มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ เดี๋ยวนี้กำลังอยู่ใช่ไหม?

 
เมตตา
วันที่  1 พ.ค. 2569
หมายเลข  52303
อ่าน  30

[เล่มที่ 50] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 29

ปรมัตถทีปนี

อรรถกถาขุททกนิกาย เถรคาถา

อีกนัยหนึ่ง ในบทว่า ยถาโคตฺตา นี้ ท่านแสดงถึงความถึงพร้อมด้วยโยนิโสมนสิการ ของพระเถระเหล่านั้น ด้วยการระบุถึงโคตร เพราะผู้ที่สมบูรณ์ด้วยโคตรตามที่กล่าวแล้ว จึงจะเกิดโยนิโสมนสิการ.

ด้วยศัพท์ว่า ธัมมวิหาระ ในบทว่า ยถาธมฺมวิหาริโน นี้ ท่านแสดงถึงการถึงพร้อมด้วยการฟังพระสัทธรรม เพราะเว้นจากการฟังธรรมเสียแล้ว จะไม่มีธรรมเป็นเครื่องอยู่นั้นได้เลย.


[เล่มที่ 38] พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้า 532

เอกาทสกนิบาต

ทุติยวรรคที่ ๒

๑. ปฐมมหานามสูตร

ดูก่อนมหาบพิตร มหาบพิตรทรงตั้งอยู่ในธรรม ๕ ประการนี้แล้ว พึงทรงเจริญธรรม ๖ ประการให้ยิ่งขึ้นไป

ดูก่อนมหาบพิตร ในธรรม ๖ ประการนี้ มหาบพิตร พึงทรงระลึกถึงพระตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษ เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม


อ.วิชัย: ท่านอาจารย์ครับ ขออนุญาติกล่าวเสริมข้อความตรงนี้ครับ อย่างบุคคลหนึ่งบุคคลใดจะมีธรรมอะไรเป็นเครื่องอยู่ อย่างถ้าเป็นผู้ที่ได้มีความรู้ความเข้าใจ มีศรัทธาค่อยๆ เกิดขึ้นเจริญขึ้นครับ ก็เป็นผู้ที่มีธรรมนั้นอยู่ในธรรมนั้นครับ แต่ข้อความในปรมัตถทีปนีอรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา ครับ ซึ่งก็เป็นอรรถกถา นิทานกถาครับ ก็พูดถึงกว่าที่พระเถระทั้งหลายนะครับ จะได้บรรลุคุณวิเศษโดยประการต่างๆ ที่จะมีธรรมเป็นเครื่องอยู่โดยประการต่างๆ ก็ขออนุญาตกล่าวข้อความบางส่วนในอรรถกถาตรงนี้ครับ แล้วก็กราบเรียนสนทนากับท่านอาจารย์เพิ่มเติมนะครับ จากประเด็นเรื่องของศรัทธาเมื่อสักครู่นี้นะครับ ก็เข้าใจศรัทธาเพิ่มขึ้นครับ

มีคำหนึ่ง ครับว่า ด้วยศัพท์ว่า ธัมมวิหาระ ในบทว่า ยถาธมฺมวิหาริโน นี้ ท่านแสดงถึงการถึงพร้อมด้วยการฟังพระสัทธรรม เพราะเว้นจากการฟังธรรมเสียแล้ว จะไม่มีธรรมเป็นเครื่องอยู่นั้นได้เลย. ซึ่งก็จะมีส่วนที่จะกล่าวถึงธรรมนะครับ ท่านก็แสดงว่า แสดงการประกอบด้วยสมบัติ คือศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัศน ด้วยบทมีอาทิว่า ยถาธมฺมวิหาริโน ครับ การที่จะมีธรรมต่างๆ เป็นเครื่องอยู่ครับ

ที่ท่านกล่าวว่า เว้นจากการฟังธรรมเสียแล้ว จะไม่มีธรรมเป็นเครื่องอยู่นั้นได้เลย นี่คือความละเอียดหมายถึง อย่างเมื่อสักครู่ได้กล่าวถึงศรัทธานี่ครับ แสดงถึงว่า การที่จะเข้าใจศรัทธา หรือจะมีธรรมอะไรโดยประการต่างๆ ยิ่งขึ้นครับ อย่างทั้ง วิริย สติ สมาธิ ปัญญา หมายความว่า ต้องเป็นผู้ที่ได้มีความเข้าใจในธรรมนั้นๆ เป็นอันดับแรกจึงจะมีธรรมเหล่านั้นเป็นเครื่องอยู่ ขอความละเอียดของท่านอาจารย์ตรงนี้ด้วยครับท่านอาจารย์ครับ

ท่านอาจารย์: มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ เดี๋ยวนี้กำลังอยู่ใช่ไหม?

