ศรัทธาเป็นเราหรือเปล่า?

[เล่มที่ 38] พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้า 531 - 532
ทุติยวรรคที่ ๒
๑. ปฐมมหานามสูตร
ว่าด้วยศากยะมหานามะทูลถามถึงธรรมเป็นเครื่องอยู่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดีละๆ มหาบพิตร การที่มหาบพิตร เสด็จเข้ามาหาตถาคตแล้วตรัสถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันผู้อยู่ด้วยธรรมเครื่องอยู่ต่างๆ จึงพึงอยู่ด้วยธรรมเครื่องอยู่อะไร ดังนี้ เป็นการสมควรแก่มหาบพิตรผู้เป็นกุลบุตร ดูก่อนมหาบพิตร กุลบุตร
ผู้มีศรัทธาย่อมเป็นผู้บริบูรณ์ ผู้ไม่มีศรัทธาย่อมไม่เป็นผู้บริบูรณ์
ผู้ปรารภความเพียรย่อมเป็นผู้บริบูรณ์ ผู้เกียจคร้านย่อมไม่เป็นผู้บริบูรณ์
ผู้มีสติตั้งมั่นย่อมเป็นผู้บริบูรณ์ ผู้มีสติหลงลืมย่อมไม่เป็นผู้บริบูรณ์
ผู้มีจิตตั้งมั่นย่อมเป็นผู้บริบูรณ์ ผู้ไม่มีจิตตั้งมั่นย่อมไม่เป็นผู้บริบูรณ์
ผู้มีปัญญาย่อมเป็นผู้บริบูรณ์ ผู้มีปัญญาทรามย่อมไม่เป็นผู้บริบูรณ์
ดูก่อนมหาบพิตร มหาบพิตรทรงตั้งอยู่ในธรรม ๕ ประการนี้แล้ว พึงทรงเจริญธรรม ๖ ประการให้ยิ่งขึ้นไป
อ.วิชัย: ในช่วงแรกครับท่านอาจารย์มีประเด็นที่จะกราบเรียนสนทนากับท่านอาจารย์ครับ ข้อความในปฐมมหานามสูตรนะครับ พระมหานามได้ทูลถามถึงธรรมเป็นเครื่องอยู่ครับ ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสกับพระมหานามว่า
ดูก่อนมหาบพิตร กุลบุตร
ผู้มีศรัทธาย่อมเป็นผู้บริบูรณ์ ผู้ไม่มีศรัทธาย่อมไม่เป็นผู้บริบูรณ์
ผู้ปรารภความเพียรย่อมเป็นผู้บริบูรณ์ ผู้เกียจคร้านย่อมไม่เป็นผู้บริบูรณ์
ผู้มีสติตั้งมั่นย่อมเป็นผู้บริบูรณ์ ผู้มีสติหลงลืมย่อมไม่เป็นผู้บริบูรณ์
ผู้มีจิตตั้งมั่นย่อมเป็นผู้บริบูรณ์ ผู้ไม่มีจิตตั้งมั่นย่อมไม่เป็นผู้บริบูรณ์
ผู้มีปัญญาย่อมเป็นผู้บริบูรณ์ ผู้มีปัญญาทรามย่อมไม่เป็นผู้บริบูรณ์
ดูก่อนมหาบพิตร มหาบพิตรทรงตั้งอยู่ในธรรม ๕ ประการนี้แล้ว พึงทรงเจริญธรรม ๖ ประการให้ยิ่งขึ้นไป
ในช่วงแรกครับท่านอาจารย์ การที่จะมีธรรมเป็นเครื่องอยู่ที่พระองค์ตรัสถึงมีความที่มีความตั้งอยู่ในธรรม ๕ ประการครับ อย่างประการแรกได้กล่าวถึงศรัทธาครับ ที่พระองค์ตรัสว่า กุลบุตรผู้มีศรัทธาย่อมเป็นผู้บริบูรณ์ครับ ซึ่งจากการที่ได้มีโอกาสได้สนทนาแล้วก็ฟังคำที่ท่านอาจารย์ได้บรรยายครับ ฟังเรื่องใดก็ควรจะเข้าใจในเรื่องนั้นนะครับ แต่พอมาอ่านในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงศรัทธา จากการศึกษาก็รู้ว่า ศรัทธาก็เป็นธรรมฝ่ายดีครับ เป็นสภาพที่ผ่องใสเป็นสภาพที่ตั้งมั่นเป็นไปในกุศลธรรมครับ แต่เมื่อมีความเข้าใจอย่างนี้แล้ว แต่การที่จะเป็นผู้ที่มีศรัทธาย่อมเป็นผู้บริบูรณ์ครับ การที่จะมีศรัทธาตั้งมั่นในศรัทธาเพิ่มขึ้นยิ่งขึ้นนี่คืออย่างไรครับ เพราะคิดว่าการเพียงฟังเรื่องของศรัทธา แล้วก็เข้าใจในขั้นปริยัติบ้างเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังไม่ถึงกับที่จะเป็นผู้ที่มีศรัทธาตั้งมั่นครับ ก็กราบท่านอาจารย์ครับ
