จากคำพูดเดียวกัน เราได้ยินแล้วไม่ชอบใจเป็นอกุศลวิบากหรือเปล่าครับ และอีกคนได้ยินในคำเดียวกันแล้วชอบใจเป็นกุศลวิบากหรือเปล่าครับ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ต้องเข้าใจตั้งแต่ต้นก่อนว่า
ขณะที่ได้ยินนั้นนั่นแหละที่เป็นวิบากคือเป็นผลของกรรม กล่าวคือ
ถ้าได้ยินเสียงที่น่าปรารถนาน่าใคร่น่าพอใจ เป็นกุศลวิบาก
ถ้าได้ยินเสียงที่ไม่น่าปรารถนาไม่น่าใคร่ไม่น่าพอใจ เป็นอกุศลวิบาก
ความเป็นจริงของธรรมเป็นจริงอย่างไรก็เป็นจริงอย่างนั้นใครๆ
ก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่ถ้ากล่าวถึงขณะที่ชอบติดข้อง หรือ
ไม่ชอบไม่พอใจ นั่น ไม่ใช่วิบาก แต่เป็นการสะสมที่ไม่ดี คือ
เป็นอกุศล ครับ
... ยินดีในกุศลของคุณ stephancher และทุกๆ ท่านด้วยครับ ...
ขอขอบพระคุณอาจารย์คำปั่นครับ ขอถามต่ออีกนิดครับ เสียงที่น่าใคร่น่าปราถนาน่าพอใจที่เกิดขึ้นในขณะนั้น เกิดกับโสมนัสเวทนาในจิตที่ได้ยินใช่ไหมครับ ขออนุโมทนาด้วยครับ
เรียนความคิดเห็นที่ ๒ ครับ
เสียงเป็นรูปธรรม จะไม่มีทางเจือปนหรือเกิดร่วมกับนามธรรมได้เลย ถ้าเกิดติดข้องในเสียง เวทนาที่เกิดร่วมด้วยกับโลภะจะเป็นโสมนัสหรืออุเบกขา ก็ได้ ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในขณะนั้นครับ
... ยินดีในกุศลของคุณstephancherด้วยครับ ...
ขอขอบพระคุณอาจารย์คำปั่นที่ให้ความละเอียดครับ ขอถามเพิ่มเพื่อความเข้าใจ เสียงเป็นรูปธรรม จิตที่ได้ยินเป็นนามธรรม เสียงกระทบกับโสตปสาทะ โสตวิญญาณเกิดขึ้นรู้เสียงนั้นว่าเป็นเสียงที่น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจเลยหรือเปล่าครับ หรือว่าต้องหลังจากนั้น ขออนุโมนาด้วยครับ (ขอรบกวนด้วยนะครับเพราะเป็นผู้เริ่มศึกษาใหม่ ถ้าคำถามงงๆ ก็ขออภัยด้วยครับ)
เรียนความคิดเห็นที่ ๔ ครับ
ต้องมีความเข้าใจอย่างมั่นคงจริงๆ ว่า เสียง มีจริงๆ เป็นรูปธรรม
เป็นสภาพธรรมที่ไม่รู้อะไร และความเป็นจริงของสภาพธรรมที่เป็นเสียง
ก็มีทั้งที่เป็นอิฎฐารมณ์ คือ อารมณ์ที่น่าปรารถนาน่าใคร่น่าพอใจ
กับ อนิฏฐารมณ์ คือ อารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนาไม่น่าใคร่ไม่น่าพอใจ
ถ้าถึงคราวที่อกุศลกรรมให้ผล ก็ทำให้ได้ยินเสียงที่ไม่น่าพอใจ
ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น ในขณะที่โสตวิญญาณเกิดขึ้น
ก็รู้แจ้งในเสียงนั้นซึ่งเป็นเสียงที่ไม่น่าพอใจ เช่น เสียงดังมากๆ
เป็นต้น โดยที่ยังไม่รู้เลยว่าเป็นเสียงอะไรเลย
เพราะที่จะรู้ว่าเป็นเสียงอะไร ต้องเป็นความคิดนึกต่อทางมโนทวาร
ในทางตรงกันข้ามถ้าถึงคราวที่กุศลกรรมให้ผลก็ทำให้ได้ยินเสียงที่น่าพอใจ
โสตวิญญาณเกิดขึ้นรู้แจ้งในเสียงที่น่าพอใจนั้น
โดยที่ยังไม่รู้เลยว่าเป็นเสียงอะไรเลยเช่นเดียวกัน ดังนั้น
ในขณะที่ได้ยินเกิดขึ้น ก็ได้ยินเพียงเสียงเท่านั้น ครับ
... ยินดีในกุศลของคุณ stephancher และทุกๆ ท่านด้วยครับ ...
