เสียงที่ได้ยินเป็นกุศลวิบากหรืออกุศลวิบาก

  
stephancher
วันที่  11 ก.ค. 2569
หมายเลข  52669
อ่าน  180

จากคำพูดเดียวกัน เราได้ยินแล้วไม่ชอบใจเป็นอกุศลวิบากหรือเปล่าครับ และอีกคนได้ยินในคำเดียวกันแล้วชอบใจเป็นกุศลวิบากหรือเปล่าครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
  
khampan.a
วันที่ 11 ก.ค. 2569

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ต้องเข้าใจตั้งแต่ต้นก่อนว่า ขณะที่ได้ยินนั้นนั่นแหละที่เป็นวิบากคือเป็นผลของกรรม กล่าวคือ ถ้าได้ยินเสียงที่น่าปรารถนาน่าใคร่น่าพอใจ เป็นกุศลวิบาก ถ้าได้ยินเสียงที่ไม่น่าปรารถนาไม่น่าใคร่ไม่น่าพอใจ เป็นอกุศลวิบาก ความเป็นจริงของธรรมเป็นจริงอย่างไรก็เป็นจริงอย่างนั้นใครๆ ก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่ถ้ากล่าวถึงขณะที่ชอบติดข้อง หรือ ไม่ชอบไม่พอใจ นั่น ไม่ใช่วิบาก แต่เป็นการสะสมที่ไม่ดี คือ เป็นอกุศล ครับ

... ยินดีในกุศลของคุณ stephancher และทุกๆ ท่านด้วยครับ ...

  
  ความคิดเห็นที่ 2  
  
stephancher
วันที่ 12 ก.ค. 2569

ขอขอบพระคุณอาจารย์คำปั่นครับ ขอถามต่ออีกนิดครับ เสียงที่น่าใคร่น่าปราถนาน่าพอใจที่เกิดขึ้นในขณะนั้น เกิดกับโสมนัสเวทนาในจิตที่ได้ยินใช่ไหมครับ ขออนุโมทนาด้วยครับ

  
  ความคิดเห็นที่ 3  
  
khampan.a
วันที่ 12 ก.ค. 2569

เรียนความคิดเห็นที่ ๒ ครับ

เสียงเป็นรูปธรรม จะไม่มีทางเจือปนหรือเกิดร่วมกับนามธรรมได้เลย ถ้าเกิดติดข้องในเสียง เวทนาที่เกิดร่วมด้วยกับโลภะจะเป็นโสมนัสหรืออุเบกขา ก็ได้ ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในขณะนั้นครับ

... ยินดีในกุศลของคุณstephancherด้วยครับ ...

  
  ความคิดเห็นที่ 4  
  
stephancher
วันที่ 12 ก.ค. 2569

ขอขอบพระคุณอาจารย์คำปั่นที่ให้ความละเอียดครับ ขอถามเพิ่มเพื่อความเข้าใจ เสียงเป็นรูปธรรม จิตที่ได้ยินเป็นนามธรรม เสียงกระทบกับโสตปสาทะ โสตวิญญาณเกิดขึ้นรู้เสียงนั้นว่าเป็นเสียงที่น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจเลยหรือเปล่าครับ หรือว่าต้องหลังจากนั้น ขออนุโมนาด้วยครับ (ขอรบกวนด้วยนะครับเพราะเป็นผู้เริ่มศึกษาใหม่ ถ้าคำถามงงๆ ก็ขออภัยด้วยครับ)

  
  ความคิดเห็นที่ 5  
  
khampan.a
วันที่ 13 ก.ค. 2569

เรียนความคิดเห็นที่ ๔ ครับ
ต้องมีความเข้าใจอย่างมั่นคงจริงๆ ว่า เสียง มีจริงๆ เป็นรูปธรรม เป็นสภาพธรรมที่ไม่รู้อะไร และความเป็นจริงของสภาพธรรมที่เป็นเสียง ก็มีทั้งที่เป็นอิฎฐารมณ์ คือ อารมณ์ที่น่าปรารถนาน่าใคร่น่าพอใจ กับ อนิฏฐารมณ์ คือ อารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนาไม่น่าใคร่ไม่น่าพอใจ ถ้าถึงคราวที่อกุศลกรรมให้ผล ก็ทำให้ได้ยินเสียงที่ไม่น่าพอใจ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น ในขณะที่โสตวิญญาณเกิดขึ้น ก็รู้แจ้งในเสียงนั้นซึ่งเป็นเสียงที่ไม่น่าพอใจ เช่น เสียงดังมากๆ เป็นต้น โดยที่ยังไม่รู้เลยว่าเป็นเสียงอะไรเลย เพราะที่จะรู้ว่าเป็นเสียงอะไร ต้องเป็นความคิดนึกต่อทางมโนทวาร ในทางตรงกันข้ามถ้าถึงคราวที่กุศลกรรมให้ผลก็ทำให้ได้ยินเสียงที่น่าพอใจ โสตวิญญาณเกิดขึ้นรู้แจ้งในเสียงที่น่าพอใจนั้น โดยที่ยังไม่รู้เลยว่าเป็นเสียงอะไรเลยเช่นเดียวกัน ดังนั้น ในขณะที่ได้ยินเกิดขึ้น ก็ได้ยินเพียงเสียงเท่านั้น ครับ

... ยินดีในกุศลของคุณ stephancher และทุกๆ ท่านด้วยครับ ...