ท่านอาจารย์: คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าลึกซึ้ง ประมาทได้ไหม? พูดกับใคร? คนนั้นรู้เรื่องหรือเปล่า หรือพูดอย่างนี้กับคนที่ไม่รู้อะไรเลยสักคำ แล้วก็หวังว่าเพียงฟังก็จะเข้าใจได้ในคำของผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้สิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้แน่นอนถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง ต้องเคารพสูงสุดว่า ฟังธรรมของพระองค์เข้าใจสักคำหนึ่ง ลึกซึ้งไหม? พอที่จะพบข้อความใดที่พระองค์ตรัสกับบุคคลใด ก็สามารถที่จะรู้ว่าบุคคลนั้นเป็นใคร ฟังข้อความอย่างนี้แล้วเข้าใจได้ไหม!! หรือว่าไม่สามารถจะเข้าใจได้เลย
ถ้าเป็นอย่างนั้น พระองค์จะตรัสกับเขาทำไม ในเมื่อไม่เข้าใจอะไรเลย
เพราะฉะนั้น ก็ต้องเป็นผู้ที่ศึกษาธรรม คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความตรง และความลึกซึ้งอย่างยิ่ง
เดี๋ยวนี้มีศรัทธาหรือเปล่า? ถ้าไม่รู้ว่า กว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นศรัทธา จึงจะสามารถค่อยๆ มั่นคงในความเข้าใจถูกต้องว่า ศรัทธาเป็นอะไร ไม่ใช่อย่างที่เคยได้ยินได้ฟังไม่รู้ความจริงว่า เป็นธรรมสิ่งที่มีจริงที่ละเอียดลึกซึ้ง แล้วก็คิดว่าจะมีศรัทธาหรือมีศรัทธาแล้ว เป็นไปไม่ได้!!
เพราะฉะนั้น ต้องเคารพสูงสุด ผู้ที่กำลังฟังธรรมเดี๋ยวนี้มีศรัทธาหรือเปล่า?
อ.วิชัย: มีศรัทธาครับจึงฟังธรรมครับ
ท่านอาจารย์: ศรัทธาคืออะไร?
อ.วิชัย: ศรัทธาเป็นธรรมอย่างหนึ่งซึ่งเป็นสภาพที่ผ่องใสในกุศลธรรมครับ
ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้มีหรือเปล่า?
อ.วิชัย: คิดว่ามีครับ เพราะว่าไม่ได้ติดข้องไม่ได้ขัดเคือง แต่ว่ามีความสนใจมีความใส่ใจที่จะฟังคำที่ท่านอาจารย์กล่าวครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ธรรมทั้งหมดละเอียดลึกซึ้ง เพียงแค่ฟังความเข้าใจจะเล็กน้อยสักแค่ไหน!! เพราะที่กล่าวว่าเดี๋ยวนี้มีศรัทธา ก็ยังไม่รู้ชัดเจนว่า ศรัทธาคืออะไร เป็นเราหรือเปล่า และศรัทธาในอะไร?
เห็นไหม ไม่ใช่สิ่งที่เราจะคิดง่ายๆ แล้วก็ ศึกษากันไปๆ โดยชื่อ แต่ไม่รู้ว่า กว่าจะถึงความเข้าใจสิ่งที่เรากำลังกล่าวถึงตามลำดับขั้นของปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ต้องเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง
เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้มีทุกอย่างที่พระองค์ตรัสเป็นธรรม แต่ไม่เคยรู้ว่าเป็นธรรมสักอย่างเดียว และเป็นธรรมแต่ละหนึ่งซึ่งหลากหลายละเอียดลึกซึ้งอย่างยิ่ง
เพราะฉะนั้น เบื้องต้นศรัทธาขณะใด ขณะนั้นสภาพของจิตที่มีศรัทธาเกิดร่วมด้วยเป็นจิตที่สะอาดไม่มีอกุศลใดๆ เจือปนเลยทั้งสิ้นในจิตนั้น
เพราะฉะนั้น แม้แต่จิตเดี๋ยวนี้คือจิตอะไรก็ยังไม่รู้ ด้วยเหตุนี้จึงต้องฟังพระธรรมด้วยความเคารพอย่างยิ่งว่า ไม่ใช่แค่ฟังเผิน แต่ฟังเพื่อรู้จริงในคำที่เราได้ฟัง เป็นสภาพที่ใสสะอาดผ่องใส ไม่มีอกุศลใดๆ เจือปนเลยในขณะที่ศรัทธาเกิด
เพราะฉะนั้น มีสติที่จะระลึกรู้ไหม เวลาที่พระองค์ตรัสถึงศรัทธา?
