ใส่ใจในสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง

  
เมตตา
วันที่  17 ก.ค. 2569
หมายเลข  52708
อ่าน  35

อ.ชุมพร: กราบท่านอาจารย์ค่ะ ได้ฟังเรื่องของความไม่เที่ยง หนูก็นึกถึงเรื่องของวันอังคารที่ได้ยินเรื่องของกลิ่นค่ะ อย่างเช่น สัตว์ บุคคล โต๊ะ เก้าอี้ นี่เราพอจะทราบได้ว่า สิ่งนี้ไม่มีจริง แต่กลิ่นนี่ยังปรากฏอยู่ อย่างไรค่ะที่จะรู้ว่ามันไม่เที่ยงค่ะ

ท่านอาจารย์: กลิ่นเกิดหรือเปล่า?

อ.ชุมพร: กลิ่นเกิดค่ะ

ท่านอาจารย์: แล้วเดี๋ยวนี้กลิ่นมีไหม? กลิ่นที่เกิดแล้วอยู่ไหน?

อ.ชุมพร: ถึงแม้เราจะฟังว่า สิ่งที่เกิดแล้วต้องดับ แต่ว่าสภาพธรรมที่ปรากฏ จริงๆ เหมือนสิ่งนั้นไม่ได้สั้น แต่ว่ายังมีอยู่ค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะยังไม่รู้เลยว่า สิ่งที่ปรากฏนั่นอะไร?

อ.ชุมพร: ไม่รู้สิ่งที่ปรากฏนั้นว่าอะไร หมายความว่าไม่รู้ว่า กลิ่นคืออะไรยังไงหรือคะ

ท่านอาจารย์: พูดถึงทางไหน?

อ.ชุมพร: กลิ่นค่ะ

ท่านอาจารย์: กลิ่น เพราะฉะนั้น เวลาที่ยังไม่มีกลิ่น จะรู้ลักษณะของกลิ่นได้ไหม?

อ.ชุมพร: ไม่ได้ค่ะ

ท่านอาจารย์: แต่จะรู้ว่ากลิ่นเมื่อไหร่?

อ.ชุมพร: เมื่อกลิ่นเกิดค่ะ

ท่านอาจารย์: แล้วขณะนั้นเกิดแล้วดับไหม? ยังมีกลิ่นนั้นอยู่หรือเปล่า?

อ.ชุมพร: นี่ค่ะ ท่านอาจารย์ ถึงแม้เราฟังขั้นฟังว่า สิ่งนั้นเกิดแล้วก็ดับ แต่กลิ่นนี่มันเหมือนยังมีอยู่ตลอดค่ะท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้มีกลิ่นหรือ? ขณะที่เห็นมีกลิ่นไหม?

อ.ชุมพร: ขณะที่เห็นไม่มีกลิ่นค่ะ

ท่านอาจารย์: ไหนว่า ตลอดเวลา?

อ.ชุมพร: ขณะที่กลิ่นเกิด อย่าง ยกตัวอย่างเช่น อ.คำปั่น บอกว่าชอบกลิ่นน้ำมันเขียว เวลาสูบกลิ่นนี่ค่ะ กลิ่นก็เหมือนกับยังคงอยู่นานค่ะ

ท่านอาจารย์: แล้วเดี๋ยวนี้สิ่งที่ปรากฏทางตา ยังอยู่นานไหม?

อ.ชุมพร: ค่ะ ก็เช่นเดียวกัน

ท่านอาจารย์: แล้วยังไง หายไปไหนหมด!! ยังมีกลิ่นไหม? ปรากฏหรือเปล่า?

อ.ชุมพร: แสดงว่า เขาเกิดเขาดับ แต่ไม่รู้ความจริงเช่นนั้นนะคะ

ท่านอาจารย์: จริงไหม?

อ.ชุมพร: ค่ะ ก็เป็นความไกลห่างไกลจริงๆ ค่ะ แม้ขั้นการฟังว่า สิ่งนี้ไม่มีอยู่ แต่ก็ปรากฏเหมือนมีค่ะ

ท่านอาจารย์: แล้วไม่เคยรู้อย่างนี้มานานเท่าไหร่ ไม่เคยฟังมานานเท่าไหร่?

