อยู่ในโลกที่มืดมิดสนิทด้วยความไม่รู้

[เล่มที่ 28] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้า 57
[๕๖] กรุงสาวัตถี ฯลฯ ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่คว รส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลเมื่อรู้อย่างไร เห็นอย่างไร จึงจะละอวิชชาได้ วิชชาจึงจะเกิดขึ้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ บุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งจักษุ โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละอวิชชาได้ วิชชาจึงจะเกิด บุคคลรู้อยู่เห็นอยู่ ซึ่งรูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละอวิชชาได้ วิชชาจึงจะเกิดขึ้น บุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ ซึ่งหู จมูก ลิ้น กาย ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละอวิชชาได้ วิชชาจึงจะเกิด ดูก่อนภิกษุ บุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงจะละอวิชชาได้ วิชชาจึงจะเกิด.
จบ อวิชชาสูตรที่ ๑
ท่านอาจารย์: เข้าใจลึกซึ้งแล้วหรือยัง เพราะไม่รู้ปานนั้น? นับไม่ถ้วนเลยของความไม่รู้
อ.ณภัทร: ครับ แม้คำว่า เมื่อรู้อย่างไรก็ต้องรู้ทั่ว ต้องรู้รอบเลยครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: จึงจะเข้าใจว่า หมายความว่าอย่างไร รู้ไหม ลึกซึ้งปานใด แล้วจะรีบไปไหนกัน!!
อ.ณภัทร: ใช่เลยครับ แล้วจะรีบไปไหนกันครับ
ต่อไปนะครับ เห็นอย่างไร ครับ
ท่านอาจารย์: เห็น กับรู้ เหมือนกันไหม?
อ.ณภัทร: ต้องต่างกันครับ
ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้มี เห็น ใช่ไหม?
อ.ณภัทร: ครับ
ท่านอาจารย์: เห็นอย่างไร? ไม่รู้เลย!!
อ.ณภัทร: ครับ
ท่านอาจารย์: ทวน ๒ ประโยค
อ.ณภัทร: บุคคลเมื่อรู้อย่างไร เห็นอย่างไร
ท่านอาจารย์: ต่อไป
อ.ณภัทร: จึงจะละอวิชชาได้
ท่านอาจารย์: เห็นไหม เห็นอย่างนี้ ละอวิชชาได้ไหม?
อ.ณภัทร: ไม่ได้ครับ
ท่านอาจารย์: นั่นแหละ ต้องเห็นอย่างไรจึงจะละได้ เห็นถูกต้องตามความเป็นจริง ซึ่งไม่ใช่เห็นสิ่งที่ปรากฏทางต่างๆ แต่เห็นถูกต้องในสิ่งที่ปรากฏตามความเป็นจริง
อ.ณภัทร: ถ้าตราบใดที่ยังไม่เห็นถูกต้องตามความเป็นจริง ก็ละอวิชชาไม่ได้
ท่านอาจารย์: แน่นอน ชัดเจนแต่ละคำแต่ละประโยคสั้นๆ จนทั่วหมดในพระไตรปิฎก
อ.ณภัทร: เป็นความลึกซึ้ง กราบท่านอาจารย์ อย่างนี้เป็นความลึกซึ้งจริงๆ เพียงแค่ ๒ - ๓ ประโยคเท่านั้นครับ
ท่านอาจารย์: แล้ว ๔๕ พรรษา แต่ละคำลึกซึ้งขึ้นอีกปานใด จึงจะรู้ว่า อยู่ในโลกที่มืดมิดสนิทด้วยความไม่รู้ จึงกล่าวว่า ไม่รู้สิ่งที่กำลังปรากฏทุกอย่าง
อ.ณภัทร: ครับ
ท่านอาจารย์: อย่างนี้จะไม่ถึงแสนโกฏกัปป์หรือคพกว่าจะรู้ได้ ยิ่งกว่านั้นอีก ถ้าเดี๋ยวนี้ไม่เข้าใจ
อ.ณภัทร: ครับ เพราะฉะนั้น ท่านอาจารย์ก็เตือนเสมอว่า ขณะนี้มีอะไร และอะไรปรากฏ รู้หรือยัง?เห็นหรือยัง?
เพราะว่า คำว่า เห็นอย่างไรนี่ก็ลึกซึ้งครับว่า ถ้าไม่ได้เห็นถูกต้องตามความเป็นจริงนี่ อวิชชาก็ยังปกปิดอยู่ครับ
ท่านอาจารย์: จะละอวิชชาความไม่รู้ได้อย่างไร? กำลังไม่รู้แท้ๆ ในทุกอย่างที่มีที่ปรากฏในชีวิต
อ.ณภัทร: ครับ แล้วก็เป็นอาสวะ ด้วยครับ เบาบางแล้วก็พร้อมที่จะไหลไปเมื่อมีความพอใจเกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย นี่ครับ
ผมขอต่อข้อความต่อไปครับท่านอาจารย์ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ บุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ ซึ่งจักษุโดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละอวิชชาได้ครับ
ท่านอาจารย์: เห็นไหม แค่นี้ แค่ จักษุ นี่ ต้องละความไม่รู้ ข้ามไปได้ไหม?
