คำแปลไม่สามารถจะให้เข้าใจได้

  
เมตตา
วันที่  30 มิ.ย. 2569
หมายเลข  52616
อ่าน  35

[เล่มที่ 27] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓- หน้า 73 - 74

๓. ภิกขุสูตรที่ ๑

ว่าด้วยเหตุได้ชื่อว่าเป็นผู้กำหนัดขัดเคืองและลุ่มหลง

[๗๔] กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ขอประทานวโรกาสพระเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรม แก่ข้าพระองค์โดยย่อ ที่ข้าพระองค์ฟังแล้ว พึงเป็นผู้ผู้เดียวหลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจมั่นคงอยู่เถิด.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ บุคคลย่อมครุ่นคิดถึงสิ่งใด ย่อมถึงการกำหนดเพราะสิ่งนั้น บุคคลย่อมไม่ครุ่นคิดถึงสิ่งใด ย่อมไม่ถึงการกำหนดเพราะสิ่งนั้น.


ท่านอาจารย์: อยู่ในความมืดนะเดี๋ยวนี้ ทางหู หลับตาก็ได้ยิน จมูก ลิ้น กาย ใจ ได้หมด เว้นทางเดียวที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ และไม่ใช่อย่างนี้ด้วย เพราะปรากฏโดยบัญญัติ ไม่ใช่เพียงอย่างเดียว แต่ว่าบัญญัติของแต่ละหนึ่ง ปานนั้น

ถ้าไม่สะสมอย่างนี้ ต่อไปอีกแสนกัปป์ก็โมหะทับถมไปเรื่อยๆ

เพราะฉะนั้น สะสมด้วยความไม่ใช่หวังว่า เราจะหมดกิเลส แต่รู้ความจริงว่า ปัญญาสามารถเข้าใจถูกเพราะรู้ความจริง จึงมั่นคงต่อความจริง

เพราะฉะนั้น มีทั้งครุ่นคิด และเกิดโลภะ โทสะ โมหะ ในรูป ในเรื่องในทุกอย่าง

อ.อรรณพ: ซาบซึ้งว่า ถ้าไม่เข้าใจพระอภิธรรม ก็ไม่เข้าใจในความลึกซึ้งโดยอรรถของพระสูตรจริงๆ ครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น อภิธรรมคืออะไร?

อ.อรรณพ: ธรรมที่มีจริงที่ละเอียดยิ่ง

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เพียงแค่จิตเท่าไหร่ เจตสิกเท่าไหร่ นั่นหรืออภิธรรม แค่จำนวน!!

เห็นไหม ทีละคำจริงๆ ไม่อย่างนั้นเราผ่านไปเรื่องอื่นเลย

อ.อรรณพ: กราบเท้าท่านอาจารย์จริงๆ เพราะว่า อ.วิชัย กล่าวถึงตั้งแต่ข้อความในพระสูตร แล้วก็มีข้อความในอรรถกถาซึ่งท่านอธิบายไว้ด้วย แต่ต้องอาศัยท่านอาจารย์ที่จะมาสนทนา

ท่านอาจารย์: ฟังแล้วทั้งพระไตรปิฎก และอรรถกถา เข้าใจแล้วหรือยัง ปานนั้น!! กำลังฟังกำลังคิดกำลังไตร่ตรอง กำลังเริ่มค่อยๆ ที่เห็นความลึกซึ้ง

อ.อรรณพ: ที่ท่านอาจารย์ถามว่า ฟังแล้วเข้าใจอะไรไม่เข้าใจอะไร ทำให้หยุดคิดแล้วว่า เราจะเข้าใจว่าเข้าใจอะไรจริงๆ หรือเปล่า? แค่ไหน? แล้วมีอะไรที่ยังไม่เข้าใจอีก ถ้าไม่รู้อย่างนี้ว่า เข้าใจอะไร หรือไม่เข้าใจอะไร เราจะเป็นผู้ที่ค่อยๆ เข้าใจขึ้นก็ไม่ได้เลยจริงๆ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม จนกว่าไม่มีเรา!!

อ.อรรณพ: ซาบซึ้งว่า ...

