ธรรมะต้องแยกเป็นแต่ละหนึ่งเสมอ
รูปและนามต้องแยกเป็นแต่ละหนึ่งที่ลักษณะไม่เหมือนกันเลย แต่สมมติคือการเอาธรรมะหลายๆ หนึ่งมาปรุงแต่งรวมกัน จึงกลายเป็นตัวตนหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใด คิดได้อย่างนี้จากการฟัง..เลยเข้าใจผิดยึดติดสมมุติตลอดมาว่าสิ่งสมมุติเป็นสิ่งที่มีจริงเกิดขึ้นแล้วยังไม่ดับเลย ... ทั้งๆ ที่ความจริงเกิดและดับทันที ... แต่เพราะไม่เห็นตอนเกิดและตอนดับนั่นเองจึงเข้าใจผิด รวมถึงไม่ละเอียดไม่ลึกซึ้งไม่แยกย่อยละเอียดยิบ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
เพราะมีธรรมซึ่งเป็นสิ่งที่มีจริงที่เกิดขึ้นเป็นไป
จึงเป็นที่ตั้งแห่งการยึดถือว่าเป็นตัวตน สัตว์ บุคคล
หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดสำหรับผู้ที่ไม่รู้ความจริง
ยังไม่สามารถดับการยึดถือธรรมว่าเป็นตัวตนได้
ซึ่งสิ่งที่มีจริงที่เกิดขึ้นนั้น ไม่พ้นจากขณะนี้เลย
ไม่พ้นจากธรรมที่เป็นนามธรรม (จิต และ
เจตสิกซึ่งเป็นธรรมที่เกิดประกอบพร้อมกับจิต) กับ
รูปธรรม ดังนั้น
เมื่อยังมีความยึดถือธรรมว่าเป็นตัวตนอยู่
จึงต้องได้อาศัยพระธรรมแต่ละคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ดีแล้ว
ด้วยการฟัง ไตร่ตรอง พิจารณาในความเป็นจริง ค่อยๆ
สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกไปตามลำดับ
เพราะความเข้าใจถูกในความเป็นจริงของธรรมนี้แหละจะค่อยๆ
ปรุงแต่งให้ค่อยๆ คลายการยึดถือธรรมว่าเป็นตัวตนสัตว์บุคคลได้
สำคัญที่การได้ฟังพระธรรม ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม
ย่อมไม่มีทางที่ปัญญาจะเจริญขึ้นได้เลย ครับ
... ยินดีในกุศลของคุณ Kuat639 และทุกๆ ท่านด้วยครับ ...