อ.ชุมพร: ก็นานมากทีเดียวค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เริ่มฟังว่า จริงหรือเปล่า?

อ.ชุมพร: หมายความว่า ขณะที่..

ท่านอาจารย์: มีกลิ่นไหม?

อ.ชุมพร: ค่ะ กลิ่นมีจริง

ท่านอาจารย์: กลิ่นมีจริงเมื่อไหร่?

อ.ชุมพร: เมื่อเกิดค่ะ

ท่านอาจารย์: แล้วอะไรทำให้กลิ่นเกิด หรือจะอยู่ดีๆ กลิ่นก็เกิด? และอะไรทำให้รู้กลิ่น สภาพที่รู้กลิ่นจะเป็นกลิ่นหรือเปล่า?

ไม่เห็นมีการไตร่ตรองอะไรสักอย่างที่จะรู้ว่า แต่ละหนึ่งต่างกัน ถ้าไม่เกิดก็ไม่มีอะไรสักอย่าง แล้วก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครด้วย อะไรที่เกิดแล้วต้องดับ

อ.ชุมพร: แสดงว่า มีจิตเกิดขึ้นมารู้กลิ่น เช่นนั้นนะคะ

ท่านอาจารย์: ถ้าไม่มี ธาตุรู้ กลิ่นจะปรากฏได้ไหม?

อ.ชุมพร: ไม่ได้เลยค่ะ ฉะนั้น การเกิดดับ สลับกันอย่างรวดเร็วจึงลวงใช่ไหมคะ แม้สภาพกลิ่นหมดไปแล้ว แต่จิตที่ยังตรึกนึกถึงว่ายังมีอยู่ ฉะนั้น ก็เป็นเรื่องของสภาพธรรมแต่ละหนึ่งซึ่งไม่สามารถที่จะรู้ว่า เขาไม่มีแล้วอย่างนั้นนะคะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จริงไหม?

อ.ชุมพร: ท่านอาจารย์คะ ขั้นฟังเล็กน้อยมาก กับความไม่รู้มากมายจริงๆ ค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เริ่มรู้ว่า อะไรจริง อะไรไม่จริงใช่ไหม?

อ.ชุมพร: ค่ะ

ท่านอาจารย์: ก็ต้องตรงตามความเป็นจริง จนประจักษ์แจ้งความจริง

อ.ชุมพร: หมายความว่า การที่จะรู้ความจริง รู้กลิ่นที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง กลิ่นจะเกิดก็เพราะจิต ก็ต้องรู้จิต แต่ว่าสภาพธรรมเกิดดับไม่รู้อะไร ก็ถูกลวงเช่นนี้นะคะท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: ไม่ว่าจะทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เหมือนกันใช่ไหม?

อ.ชุมพร: ค่ะ เหมือนกัน

ท่านอาจารย์: เกิดแล้วไม่กลับมาอีกเลยในสังสารวัฏฏ์

อ.ชุมพร: ค่ะ เพราะฉะนั้น ความติดข้อง ความจำ ก็ลวง ก็ลวงว่าสิ่งนั้นยังมีอยู่ ทั้งๆ ที่ไม่มีแล้วเช่นนั้นนะคะ

ท่านอาจารย์: ใช่ไหม?

อ.ชุมพร: ยากที่จะรู้ค่ะ

ท่านอาจารย์: แต่จริงไหมล่ะ?

อ.ชุมพร: จริงเช่นนั้นจริงๆ ค่ะ

ท่านอาจารย์: แล้วรู้ได้ไหมล่ะ?