ท่านอาจารย์: เป็นธรรม

อ.อรรณพ: คำว่า ครุ่นคิด นี่ ภาษาบาลี อีกทีว่าอย่างไรครับ

อ.คำปั่น: อนุเสติ ครับ ครุ่นคิดตามไปกับสิ่งนั้น

อ.อรรณพ: อ๋อ ตามไปกับสิ่งนั้น ก็ตรงว่า เพราะฉะนั้น ท่านอาจารย์ถึงบอกว่า เราก็รีบไปเลยว่า ครุ่นคิดถึงรูป แล้วก็ตามพระภิกษุไปเลยตามท่านไปตามเรื่องไป แต่เราตามปัญญาท่านไม่ทัน ท่านครุ่นคิดถึง รูป เป็นต้น

ท่านอาจารย์: เพียงแค่นี้ ความห่างของภิกษุรูปนั้นกับเรา

อ.อรรณพ: มหาศาลครับ แต่ถ้าท่านอาจารย์ไม่มาชี้อย่างนี้ เราก็ดูเหมือนว่า เราก็รู้ตามท่านอะไรอย่างนี้ ครุ่นคิดถึงรูป ท่านอาจารย์บอก ครุ่นคิดถึงอะไร? เราครุ่นคิดจริงๆ ครุ่นคิดถึงคน สัตว์ เรื่องราว ใช่ไหมครับ ท่านอาจารย์บอกว่า ไม่ใช่ว่านิดๆ หน่อยๆ นี่ ที่จะเห็นว่าเป็นแก้วใช่ไหมครับ ต้องมีสี จากสีสารพ้ดแล้วจนถึงความคิดว่าเป็นรูปร่างรูปทรงเป็นท่านอาจารย์เป็น อ.คำปั่น

ท่านอาจารย์: แล้วถ้าไม่เคารพจริงๆ เราจะอดทนฟังให้เข้าใจขึ้นอย่างนี้ไหมว่า แต่ละคำผ่านไม่ได้ แต่ฟังไม่ใช่ชื่อ ไม่ใช่คำแปล ไม่ใช่เรื่อง แต่ละลักษณะจริงๆ

อ.อรรณพ: นี่ครับ ซาบซึ้งว่า แต่ละคำผ่านไม่ได้ เพราะเป็นคำอันเป็นอริยะทุกคำ

ท่านอาจารย์: ที่ลึกซึ้งไม่ใช่เราเป็นธรรมที่เป็นความจริง สัจจะ ลึกซึ้ง อภิธรรม รู้แจ้งเมื่อไหร่ ขณะนั้นไม่เคยมีในสังสารวัฏฏ์ อริยสัจจธรรมของผู้ที่ประจักษ์แล้ว

อ.วิชัย: ท่านอาจารย์ครับ อย่างที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า แม้ขณะที่รู้เพียงรูปก็ติดแล้วทันที แล้วก็ไม่เท่านั้น ยังมีการครุ่นคิดถึงรูปในลักษณะที่เป็นรูปร่างนิมิตสัณฐาน ก็ติดข้องก็ไม่รู้ความเป็นจริงแล้วครับ

ฟังอย่างนี้ก็ดูเหมือนก็เพียงแต่คิดตามเท่านั้นครับ แต่ว่า ตรงความจริงขณะนี้ ไม่ได้รู้อย่างนั้นจริงๆ

ท่านอาจารย์: อ้าว! ก็คิดซิ นี่เห็น ใช่ไหม? มีสิ่งที่กระทบ ไม่รู้ใช่ไหม?

อ.วิชัย: ไม่รู้ครับท่านอาจารย์ เพียงคิดถึงรู้สิ่งที่ปรากฏ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ครุ่นคิดจนเป็นเรื่อง ไม่ได้คิดตรงความเป็นจริง เพราะโมหะ

อ.วิชัย: ก็แทรกก็เป็นไปอยู่ตลอดเป็นขณะนี้อยู่ครับ

ท่านอาจารย์: ไม่รู้เลย ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดง ใครล่ะ จะตรัสรู้ถึงปานนี้ที่จะทรงแสดงให้ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาทำอะไร

อ.วิชัย: ครับ อย่างที่พระองค์ทรงแสดงครับ ว่า บุคคลย่อมครุ่นคิดถึงสิ่งใด ย่อมถึงการกำหนดเพราะสิ่งนั้น

การกำหนดในที่นี้ อรรถกถานั้นกล่าวถึงด้วยความติดข้อง ด้วยความรัก ด้วยความโกรธ ด้วยความหลง หมายถึงถ้าตามความเข้าใจครับ คือถ้ารู้อะไร ปกติก็คือไม่รู้แล้วในสิ่งนั้น แล้วก็ติดข้องแม้จะครุ่นคิดมากหรือน้อยอะไรก็ตามแต่ แต่ก็เป็นไปแล้วกับอกุศลทั้งนั้นเลยครับ

ท่านอาจารย์: ฟังอย่างนี้ยังไม่รู้เลยว่า กำหนดคืออะไร พูดตามเรื่อง

อ.วิชัย: ใช่ครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: แล้วธรรมอะไรล่ะ?

