นก็ยังเป็นเราที่เห็น สิ่งที่ปรากฏก็เป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งนี่ครับ จนกว่าจะรู้ความจริงว่า ทีละหนึ่งนะครับ เห็นจะเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้เลย แต่ก็ได้รับประโยชน์มากเลยนะครับไม่ว่าจะเป็นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นจริงทุกขณะ
แม้เวทนาขณะนี้ก็มี แต่ก็ไม่รู้ก็ข้ามไปครับ ความรู้สึกแม้กระทั่งเฉยๆ ก็ผ่านไปครับ มีจริงทั้งหมดเลย แต่ถ้ายังเป็นเราก็เป็นเครื่องพิสูจน์เลยว่า ยังมีอวิชชา นี่เป็นการเตือนอย่างยิ่งให้รู้ว่า มีความไม่รู้อย่างมากยิ่งเลยครับ ขอความละเอียดกับท่านอาจารย์ตรงนี้ครับ
ท่านอาจารย์: ตรงไหน?
อ.ธีรพันธ์: ไม่รู้ตามความเป็นจริงครับ
ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่มีจริงไหม?
อ.ธีรพันธ์: มีครับ
ท่านอาจารย์: รู้หรือยัง?
อ.ธีรพันธ์: ยังไม่รู้ตามความเป็นจริงครับ
ท่านอาจารย์: ก็ตรงใช่ไหม?
อ.ธีรพันธ์: ครับ ตรงก็คือว่าให้รู้ว่า ให้รู้ว่าไม่รู้จริงๆ ที่จะต้องฟังอีกครับ เริ่มแล้วเริ่มอีกครับ
ท่านอาจารย์: ที่รู้ว่าไม่รู้ นั้นคือรู้ถูกต้องใช่ไหมคะ?
อ.ธีรพันธ์: ครับ
ท่านอาจารย์: ยังไม่พอ! เพราะความเป็นจริงคืออะไร? ต้องฟังต่อไปอีกจนมั่นคงว่า ไม่รู้ความเป็นจริงถึงที่สุดโดยประการทั้งปวงของสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏ ปานนั้น!! ไม่ใช่เล็กๆ น้อยๆ
อ.ธีรพันธ์: จริงๆ ก็ปานนั้นทุกคำเลย ปานนั้นนั่นแหละครับ!! แม้แต่ละคำให้พิจารณาทั้งนั้น แม้จักขุวิญญาณผมก็พิจารณานะครับว่า ถ้ายังเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ ขณะนั้นก็ไม่ใช่จักขุวิญญาณที่เห็น นี่ครับลึกซึ้งมากครับ แสดงว่าไม่ได้รู้ตามความเป็นจริง ถ้าเป็นจักขุวิญญาณรู้จริงๆ ขณะนั้นต้องเป็นชั่วขณะที่เห็นแล้วรู้เฉพาะสิ่งที่ปรากฏ เฉพาะทำกิจเห็นเท่านั้น แต่ที่ยึดถือว่าเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นเป็นเพราะความไม่รู้ ต่างจากขณะที่เป็นจักขุวิญญาณครับ
ท่านอาจารย์: แต่ก็เป็นเราตามเรื่องที่พูด ไม่ใช่ตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง
อ.ธีรพันธ์: ครับ เป็นประโยชน์มากที่ท่านอาจารย์ได้เตือน เตือนมาทุกคำเลยครับให้รู้ว่า ไม่ใช่จะออกจากอวิชชาได้ง่ายๆ เลยครับ
ท่านอาจารย์: ค่ะ ตามเรื่องที่พูดแล้ว แต่ตามความเป็นจริงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า จักขุคืออะไร? เห็นไหม? จะไปตามเรื่องแค่ที่เราคิดเท่านั้นหรือ?
อ.ธีรพันธ์: ใช่ครับ จักขุคืออะไรด้วย แต่ก็ประสานสัมพันธ์กันหมดเลย เพราะว่าจักขุก็เป็นปัจจัยให้มีรูปมากระทบ แล้วจักขุวิญญาณก็รู้สีที่กระทบจักขุ แล้วก็เห็น
ท่านอาจารย์: แต่ยังไม่รู้เลยว่า จักขุคืออะไร!! พูดไปแล้วตั้งเยอะ
อ.ธีรพันธ์: ครับ
ท่านอาจารย์: นั่นคือ เรื่อง แต่ตัวจักขุคืออะไร เห็นไหม รู้หรือเปล่า? แต่พูดเรื่องจักขุไปแล้วหลายเรื่อง ยาว
อ.ธีรพันธ์: ครับ เพราะว่าพระผู้มีพระภาคตรัสถึงรูป จักขุก็เป็นรูปๆ หนึ่ง จากการฟังคิดเองไม่ได้ครับ
ท่านอาจารย์: แค่นั้นหรือ จักขุเป็นรูป แค่นั้นหรือ?
อ.ธีรพันธ์: เป็นรูปที่รับกระทบกับสิ่งที่ปรากฏทางตาครับ
ท่านอาจารย์: เห็นไหม และอะไรล่ะ? แบบไหนรับกระทบ?
อ.ธีรพันธ์: นี่ครับ ละเอียดไปแต่ละคำจริงๆ ครับ ที่ว่า เล็กจนไม่สามารถที่จะเห็นรูปที่เราเรียกว่าเป็นตาที่เราเห็น เหมือนกับว่าเห็นตาครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น การพูดตามไม่ใช่การเข้าใจความจริงทีละน้อยในแต่ละหนึ่ง
อ.ธีรพันธ์: ครับ แต่ละหนึ่งไม่พลาดแต่ละหนึ่งจริงๆ ครับ แม้จักขุเองก็ไม่ใช่อย่างที่เราคิดว่า เป็นตาที่เราเห็น แต่จริงๆ ไม่ได้เห็นตา เห็นสิ่งที่ปรากฏ เพราะทุกคำจริงๆ ครับ นี่ก็แสดงถึงอวิชชานี่มากแค่ไหน
แล้วคำที่ท่านอาจารย์พูดก็ไม่ลืมนะครับ คิดว่าตัวเองมีบารมีแล้ว นี่ก็เป็นการเตือนอีก นี่ครับแต่ละคำตรง เป็นประโยชน์ อย่างไรก็ต้องเห็นโทษของความไม่รู้นี่ครับ เพราะว่าเป็นเครื่องพิสูจน์ที่พระผู้มีพระภาคตรัส ตราบใดที่ยังไม่รู้ตามความเป็นจริง ยังไม่ต้องการเกิดดับครับ แม้แต่แต่ละหนึ่ง จักขุรูป จักขุวิญญาณ ตามความเป็นจริงยังไม่รู้เป็นอะไร แล้วจะไปเห็นการเกิดดับของแต่ละหนึ่งที่ไม่ใช่สิ่งเดียวกันเลย ก็เป็นไปไม่ได้ครับ กราบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์ครับ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ธีรพันธ์ ด้วยค่ะ
