กำลังครุ่นคิดถึงสว่างนี้หรือเปล่า?

  
เมตตา
วันที่  2 ก.ค. 2569
หมายเลข  52628
อ่าน  43

[เล่มที่ 27] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓- หน้า 73 - 74

๓. ภิกขุสูตรที่ ๑

ว่าด้วยเหตุได้ชื่อว่าเป็นผู้กำหนัดขัดเคืองและลุ่มหลง

[๗๔] กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ขอประทานวโรกาสพระเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรม แก่ข้าพระองค์โดยย่อ ที่ข้าพระองค์ฟังแล้ว พึงเป็นผู้ผู้เดียวหลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจมั่นคงอยู่เถิด.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ บุคคลย่อมครุ่นคิดถึงสิ่งใด ย่อมถึงการกำหนดเพราะสิ่งนั้น บุคคลย่อมไม่ครุ่นคิดถึงสิ่งใด ย่อมไม่ถึงการกำหนดเพราะสิ่งนั้น.


อ.วิชัย: ขอโอกาสอ่านข้อความต่อไปครับท่านอาจารย์ ขอทวนใหม่ทั้งหมดนะครับ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุ บุคคลย่อมครุ่นคิดถึงสิ่งใด ย่อมถึงการกำหนดเพราะสิ่งนั้น บุคคลย่อมไม่ครุ่นคิดถึงสิ่งใด ย่อมไม่ถึงการกำหนดเพราะสิ่งนั้น อันนี้ข้อความในอรรถกถานะครับ คำว่า ก็ย่อมไม่ถึงการกำหนดเพราะรูปนั้น ความว่า ด้วยความครุ่นคิดอันไม่เป็นจริงนั้น ย่อมไม่ถึงการกำหนดว่า รักแล้ว โกรธแล้ว หลงแล้ว คือตรงนี้ก็อ่านแล้ว เมื่อเช้าก็เรียนสนทนากับ อ.คำปั่น เรื่องของบาลีว่าเป็นอย่างไรบ้างครับท่านอาจารย์ แล้วก็สนทนากับ อ.ธนากร ด้วยครับ คือ

ท่านอาจารย์: ความจริง คือเป็นรูปที่เกิดดับ กระทบตา แล้วจะเป็นคุณวิชัยได้ไง

อ.วิชัย: อ๋อ .. ถ้ารู้ตามความเป็นจริง ก็คือไม่ติดแน่นอนครับ

ท่านอาจารย์: ก็ความจริงจะติดหรือ แต่ว่าไม่เหลือไม่มี ไม่มีสักอย่าง สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นดับไปเป็นธรรมดา ไหนล่ะ? หมดแล้วๆ ๆ แล้วถ้าไม่เกิดก็ไม่มีอะไรจะหมด เพราะฉะนั้น ที่เกิดปรากฏ แต่ไม่รู้ว่าหมด

อ.วิชัย: ครับ ก็จำว่ายังอยู่ตลอดเวลาว่าเป็นสิ่งที่เที่ยง

ท่านอาจารย์: อ่านแล้วเห็นไหมกว่าจะไตร่ตรองจนสามารถรู้ความหมายที่ลึกซึ้ง ภิกษุรูปนั้นเป็นใคร!!

อ.วิชัย: จะเป็นพระอรหันต์ครับ

ท่านอาจารย์: แล้วเราล่ะ?

อ.วิชัย: ก็ยังไกลมากครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น อ่านทวนอีกครั้งจะได้มั่นคงว่าถูกต้องหรือเปล่า?