อ.วิชัย: ถ้าไม่ถูกถามก็ไม่คิดครับ ดูเหมือนจะเข้าใจ

ท่านอาจารย์: คิดแล้วต้องละเอียดอย่างยิ่ง จึงสามารถจะรู้ได้ว่า ธรรมนั่นคืออะไร?

เห็นไหม แค่คำเดียว กำหนด!!

อ.วิชัย: กำหนด

ท่านอาจารย์: ถ้าพูดจริงๆ ไม่มีใครรู้หรอกว่า อะไร กำหนด! กำหนดอะไร? และกำหนดคืออะไรล่ะ?

นี่กำลังกำหนดกันหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะไม่รู้ว่า กำหนดนั่นคือสภาพธรรมอะไร? คำแปลค่ะ คุณคำปั่น

อ.คำปั่น: บาลี ก็คือ สงฺขํ คจฺฉติ คือตรงนี้ผมก็ตีความ แล้วก็เทียบกับในพระสูตรอื่นครับ คือตรงนี้ท่านจะแปลว่า นับว่า ก็ได้ครับ ย่อมถึงซึ่งการนับว่า อย่างข้อความที่บอกว่า ธรรมดำก็นับว่าเป็นธรรมดำ หรือว่าเป็นธรรมดำอย่างนี้ครับท่านอาจารย์ครับ ก็เลยเข้าใจจากพยัญชนะว่า ย่อมถึงซึ่งการนับว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นครับ รู้ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้น

อ.ธนากร: กราบ อ.คำปั่น ครับ ในบางครั้งใช้คำว่า หมายว่า อันนี้ได้ไหมครับใน คำๆ นี้ครับ

อ.คำปั่น: ครับ หมายว่า รู้ว่า นับว่า อรรถะเดียวกันทั้งหมดเลยครับ

ท่านอาจารย์: แล้วมันคืออะไร? เห็นไหม แล้วคำนั้นทำให้คนอื่นเข้าใจอย่างนี้ไหม กำหนด?

เห็นไหม เข้าใจไปกันคนละอย่างเพราะไม่รู้ความจริงว่า ธรรมอะไร ปรมัตถธรรมอะไร เห็นไหม!! อภิธรรมอะไร!!

เราเรียนแล้ว จิต เจตสิก รูป แล้วไง หาเจอไหมว่า ขณะนั้นจะพ้นจาก จิต เจตสิก รูป ไม่ได้ แล้วอะไร?

นี่คือ การศึกษาด้วยความเคารพสูงสุด ซึ่งจะสะสมเป็นบารมี ถ้ามิเช่นนั้นแล้ว ความไม่เข้าใจเป็นบารมีไม่ได้

ชาติต่อไปได้ยินอีก ก็แค่นี้อีก ก็ตามข้อความไป กำหนดคือนับคืออะไรไป

อ.อรรณพ: น่ากลัวจังว่า ตามไปชาติหน้า ความคิดที่จะกำหนดอะไรเลย โดยที่ไม่ได้เข้าใจตัวธรรมจริงๆ ว่าอะไรที่ รู้ หมายรู้ อยู่ที่ใช้คำ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น คำแปลไม่สามารถจะให้เข้าใจได้ เพราะคนพูดแบบของภาษา ถ้าคนที่ฟังขณะโน้นใช้คำนี้เป็นภาษาธรรมดา เป็นภาษาธรรมดาเขาเข้าใจได้ แต่ว่าธรรมไม่สามารถจะเพียงภาษาธรรมดา

เพราะภาษาธรรมดาของคนไทยนี่ เป็นธรรม รู้ธรรมหรือเปล่า?