อ.วิชัย: ตอนนี้ธรรมกำลังอยู่ อยู่กับธรรม ธรรมกำลังเป็นไปอยู่ครับ

ท่านอาจารย์: เมื่อเช้าก็อยู่ใช่ไหม?

อ.วิชัย: ตอนเช้าก็อยู่ครับ

ท่านอาจารย์: ทุกๆ ขณะก็อยู่ใช่ไหม?

อ.วิชัย: ทุกๆ ขณะก็อยู่ครับ

ท่านอาจารย์: ตั้งแต่แล้วมา ตั้งแต่เช้าจนถึงวันนี้เดี๋ยวนี้อยู่กับอะไร?

อ.วิชัย: โดยมากก็อยู่กับโลภครับ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม อยู่กับความไม่รู้ เพราะฉะนั้น ละเอียดลึกซึ้งอย่างยิ่ง ไม่ใช่จะพยายามจะทำอะไรเลยทั้งสิ้น แต่โลภทำให้ติดข้อง อยู่กับโลภ ติดข้องไปหมด จนกว่าปัญญาจะเริ่มรู้ คือวิชชา ไม่ใช่อวิชชา

ปัญญาเริ่มรู้ว่า เดี๋ยวนี้อยู่กับอะไร!! และจะอาจเอื้อมไปอยู่กับศรัทธาเป็นเครื่องอยู่ คิดดูสิ! เป็นได้ไหม?

เพราะฉะนั้น การฟังธรรมต้องตรงต่อความเป็นจริง สัจจะ ตรงต่อความเป็นจริงเป็นบารมี มั่นคงว่าถ้าไม่ได้ฟังธรรมเลย จะอยู่กับอะไรทุกขณะ!!

อ.วิชัย: ความไม่รู้

ท่านอาจารย์: อวิชชา โลภ ทั้งนั้นเลย และกว่าจะเข้าใจจนกระทั่งอยู่กับศรัทธา กว่าจะเข้าใจจนศรัทธาเป็นเครื่องอยู่แทนอวิชชากับโลภ เมื่อไหร่จะเป็นอย่างนั้นใช่ไหม?ยังอยากครับ

ถ้าไม่รู้จักศรัทธาเลยไม่เข้าใจธรรมเลย อยากจะมีศรัทธาเป็นเครื่องอยู่หรือเปล่า แค่ฟัง?

อ.วิชัย: ก็ยังอยากครับท่านอาจารย์ครับ ก็ฟังว่าดี แต่ว่าก็ไม่รู้ศรัทธา

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ความอยากไม่ใช่หนทาง ปิดกั้นทันที เห็นไหมความลึกซึ้งของธรรมที่ต้องตรงต่อธรรมแต่ละหนึ่ง

เพราะฉะนั้น แม้แค่ประโยคเดียว มีศรัทธาเป็นเครื่องอยู่ ปัญญาระดับไหน? จริงไหม?

อ.วิชัย: ครับ ที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า ปัญญาระดับไหน ขอความละเอียดตรงนี้ครับ

ท่านอาจารย์: ถ้าไม่มีความเข้าใจเลยว่า ขณะนี้เป็นธรรม ถ้าไม่มีความเข้าใจเลยว่า สิ่งที่มี ธรรมแต่ละหนึ่งเป็นอย่างเดียวกันไม่ได้

ถ้าไม่มีความเข้าใจเลยว่า ที่ธรรมปรากฏเพราะเกิดขึ้น ถ้าไม่มีความเข้าใจเลยว่า สิ่งที่เกิดต้องอาศัยปัจจัยที่เหมาะสมที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดเป็นอย่างนั้นได้ แล้วใครจะไปทำอะไรได้!! นอกจากเริ่มรู้ว่า อะไรเป็นธรรม แต่ละหนึ่งๆ ๆ ศรัทธาไม่ใช่สติ ไม่ใช่วิริยะ ไม่ใช่อย่างที่เราคิดง่ายๆ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา หรืออะไรอย่างนั้นใช่ไหม?