อ.วิชัย: ครับ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า บุคคลย่อมไม่ครุ่นคิดถึงสิ่งใด ย่อมไม่ถึงการกำหนดเพราะสิ่งนั้น ข้อความในอรรถกถา คำว่า ก็ย่อมไม่ถึงการกำหนดเพราะรูปนั้น ความว่า ด้วยความครุ่นคิดอันไม่เป็นจริงนั้น ย่อมไม่ถึงการกำหนดว่า รักแล้ว โกรธแล้ว หลงแล้ว อ.คำปั่น จะมีอะไรเพิ่มเติมตรงนี้ไหมครับ เพราะว่าผมก็ให้ อ.คำปั่น ช่วยดูบาลีว่าเป็นอย่างไรบ้างครับ

อ.คำปั่น: กราบท่านอาจารย์ครับ ในคำแปลตรง ด้วยความครุ่นคิดอันไม่เป็นจริงนั้นครับ ก็สามารถพิจารณาอีกนัยหนึ่งได้ก็ได้ ก็คือด้วยความครุ่นคิดอันไม่มีแล้ว ท่านใช้คำว่า อภูตะ ซึ่งแปลว่าสิ่งนั้นหมดแล้วดับแล้วไม่เหลือแล้วครับท่านอาจารย์ครับ อันนี้ก็เป็นอีกความหมายหนึ่งที่แปลจากศัพท์นี้ครับ

แล้วก็ด้วยความครุ่นคิดอันไม่เป็นจริง ก็คือสิ่งที่เกิดแล้วดับแล้วครับ แล้วก็ตามไปด้วยเรื่องราว เรื่องราวนั้นก็ไม่เป็นจริงไม่มีจริงครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไตร่ตรองอีก อ่านอีกครั้งหนึ่งแล้วจะได้ไตร่ตรองจากการที่ได้ฟัง

อ.วิชัย: ครับ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า บุคคลย่อมไม่ครุ่นคิดถึงสิ่งใด ย่อมไม่ถึงการกำหนดเพราะสิ่งนั้น ข้อความในอรรถกถาครับว่า คำว่า ก็ย่อมไม่ถึงการกำหนดเพราะรูปนั้น ความว่าด้วยความครุ่นคิดอันไม่เป็นจริงนั้น ย่อมไม่ถึงการกำหนดว่า รักแล้ว โกรธแล้ว หลงแล้ว

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น อีกครั้งนะ วิถีจิตมีกี่วาระ? ไม่ถึงชวนะก็ได้

อ.วิชัย: ครับ ท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: โวฏฐัพพนวาระ มีไหมโลภะ โทสะ

อ.วิชัย: ขณะนั้นไม่ได้เกิดขึ้น

ท่านอาจารย์: ในสิ่งที่เป็นสีสันที่กระทบตาเดี๋ยวนี้ ไม่มีใครคิดถึงเลย!! เราพูดกันถึงเรื่องอื่นสว่างอยู่ตลอดเวลา ไม่เป็นธรรมหรือ? ไม่เป็นปรมัตถ์หรือ? ไม่กระทบตาหรือ? แต่ไม่สนใจไม่ครุ่นคิดเลย กำลังคิดเรื่องกำหนดกำลังคิดเรื่องข้อความในพระไตรปิฎก กำลังคิดเรื่องอื่นทั้งวันเหมือนสว่างเป็นปกติธรรมดาที่ไม่ต้องไปรู้อะไร แต่ว่าสว่างเกิดกระทบตาปรากฏไม่ถึงชวนวิถีหรือเปล่า?!! ไม่ได้ครุ่นคิดถึงสว่างนี้เลย เพิกเฉยไปเลย คิดถึงสิ่งอื่นแก้วน้ำ คิดถึงคุณอรรณพ คิดถึงผ้าปูโต๊ะ แล้วเห็นล่ะ!! ไม่ใช่วิถีจิตหรือ!! ไม่ปรากฏหรือ!! แต่ความเป็นไปของจิตไม่ครุ่นคิดเลยถึงสิ่งที่สว่าง เดี๋ยวนี้เองค่ะ

อ.วิชัย: แสดงถึงความต่างในแต่ละวาระของ

ท่านอาจารย์: แน่นอนที่สุด จึงจะสามารถเข้าใจตรงนี้ได้

กำลังครุ่นคิดถึงสว่างนี้หรือเปล่า?