อ.วิชัย: ต้องมีสติเป็นไปพร้อมกับศรัทธาในขณะนั้นด้วยครับ
ท่านอาจารย์: รู้ไหม?
อ.วิชัย: เพียงได้ฟังได้เข้าใจมาจากขั้นการฟังครับ แต่ลักษณะของสติไม่ปรากฏครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น นี่เป็นสิ่งที่เราจะต้องใส่ใจว่า แม้สภาพธรรมที่พระองค์ตรัสกำลังมีจริงๆ ก็จะต้องเข้าใจตามลำดับ มิเช่นนั้น ไม่สามารถที่จะประจักษ์แจ้งความเป็นจริงของสภาพธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งสภาพธรรมทั้งหมดเคยถูกยึดถือว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นเราเป็นเขา เป็นโต๊ะเป็นเก้าอี้ เป็นอะไรทั้งหมดในโลกกี่โลก ก็เข้าใจว่าเป็นอัตตาเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด
แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่าเป็นอนัตตา จะเป็นอัตตาไม่ได้ เพราะอะไร? เห็นไหม?
เพราะฉะนั้น ถ้าฟังอย่างนี้มีความเข้าใจ ศรัทธาเกิดหรือเปล่า?
อ.วิชัย: เกิดครับในขณะนั้น
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ต้องรู้ว่า เมื่อไหร่ใช่ไหม? ขณะที่เข้าใจสิ่งที่กำลังมีถูกต้องตามความเป็นจริง แต่ว่าเพียงแค่เข้าใจเท่านั้นว่ามี แต่สภาพลักษณะของศรัทธาจริงๆ ยังไม่ได้ปรากฏ เห็นไหม ฟังแล้วมั่นคงในความเป็นธรรมที่ลึกซึ้ง ศรัทธาเพิ่มขึ้นไหม?
อ.วิชัย: เพิ่มขึ้นครับ
ท่านอาจารย์: ก็เป็นหนทางเดียวที่ศรัทธาจะมั่นคง และเพิ่มขึ้น
อ.วิชัย: ท่านอาจารย์ครับ อย่างมีโอกาสได้ฟังพระธรรม ก็เห็นคุณอย่างยิ่งของพระธรรม เพราะว่าก่อนการศึกษา ได้ยินคำว่า ศรัทธา ก็ไม่รู้จักศรัทธา หรือแม้แต่อาจจะเข้าใจผิดในเรื่องของศรัทธาด้วยครับ แต่พอมีโอกาสได้ศึกษาได้เข้าใจขึ้น ได้ไตร่ตรองได้พิจารณาอย่างที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวเมื่อสักครู่นี้นะครับว่า ขณะนี้มีหรือเปล่า? และถ้ามี มีเมื่อไหร่? ก็เป็นเหตุให้ได้พิจารณาครับว่า ขณะที่มีความติดข้อง มีความไม่รู้ ขณะนั้นไม่มีศรัทธา
แต่ขณะที่เป็นสภาพความผ่องใส ไม่ขุ่นมัวของจิตนะครับ แล้วก็เป็นไปในคุณความดีในประการต่างๆ ก็พอพิจารณาได้ แต่อย่างที่ท่านอาจารย์ว่า คือลักษณะของศรัทธาก็ไม่ปรากฏ แต่ก็รู้ว่า หนทางของการได้มีโอกาสได้ศึกษาได้เข้าใจขึ้น ความเจริญขึ้นของปัญญาก็สามารถที่จะรู้ความเป็นจริงของธรรมโดยประการต่างๆ ได้ตามระดับของปัญญาครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ตอนนี้ก็มั่นคงใช่ไหม ศรัทธาระดับไหน?
อ.วิชัย: ครับ ยังฟัง แล้วก็ยังอบรมเจริญกุศลอบรมเจริญปัญญา ยังอีกไกลมากที่จะเหมือนกับที่จะเข้าใกล้ตัวจริงของสภาพธรรมครับ
ท่านอาจารย์: เริ่มห่างจากความหวังแล้วใช่ไหม ที่จะประจักษ์แจ้งลักษณะของศรัทธา แม้ว่าการจะละความไม่รู้ และความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็จะต้องรู้ลักษณะของสภาพธรรมโดยเลือกไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นสภาพของศรัทธา หรือธรรมอะไรก็ตาม แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจในเบื้องต้นไม่มีทางเลย
อ.วิชัย: ครับท่านอาจารย์
ขอเชิญอ่านได้ที่ ..
๑. ปฐมมหานามสูตร ว่าด้วยศากยะมหานามะทูลถามถึงธรรมเป็นเครื่องอยู่
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.วิชัย ด้วยค่ะ