อ.วิชัย: ไม่เข้าใจธรรมครับ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม ก็เป็นภาษาธรรมดา

เพราะฉะนั้น ทรงแสดงธรรมกับคนที่พูดภาษานั้น แสดงธรรมความจริงของสิ่งที่มีจริง แม้พูดไปเถิดภาษาธรรมดา และความจริงของสิ่งที่มีจริงคืออะไร!! เห็นไหม ภาษาไทยก็เหมือนกัน พูดได้ตั้งแต่เกิดจนตาย และความจริงของสิ่งที่มีจริงที่พูดถึงคืออะไร? พูดถึง กำหนด คืออะไร? เห็นไหม ฟังแล้วก็ตามกันไปเลย เคยตามกันมานานแล้ว

เพราะฉะนั้น กำหนดก็กำหนด เอ๊.. แล้วกำหนดยังไง กำหนดคืออะไร ให้รู้จริงๆ ซิว่า ทำอย่างไงกำหนด และอะไรกำหนด!!

อ.วิชัย: ท่านอาจารย์ครับ อย่างผมเห็นปากกา ผมก็กำหนดในปากกาว่า นี่ปากกา

ท่านอาจารย์: คนอื่นฟังรู้ ผมเห็นปากกาแล้วผมกำหนดว่าเป็นปากกา มันหมายความว่าอะไร? และอะไรล่ะ? นามธรรมอะไร?

อ.อรรณพ: นามธรรมอะไรใช่ไหมครับ

ท่านอาจารย์: แน่นอน เห็น นามธรรมอะไร? กำหนด นามธรรมอะไร? แค่คำว่า กำหนด

อ.อรรณพ: ใส่ใจ หลายๆ ธรรมครับ

อ.ธนากร: เป็นสัญญาครับ ตามความเข้าใจ แต่ว่าต้องมีธรรมอื่นเกิดด้วยครับ

ท่านอาจารย์: ละเอียดกว่านั้นอีก

อ.วิชัย: วิตกหรือเปล่าครับ วิตก การตรึก ถ้าไม่ตรึกถึงอะไร ก็ไม่ได้รู้สิ่งนั้นครับ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม ชื่อเจตสิกต่างๆ กับความเข้าใจตัวจริงของความเป็นสิ่งนั้น ต่างจากชื่อ

อ.วิชัย: ท่านอาจารย์ครับ คือขณะที่เขาเกิดเป็นไปนี่ ก็เพียงรู้ว่าเป็นอาการของนามธรรมที่เป็นการใส่ใจ หรือเป็นการจดจ้อง หรือเป็นการที่จะรู้ในสิ่งหนึ่งสิ่งใดครับ แต่ว่า ขณะนั้นก็เป็นนามธรรมที่เกิดร่วมทำกิจหลายๆ อย่างร่วมกันอย่างนี้ครับ

ท่านอาจารย์: แต่ละหนึ่งต่างกันใช่ไหม?

อ.วิชัย: แต่ว่า แต่ละหนึ่งก็ต่างกัน

ท่านอาจารย์: กว่าจะเข้าใจต้องไตร่ตรองให้ตรงให้ถูก มนสิการเจตสิก

อ.วิชัย: ความใส่ใจ

ท่านอาจารย์: มนสิการเจตสิก จึงเป็นโยนิโสมนสิการะ อโยนิโสมนสิการะ ถ้าเป็นอโยนิโสมนสิการะ โลภะ โทสะ โมหะ ในทั้งเรื่องในทั้งรูป

อ.วิชัย: ครุ่นคิดด้วยอกุศล

ท่านอาจารย์: คิดเป็นคิด คิดกำลังรู้อารมณ์ และเจตสิกที่รู้อารมณ์ที่เกิดด้วยแต่ไม่ใช่จิต สภาพที่ใส่ใจมีทุกขณะแต่เราไม่รู้เกิดขึ้นทำหน้าที่มนสิการะ แยบคายหรือไม่แยบคาย กำหนด

อ.วิชัย: ครับ ดังนั้น การที่จะใช้คำใด ไม่ละเอียดเท่ากับสภาวะของตัวธรรมที่เกิดขึ้นนะครับ

ท่านอาจารย์: ถูกต้อง แปลออกมาเป็นกำหนด แปลอีกอย่างอื่นอีก รู้ไหมว่าขณะนั้นเป็นเจตสิกอะไร วิตกจับ ทันทีที่จิตเห็นเห็นสิ่งที่กระทบตา จิตเห็นดับแต่อารมณ์ยังเหลือ

เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีวิตกเกิดกับจิตทั้งหมดเว้นทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ ดวงที่เราเห็นได้ที่พอจะเข้าใจได้ สัมปฏิจฉันนะมีวิตกแล้ว แต่มนสิการะเกิดกับจิตทุกดวง

อ.วิชัย: ครับ ก็เป็นความละเอียดของธรรมจริงๆ ถ้าไม่ทรงแสดงก็ไม่รู้

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จึงมีคำว่า ใส่ใจโดยไม่แยบคายจึงเกิดโลภะโทสะโมหะ เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้เองที่ได้ไม่แยบคาย

อ.วิชัย: ตรงตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเลยครับท่านอาจารย์ บุคคลย่อมครุ่นคิดถึงสิ่งใด ย่อมถึงการกำหนดเพราะสิ่งนั้น ก็คือเป็นความใส่ใจด้วยอกุศล ถ้าไม่แยบคายในสิ่งนั้นครับท่านอาจารย์ ข้อความสั่นๆ แต่ว่าคิดละเอียดมากครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เราคิดถึงชื่อ แต่ขณะนี้เราเริ่มรู้จัก ไม่ใช่ชื่อ ไม่ใช่ชื่อว่ามนสิการะ แต่ขณะนั้นมีลักษณะสภาพของธรรมหนึ่ง รู้อารมณ์เดียวกับจิต ใส่ใจในสิ่งที่ปรากฏ ประเภทโมหะไม่ได้ใส่ใจดีเลยเพราะไม่รู้ โลภะ โทสะ โมหะ

แต่พอฟังแล้วนี่ ขณะนั้นถ้าไม่มีมนสิการเจตสิกใส่ใจ จะเข้าใจไหม?

อ.วิชัย: ไม่เข้าใจครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เป็นสภาพธรรมที่เกิดกับจิตทุกขณะ แล้วใส่ใจในอารมณ์ตามสภาพธรรมอื่นๆ ที่เกิดร่วมกัน เพราะใส่ใจเองไม่ได้ว่า จะแยบคายหรือไม่แยบคาย

แต่พอปัญญาเกิด มนสิการะขณะนั้นใส่ใจพร้อมปัญญาจึงสามารถเข้าใจได้ จึงสามารถเป็นสภาพธรรมที่ดีงามได้

เพราะฉะนั้น แค่คำว่า กำหนด งง เรากำหนดหรือ? หรือใครกำหนด? หรืออะไรกำหนด? แล้วกำหนดคืออะไร?

อ.วิชัย: แต่ถ้าเป็นความเข้าใจในลักษณะของธรรม จะใช้คำใด หรือภาษาใด ก็เข้าใจได้ครับ

ท่านอาจารย์: ใช่ แล้วก็ไม่ใช้คำผิด ต่อไปนี้เราจะใช้คำว่า กำหนดไหม? รับทานอาหารนี่กำหนดหรือ? เห็นกำหนดหรือ? ไปนับหรือ? เห็นไหม ทีละหนึ่งๆ ๆ

อ.วิชัย: ตรงนี้ คือโดยมาก ขอโอกาสท่านอาจารย์ คือเวลาอ่านข้อความโดยมากเราก็จะจำความหมายจากที่เราเคยจำมา แต่ไม่ได้เข้าใจตัวธรรมครับ

ท่านอาจารย์: ความหมายที่เดาเอา!! กำหนดนี่ใครจะคิดว่ามันอะไร ถามกันแต่ละคนเดาทั้งนั้น

อ.ธนากร: กราบท่านอาจารย์ครับ แค่นี้ก็รู้เลยครับว่า แค่คำว่า ปริยัติ นี่ครับ ห่างไกลแค่ไหนกับคำว่า ปริยัติ ครับ

ท่านอาจารย์: แล้วก็จะถึงปฏิบัติได้อย่างไง? นั่นคือไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ขอเชิญอ่านได้ที่ ..

๓. ภิกขุสูตรที่ ๑ ว่าด้วยเหตุได้ชื่อว่าเป็นผู้กําหนัดขัดเคืองและลุ่มหลง

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ อ.วิชัย อ.คำปั่น อ.ธนากร ด้วยค่ะ


เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