อ.วิชัย: เปล่าครับ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม นั่นแหละ

อ.วิชัย: แต่ก็รู้ว่ามี แต่ว่าไม่ได้ครุ่นคิดถึง

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น มีโลภะ โทสะ ไหม กับสิ่งที่สว่าง ไม่มีเลย?

ทบทวนอ่านอีกครั้งหนึ่ง

อ.วิชัย: ละเอียดมากๆ ครับท่านอาจารย์ ถ้าไม่สนทนาก็ไม่ได้คิดอย่างนี้เลยครับ

ท่านอาจารย์: แค่นี้เเอง ยังอีกเยอะ!!

อ.วิชัย: ครับ ขอโอกาสครับท่านอาจารย์ บุคคลย่อมไม่ครุ่นคิดถึงสิ่งใด

ท่านอาจารย์: นี่แหละ สว่างนี่แหละ

อ.วิชัย: ครับ

ท่านอาจารย์: คิดถึงแต่โต๊ะเก้าอี้ เรื่องราวหนังสือว่ายังไง พระอรรถกถาว่าไง พระไตรปิฎกว่าไง สว่างทั้งวันไม่เคยครุ่นคิดถึง

อ.วิชัย: ย่อมไม่ถึงการกำหนดเพราะสิ่งนั้น ก็คือไม่ได้เป็นความติดข้อง

ท่านอาจารย์: ใส่ใจที่จะทำให้รู้ความจริง เพราะว่าไม่มีทั้งชวนะใดๆ เลยทั้งสิ้น ชอบไหมสว่าง ไม่ได้คิดถึงเลย ชอบนี่ต่างหาก แล้วสว่างไม่ใช่นี่นะ ไม่เคยคิดว่าเป็นอะไร แค่มีกระทบตาทั้งวันคนนั้นเห็นคนนี้ เห็นปากกา เห็นอะไรหมด อาหารอร่อย ทำอะไรไป ไม่คิดถึงลักษณะที่สว่าง แค่นี้จริงไหม ครุ่นคิดถึงเรื่องอื่นหมด หนังสืออยู่ที่ไหนเล่มนี้ เล่มนั้น เคยคิดถึงสว่างไหม!!

เพราะฉะนั้น ชวนะเกิดไหม? ขณะนั้นไม่ได้เกิดทำชวนะ แค่กระทบตาแล้วก็ปรากฏ

อ.วิชัย: เร็วสุดประมาณได้ครับ แต่พระองค์ก็ยังแสดงถึงความต่างในวาระที่เกิดชวนะที่เป็นไปกับอกุศล กับไม่มีถึงขณะนั้นที่เป็นไปได้

ท่านอาจารย์: ก็นี่ไง ที่พูดนี่แหละ

อ.วิชัย: ครับ ลึกซึ้งเกินประมาณครับ ยากมากๆ เลย ถ้าไม่ประกอบกันทั้งที่เป็นปริยัติครับที่จะรอบรู้แม้ข้อความในพระสูตรก็ต้องอาศัยพระอภิธรรมที่จะแสดงความละเอียดข้อความตรงนี้ด้วย

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ถ้าไม่เข้าใจอภิธรรมไม่มีทาง เป็นเราไปตลอดเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ไปตลอด แล้วไม่สนใจเลย ตื่นขึ้นมา โอ้ย! อะไรอยู่ไหน ที่สว่างไม่สนใจ

ขอเชิญอ่านได้ที่ ..

๓. ภิกขุสูตรที่ ๑ ว่าด้วยเหตุได้ชื่อว่าเป็นผู้กําหนัดขัดเคืองและลุ่มหลง

คำแปลไม่สามารถจะให้เข้าใจได้

โวฏฐัพพนวาระ

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.วิชัย อ.คำปั่น ด้วยค่ะ


เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