  
  ความคิดเห็นที่ 6  
  
stephancher
วันที่ 14 ก.ค. 2569

ขอบพระคุณอาจารย์คำปั่นมากครับที่ทำให้ผมเข้าใจสภาพธรรมมากขึ้น ผมขออนุญาติถามคำถามที่ต่อเนื่องดังนี้ครับ

1.โสตวิญญาณที่ได้ยินอิฎฐารมณ์และโสตวิญญาณที่ได้ยินอนิฏฐารมณ์ประกอบด้วยสัพพจิตตสาธารณเจตสิก 7 ดวงทั้งคู่ แต่ก็จะต้องมีสิ่งที่แตกต่างกัน นั้นคือเวทนาเจตสิกใช่ไหมครับ? ผมเข้าใจว่าเวทนาเจตสิกที่ประกอบกับโสตวิญญาณที่ได้ยินอิฎฐารมณ์จะต้องเป็นโสมนัสเวทนา ส่วนโสตวิญญาณที่ได้ยินอนิฏฐารมณ์จะต้องเป็นโทมนัสเวทนาหรือเปล่าครับ?

2.เมื่อได้ยินเสียงที่น่าพอใจ แต่จะพอใจหรือจะเฉยๆ หรือจะไม่พอใจก็ได้ใช่ไหมครับ

3.เมื่อได้ยินเสียงที่ชอบเสียงที่น่าพอใจนั้น โลภะก็เกิดในชวนจิตของโสตทวารวิถีนั้นเลย ไม่ต้องรอถึงมโนทวารวิถีใช่ไหมครับ

ขอขอบอนุโมทนาด้วยครับ

  
  ความคิดเห็นที่ 7  
  
khampan.a
วันที่ 14 ก.ค. 2569

เรียนความคิดเห็นที่ ๖ ครับ

1.โสตวิญญาณที่ได้ยินอิฎฐารมณ์และโสตวิญญาณที่ได้ยินอนิฏฐารมณ์ประกอบด้วยสัพพจิตตสาธารณเจตสิก 7 ดวงทั้งคู่ แต่ก็จะต้องมีสิ่งที่แตกต่างกัน นั้นคือเวทนาเจตสิกใช่ไหมครับ? ผมเข้าใจว่าเวทนาเจตสิกที่ประกอบกับโสตวิญญาณที่ได้ยินอิฎฐารมณ์จะต้องเป็นโสมนัสเวทนา ส่วนโสตวิญญาณที่ได้ยินอนิฏฐารมณ์จะต้องเป็นโทมนัสเวทนาหรือเปล่าครับ?

**เวทนาที่เกิดร่วมกับโสตวิญญาณ (จิตได้ยิน) ต้องเป็น อทุกขมสุขเวทนา (ไม่สุขไม่ทุกข์ หรือ เฉยๆ) เท่านั้น


2.เมื่อได้ยินเสียงที่น่าพอใจ แต่จะพอใจหรือจะเฉยๆ หรือจะไม่พอใจก็ได้ใช่ไหมครับ

**ถูกต้องครับ หรืออาจจะเกิดความเข้าใจถูกก็ได้ ตามการสะสมของแต่ละบุคคล


3.เมื่อได้ยินเสียงที่ชอบเสียงที่น่าพอใจนั้น โลภะก็เกิดในชวนจิตของโสตทวารวิถีนั้นเลย ไม่ต้องรอถึงมโนทวารวิถีใช่ไหมครับ

**ถูกต้องครับ ความเป็นไปของอกุศล อย่างเช่น โลภะ ความติดข้องยินดีพอใจ เป็นไปอย่างเร็ว แม้ทางหู (โสตทวาร) ก็เกิดโลภะติดข้องแล้ว หลังได้ยินเพียง ๓ ขณะ (สัมปฏิจฉันนจิต สันตีรณจิต โวฏฐัพพนจิต) ก็เป็นอกุศลแล้ว ครับ

ขอให้คุณ stephancher ได้พิจารณาไตร่ตรองอีกทีนะครับ ยินดีในกุศลครับ

  
  ความคิดเห็นที่ 8  
  
chatchai.k
วันที่ 14 ก.ค. 2569

ยินดีในกุศลจิตครับ

  
  ความคิดเห็นที่ 9  
  
stephancher
วันที่ 15 ก.ค. 2569

กราบขอบพระคุณอาจารย์กำปั่นครับ ผมขอไปพิจารณาไตร่ตรองก่อนครับ ขออนุโมทนาด้วยครับ

  
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