ขอบพระคุณอาจารย์คำปั่นมากครับที่ทำให้ผมเข้าใจสภาพธรรมมากขึ้น ผมขออนุญาติถามคำถามที่ต่อเนื่องดังนี้ครับ
1.โสตวิญญาณที่ได้ยินอิฎฐารมณ์และโสตวิญญาณที่ได้ยินอนิฏฐารมณ์ประกอบด้วยสัพพจิตตสาธารณเจตสิก 7 ดวงทั้งคู่ แต่ก็จะต้องมีสิ่งที่แตกต่างกัน นั้นคือเวทนาเจตสิกใช่ไหมครับ? ผมเข้าใจว่าเวทนาเจตสิกที่ประกอบกับโสตวิญญาณที่ได้ยินอิฎฐารมณ์จะต้องเป็นโสมนัสเวทนา ส่วนโสตวิญญาณที่ได้ยินอนิฏฐารมณ์จะต้องเป็นโทมนัสเวทนาหรือเปล่าครับ?
2.เมื่อได้ยินเสียงที่น่าพอใจ แต่จะพอใจหรือจะเฉยๆ หรือจะไม่พอใจก็ได้ใช่ไหมครับ
3.เมื่อได้ยินเสียงที่ชอบเสียงที่น่าพอใจนั้น โลภะก็เกิดในชวนจิตของโสตทวารวิถีนั้นเลย ไม่ต้องรอถึงมโนทวารวิถีใช่ไหมครับ
ขอขอบอนุโมทนาด้วยครับ
เรียนความคิดเห็นที่ ๖ ครับ
1.โสตวิญญาณที่ได้ยินอิฎฐารมณ์และโสตวิญญาณที่ได้ยินอนิฏฐารมณ์ประกอบด้วยสัพพจิตตสาธารณเจตสิก
7 ดวงทั้งคู่ แต่ก็จะต้องมีสิ่งที่แตกต่างกัน
นั้นคือเวทนาเจตสิกใช่ไหมครับ?
ผมเข้าใจว่าเวทนาเจตสิกที่ประกอบกับโสตวิญญาณที่ได้ยินอิฎฐารมณ์จะต้องเป็นโสมนัสเวทนา
ส่วนโสตวิญญาณที่ได้ยินอนิฏฐารมณ์จะต้องเป็นโทมนัสเวทนาหรือเปล่าครับ?
**เวทนาที่เกิดร่วมกับโสตวิญญาณ
(จิตได้ยิน) ต้องเป็น อทุกขมสุขเวทนา (ไม่สุขไม่ทุกข์ หรือ เฉยๆ)
เท่านั้น
2.เมื่อได้ยินเสียงที่น่าพอใจ แต่จะพอใจหรือจะเฉยๆ
หรือจะไม่พอใจก็ได้ใช่ไหมครับ
**ถูกต้องครับ
หรืออาจจะเกิดความเข้าใจถูกก็ได้
ตามการสะสมของแต่ละบุคคล
3.เมื่อได้ยินเสียงที่ชอบเสียงที่น่าพอใจนั้น
โลภะก็เกิดในชวนจิตของโสตทวารวิถีนั้นเลย
ไม่ต้องรอถึงมโนทวารวิถีใช่ไหมครับ
**ถูกต้องครับ ความเป็นไปของอกุศล
อย่างเช่น โลภะ ความติดข้องยินดีพอใจ เป็นไปอย่างเร็ว แม้ทางหู
(โสตทวาร) ก็เกิดโลภะติดข้องแล้ว หลังได้ยินเพียง ๓ ขณะ
(สัมปฏิจฉันนจิต สันตีรณจิต โวฏฐัพพนจิต) ก็เป็นอกุศลแล้ว
ครับ
ขอให้คุณ stephancher ได้พิจารณาไตร่ตรองอีกทีนะครับ
ยินดีในกุศลครับ
ยินดีในกุศลจิตครับ
กราบขอบพระคุณอาจารย์กำปั่นครับ ผมขอไปพิจารณาไตร่ตรองก่อนครับ ขออนุโมทนาด้วยครับ