อ.ชุมพร: จริง แล้วก็สามารถที่จะค่อยๆ รู้ได้ค่ะ

ท่านอาจารย์: ก็ไม่สงสัยแล้วว่า ลึกซึ้ง แต่ก็รู้ได้ ต่อเมื่อมีเหตุ คือค่อยๆ เข้าใจทีละเล็กทีละน้อย จนกว่าจะมั่นคงจนกว่าสามารถที่จะประจักษ์แจ้งความจริงได้ เพราะกำลังเป็นเดี๋ยวนี้ ไม่พ้นจากทุกขณะเลย ไม่ว่าจะขณะไหนทั้งสิ้น

อ.ชุมพร: ค่ะ ท่านอาจารย์กล่าวถึงกลิ่นปรากฏเพราะจิต แสดงว่า ไม่เคยพิจารณาสภาพธรรมอะไรเลย แม้อะไรเกิดก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ ความไม่รู้นี่มากมายมหาศาลจริงๆ ค่ะ กราบท่านอาจารย์ค่ะ

ฉะนั้น ฟัง ท่านอาจารย์กล่าวถึงใส่ใจโดยแยบคาย เช่นไรค่ะท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: เมื่อกี้ฟังว่า อะไร?

อ.ชุมพร: เมื่อกี้ฟังว่า มีสิ่งที่เกิด แล้วก็ดับ

ท่านอาจารย์: แล้วก็ใส่ใจหรือเปล่าว่า จริง!!

อ.ชุมพร: อืม ค่ะ ไม่ใส่ใจเลยค่ะ

ท่านอาจารย์: แล้วยังสิ่งที่จริงเป็นธาตุรู้อย่างหนึ่ง และสิ่งที่จริงแต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ก็มีอีกอย่างหนึ่ง ทั้งหมดเป็นธรรมแต่ละหนึ่งซึ่งมีปัจจัยจึงเกิดเป็นอย่างนั้น แล้วก็ดับไป ไม่กลับมาอีกเลยในสังสารวัฏฏ์ แค่นี้! ฟังจนกว่าจะจริงอย่างมั่นคง

อ.ชุมพร: ค่ะ ฟังจนกว่าจะจริงอย่างมั่นคง กราบท่านอาจารย์ค่ะการที่แม้เราจะฟังว่า จิตเป็นธาตุรู้ เราจะพูดถึงรูปเป็นสภาพไม่รู้ แต่ขั้นการฟังก็ไม่สามารถที่จะเป็นสังขารขันธ์ที่จะค่อยๆ พิจารณาขึ้นเช่นนั้นนะคะ

ท่านอาจารย์: ไม่ใส่ใจใช่ไหม อย่างนั้น?

อ.ชุมพร: ไม่ใส่ใจค่ะ

ท่านอาจารย์: แล้วใส่ใจตรงกันข้ามใช่ไหม?

อ.ชุมพร: เป็นเช่นนั้นค่ะ

ท่านอาจารย์: ได้ยินคำว่า ธาตุรู้ เดี๋ยวนี้มีไหม ใส่ใจไหม?

อ.ชุมพร: ค่ะ ขั้นการฟังใส่ใจได้ แต่ว่า สภาพธรรมจริงๆ นี้ละเอียดลึกซึ้งเกินกำลังที่จะเข้าใจได้ค่ะ

ท่านอาจารย์: เกินกำลังนี่ ใส่ใจแล้วยังว่าเกินกำลัง?

อ.ชุมพร: เริ่มรู้ทีละนิดว่า ลึกซึ้ง ค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะใส่ใจใช่ไหม?

อ.ชุมพร: เพราะใส่ใจค่ะ

ท่านอาจารย์: ไม่ได้ข้ามไป แต่ความจริงลักษณะที่ใส่ใจ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประจักษ์แจ้งว่า เกิดทุกขณะ ต่างกันไปแต่ละขณะแต่ละระดับตามธรรมที่เกิดร่วมกัน

อ.ชุมพร: ค่ะ ก็ได้เห็นนะคะ แม้ฟัง การสะสมความรู้ความเข้าใจนี่ก็ห่างไกลจริงๆ ค่ะท่านอาจารย์ที่จะสามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ค่ะ

ฉะนั้น ก็เป็นเรื่องที่ไม่มีทางอื่นนะคะ นอกจากฟังแล้วก็ค่อยๆ ใส่ใจค่ะ

ท่านอาจารย์: เริ่มอดทนหรือยังคะ?