อ.ณภัทร: ไม่ได้ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไปนั่งทำอะไรกัน?!
อ.ณภัทร: ครับ บุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ ซึ่งจักษุ มีความลึกซึ้งอย่างไรครับท่านอาจารย์ครับ
ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้มีใช่ไหม?
อ.ณภัทร: มีครับ
ท่านอาจารย์: ทำไมรู้ว่า มี
อ.ณภัทร: เพราะ ถ้าไม่มีจักษุ เห็นก็เกิดขึ้นไม่ได้ครับ
ท่านอาจารย์: เพียงเข้าใจว่า จักษุมี แล้วต้องรู้ว่า จักษุ จะเห็นได้อย่างไร ที่เรียกว่า เห็นนี่ ไม่ใช่ว่าไปเห็นจักษุ
อ.ณภัทร: ครับ
ท่านอาจารย์: แต่จะเห็นความจริงของจักษุได้อย่างไร เริ่มรู้ว่าจักษุมีแน่ สามารถจะปรากฏได้ไหม?
อ.ณภัทร: สามารถจะปรากฏได้ไหม ก็ยากที่จะเห็นจักษุ นะครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: แต่มีไหม?
อ.ณภัทร: มีครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีสามารถที่จะเห็นคามความเป็นจริงของสิ่งนั้นได้ไหม?
อ.ณภัทร: สามารถที่จะเห็นได้ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ขณะที่กำลังรู้ในความเป็นจักขุ เริ่มเข้าใจความเป็นจักษุทีละน้อย ก็รู้ความจริงว่า จักษุเห็นไม่ได้แม้ว่ามี
จะไปพยายามเห็นจักษุไหม?
อ.ณภัทร: ถ้ารู้อย่างนี้ก็ไม่พยายามครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น แค่สิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ชัดๆ ยังไม่รู้ แล้วจะพยายามหาทางไปรู้สิ่งที่ไม่ได้ปรากฏได้อย่างไร จะสำเร็จไหม?
อ.ณภัทร: ไม่มีทางเลยครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็ต้องรู้ว่า เพราะฉะนั้น รู้อะไรที่จะรู้ได้เท่านั้นที่กำลังปรากฏจริงๆ ทีละเล็กทีละน้อย
อ.ณภัทร: ครับ ตรงนี้เป็นความสำคัญ เพราะว่า ถ้าไม่ได้มีความเข้าใจอย่างนี้ ก็จะไปพยายามหาธรรมที่ไม่สามารถจะรู้ได้ครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: แล้วใครเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
อ.ณภัทร: ใช่ครับ ต้องเคารพในคำของพระองค์จริงๆ ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไปหาเอง หาใหญ่เลย พบอะไร?
อ.ณภัทร: พบแต่ อวิชชา ครับ
ท่านอาจารย์: เห็นไหม มากขึ้นไปอีก ไม่แคล้วคลาดจากอวิชชาขณะที่ไม่รู้ความจริง
อ.ณภัทร: เพราะฉะนั้น พระองค์จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ บุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ ซึ่งจักษุโดยความเป็นของไม่เที่ยง ครับ
ท่านอาจารย์: ขณะที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นเกิดแล้วดับไหม?
อ.ณภัทร: ต้องดับแน่นอนครับ
ท่านอาจารย์: แล้วจักขุ เกิดหรือเปล่า?
อ.ณภัทร: จักขุต้องเกิดครับ
ท่านอาจารย์: แล้วดับไหม?
อ.ณภัทร: ต้องดับครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ประจักษ์แจ้ง จักขุ เมื่อจักขุเกิดแล้วดับ
อ.ณภัทร: ครับ
ท่านอาจารย์: เป็นไปได้ไหม?
อ.ณภัทร: เป็นไปได้ตามลำดับครับ
ท่านอาจารย์: และตามบุคคลด้วย
อ.ณภัทร: ครับ ที่ท่านอาจารย์บอกว่าตามบุคคลด้วย ก็คือตามการสะสมใช่ไหมครับ?
ท่านอาจารย์: พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้
อ.ณภัทร: ทรงตรัสรู้ครับ
ท่านอาจารย์: แล้วเดี๋ยวนี้ใครรู้?
อ.ณภัทร: เดี๋ยวนี้ยังมีความเป็นตัวเราเต็มไปหมดเลยครับ
ท่านอาจารย์: ก็ต่างกันแล้ว
อ.ณภัทร: ครับ
ขอเชิญอ่านได้ที่ ..
๑. อวิชชาสูตร ว่าด้วยการละอวิชชาได้วิชชาจึงจะเกิด
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ณภัทร ด้วยค่ะ