อ.วิชัย: ครับ คือด้วยความที่ไม่รู้ แล้วก็ด้วยความไม่เข้าใจนะครับ ก็เป็นผู้ที่เข้าใจผิดก็ไม่สามารถจะมีธรรมเหล่านั้นเป็นเครื่องอยู่ได้เลยครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น อยู่ในโลกนี้อยู่เป็นเครื่องอยู่ อยู่ในโลกนี้มานานเท่าไหร่ด้วยความไม่รู้แสนโกฏกัปป์ แล้วกว่าจะรู้กว่าจะตรงกว่าจะค่อยๆ สะสมกว่าจะ เข้าใจขึ้นๆ จนมีศรัทธาเป็นเครื่องอยู่ แค่ไหน!! ลึกซึ้งไหม?

ละอะไรหรือเปล่าถึงจะมีศรัทธาเป็นเครื่องอยู่ได้ หรือไม่รู้อะไรเลยแล้วก็อยากอยู่ตลอดเวลา ติดข้องในคำที่ได้ฟังไม่ได้เข้าใจว่า กำลังมีเดี๋ยวนี้ แต่ไม่รู้เพราะอะไร?

ประมาทธรรมไม่ได้เลยใช่ไหม? เกินกว่าที่ใครจะคิดว่ารู้แล้ว

อ.วิชัย: ครับ ได้ฟังตรงนี้ก็เป็นประโยชน์เกื้อกูลอย่างยิ่งครับท่านอาจารย์ ที่จะเป็นเหตุให้ได้เข้าใจในการที่จะศึกษาธรรม แล้วก็เป็นผู้ที่อบรมเจริญกุศลนะครับ แม้แต่การที่จะกล่าวถึง พรหมวิหารธรรม ธรรมที่เป็นเครื่องอยู่ของผู้ประเสริฐ อย่าง เมตตา กรุณา มุทิตา หรืออุเปกขา

ถ้าเป็นผู้ที่ไม่รู้จักเมตตา ไม่รู้เหตุของการที่จะมีเมตตาเกิดขึ้นแล้วก็เจริญขึ้น ก็ไม่สามารถที่จะมีเมตตานั้นเป็นเครื่องอยู่ได้เลยครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: ด้วยเหตุนี้ จึงต้องฟังคำของผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้แล้ว เพราะพระองค์ตรัสรู้ เห็นไหม รู้ว่าใครตรัสรู้เมื่อได้ฟังคำที่ลึกซึ้ง จนกระทั่งมีพระองค์หรือคำของพระองค์เป็นที่พึ่ง ที่ทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อให้คนที่ได้ยินได้ฟังค่อยๆ ปลูกฝังความเห็นถูกต้อง จนกว่าจะรู้แจ้งความจริงว่า อยู่ด้วยศรัทธามีศรัทธาเป็นเครื่องอยู่เมื่อไหร่

อ.วิชัย: ครับ ก็ต้องเข้าใจในความเป็นศรัทธาจริงๆ แม้ขั้นการฟังนะครับ จนสามารถที่จะรู้ในลักษณะของศรัทธาด้วยปัญญา จึงจะรู้จักว่า นี่คือศรัทธาครับท่านอาจารย์

อีกประเด็นหนึ่งครับ ข้อความใน ปฐมมหานามสูตร พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตรทรงตั้งอยู่ในธรรม ๕ ประการนี้แล้ว ก็คือ ศรัทธา ๑ วิริยะ ๑ สติ ๑ สมาธิ ๑ ปัญญา ๑ ครับ ดูก่อนมหาบพิตร พึงทรงเจริญธรรม ๖ ประการให้ยิ่งขึ้นไป

ดูก่อนมหาบพิตร ในธรรม ๖ ประการนี้ มหาบพิตร พึงทรงระลึกถึงพระตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษ เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรมนะครับ

อันนี้ก็เป็นเรื่องของอนุสติครับท่านอาจารย์ ก็คือการที่จะเห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างการที่จะรู้ถึงว่า พระองค์หมดจดจากกิเลสอย่างไร เป็นผู้ที่ตรัสรู้อย่างไรนะครับ ก็คือรู้ในฐานะของตนครับท่านอาจารย์ อย่างรู้ว่า อกุศลทั้งหลายที่จะหมดไป ก็ต้องด้วยปัญญาที่เกิดขึ้น และจะเกิดจากไหน? ก็เกิดจากการฟังธรรมที่พระองค์ทรงแสดงไว้ดีแล้วนี่แหละ ที่จะเป็นเหตุให้เกิดปัญญาที่จะเป็นเหตุให้อกุศลค่อยๆ ลดน้อยลงไป ก็ดูเหมือนกับการเห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็คือเล็กน้อยมากครับท่านอาจารย์ เมื่อเทียบกับคนที่ประเสริฐอย่างยิ่ง แล้วก็ประมาณไม่ได้เลยครับ

แต่การที่จะ ที่ใช้คำว่า อนุสติ คือการตามระลึกนี่ครับ ที่จะไม่เป็นตัวเราครับ เพราะว่า เมื่อฟังอย่างนี้แล้ว ก็ถ้าไม่เข้าใจธรรมก็ดูเหมือนกับพยายามหมั่นที่จะให้ระลึกถึง ซึ่งความคิดอย่างนั้นก็ไม่ใช่เรา พยายามที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่เรา อะไรเป็นความต่างกับเหตุปัจจัยที่จะให้สติค่อยๆ ตามระลึกถึงคุณ กับความเป็นตัวเราที่จะพยายามคิดถึงคุณครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: ถ้าไม่ใช้ ตาม ก็เป็นการเข้าใจลักษณะของสติ ใช่ไหม? ไม่ต้องใช้คำนี้เลย แต่เพราะเข้าใจลักษณะของสติ จึงไม่ติดอยู่ที่คำว่า ตาม

ถ้าไม่มีปัจจัย สติเกิดได้ไหม?

อ.วิชัย: เป็นไปไม่ได้เลยครับ

ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วหรือยัง?

อ.วิชัย: ที่ฟังแล้วก็เข้าใจเมื่อตะกี้ ก็เริ่มเห็นคุณครับ

ท่านอาจารย์: ขณะที่เริ่มเห็นคุณ ระลึกถึงคุณหรือเปล่า?

อ.วิชัย: ต้องมีสติที่ระลึกถึงคุณด้วยครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ถึงไม่ได้ฟัง ระลึกถึงคุณหรือเปล่า?

อ.วิชัย: อ๋อ ..ครับ ก็เกิดแล้วทั้งนั้นเลยครับ ชั่วขณะที่เกิด ชั่วขณะที่ระลึกถึงคุณ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ชีวิตวันหนึ่งๆ ที่เคยระลึกเรื่องโน้นเรื่องนี้ คนโน้นคนนี้หมด เมื่อเข้าใจธรรมที่ระลึกมั่นคงขึ้น มีหรือจะไม่ยกมือนอบน้อมต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

อ.วิชัย: ครับ ก็เป็นคุณประเสริฐมหาศาลอย่างยิ่งครับที่ทำให้ได้เข้าใจความเป็นจริงของสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น อยู่ด้วย!! เห็นไหม? อะไร? กับขณะที่ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย อยู่ด้วยอะไร อยู่กับอะไรมาตลอด?

อ.วิชัย: อยู่กับความไม่รู้ อยู่กับอกุศลมานานมากครับ

ท่านอาจารย์: ก็ต่างกันชัดเจนใช่ไหม? อนุสติบ่อยๆ เป็นปกติตามเหตุตามปัจจัยเมื่อเข้าใจขึ้นๆ

อ.วิชัย: ครับ ก็เห็นถึงแม้ขณะที่ท่านอาจารย์กล่าวแล้วฟังเข้าใจ ระลึกก็เกิดแล้วทั้งนั้นเลยครับตามเหตุตามปัจจัย แต่เมื่อมีความเข้าใจขึ้น ก็จะเห็นถึงความต่างว่าเกิดแล้วไม่รู้ กับเกิดแล้วก็ค่อยๆ ไตร่ตรองรู้ถึงลักษณะของธรรมอย่างที่กล่าวถึงสติครับ ถึงแม้ตัวสติยังไม่ปรากฏ แต่ก็พอเข้าใจในการพิจารณาได้ครับท่านอาจารย์

เป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ

ขอเชิญอ่านได้ที่ ..

ธรรมเป็นเครื่องอยู่ [เถระคาถา]

๑. ปฐมมหานามสูตร ว่าด้วยศากยะมหานามะทูลถามถึงธรรมเป็นเครื่องอยู่

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.วิชัย ด้วยค่ะ


เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