อ.ชุมพร: ค่ะ

ท่านอาจารย์: จะค่อยๆ เข้าใจขึ้นใช่ไหม?

อ.ชุมพร: ค่ะ

ท่านอาจารย์: ถ้าไม่ฟัง จะค่อยๆ เข้าใจขึ้นได้ไหม?

อ.ชุมพร: คงไม่ได้แน่ๆ ค่ะ

ท่านอาจารย์: ถ้าฟังแล้วไม่ใใส่ใจจะเข้าใจขึ้นได้ไหม?

อ.ชุมพร: ไม่ได้ค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ถ้าไม่เข้าใจ เพราะไม่ใส่ใจใช่ไหม?

อ.ชุมพร: ค่ะ

ท่านอาจารย์: ถ้าเข้าใจ เพราะใส่ใจใช่ไหม?

อ.ชุมพร: ใช่ค่ะ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม กว่าจะเข้าใจแล้วต้องอดทนต่อไปที่จะเข้าใจขึ้น ใส่ใจเพิ่มขึ้นที่กล่าวถึงสิ่งที่กำลังมีจริงๆ

อ.ชุมพร: กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่ชี้ให้เห็นว่า ยังมีความไม่อดทนที่จะค่อยๆ ใส่ใจ ก็จะค่อยๆ ที่จะรู้ความจริงว่า ละเอียดเช่นนี้ ไม่ใส่ใจไม่อดทนให้มากกว่านี้ แล้วจะสามารถที่จะค่อยๆ ใส่ใจได้อย่างไร กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ

ท่านอาจารย์: เริ่มเข้าใจความหมายของบารมี แล้วใช่ไหม ปา - ระ - มี?

อ.ชุมพร: ค่ะ ท่านอาจารย์ ไกลทีเลยค่ะ

ท่านอาจารย์: แต่รู้จักบารมีแล้วใช่ไหม?

อ.ชุมพร: ค่ะ

ท่านอาจารย์: ถ้าไม่มีบารมี ไม่ถึงแน่!! ไม่ถึงการประจักษ์แจ้งความจริงที่กำลังเป็นจริงเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องรอไม่ต้องไปหาอะไรเลย เป็นจริง แต่ไม่รู้ จนกว่าจะค่อยๆ รู้ขึ้น ค่อยๆ เปิดเผยความจริงของสิ่งที่ถูกปกปิดนานแสนนาน ทั้งๆ ที่กำลังมีก็ไม่รู้เพราะไม่เคยรู้มาก่อน

อ.ชุมพร: ค่ะ ก็จะต้องฟัง แล้วก็ใส่ใจในสิ่งที่ได้ยินได้ฟังจนกว่าจะค่อยๆ รู้ขึ้น ค่ะ กราบเท้าท่านอาจารย์ค่ะ

อ.ณภัทร: ท่านอาจารย์ครับ ก็ไม่พ้นบารมีในชีวิตประจำวันเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นขันติบารมี วิริยบารมี สัจจบารมี อธิษฐานบารมี แล้วก็บารมีอื่นๆ อีก แล้วที่ขาดไม่ได้ ก็คือปัญญาบารมี ที่จะต้องสะสมทีละน้อยๆ อย่างที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า จะรีบไปไหนใช่ไหมครับ เพราะว่า ธรรมเป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้ง ผ่านไม่ได้ต้องค่อยๆ ไปจริงๆ ครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: แล้วเมตตาบารมีมีไหม?

อ.ณภัทร: เมตตาบารมีก็ต้องเจริญด้วยครับ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม ถ้าไม่มีถึงได้ไหม?

อ.ณภัทร: เป็นไปไม่ได้เลยครับท่านอาจารย์ครับ

ท่านอาจารย์: เริ่มเห็นประโยชน์ของทุกบารมี

อ.ณภัทร: ครับ ก็ต้องค่อยๆ สะสมไปจริงๆ ครับ เพราะว่าธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้ครับ

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ชุมพร อ.ณภัทร ด้วยค่ะ


เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