ในทางพระพุทธศาสนา มีลูกหรือไม่มีลูกดีกว่าคะ
ในทางพระพุทธศาสนา มีลูกหรือไม่มีลูกดีกว่าคะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ประโยชน์คือความเข้าใจถูกเห็นถูกในความเป็นจริงของธรรม
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
ก็คือ ธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัยทั้งนั้น ดังนั้น
การมีลูกหรือไม่มีลูก เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย
บังคับบัญชาไม่ได้ การมีลูกหรือไม่มีลูก
ไม่ได้เป็นเครื่องกั้นในการอบรมเจริญกุศล อบรมเจริญปัญญาเลย
ถ้ามีลูก ก็เป็นโอกาสที่ผู้ที่เป็นมารดาบิดา ได้ทำประโยชน์เกื้อกูล
เลี้ยงดู ทำกิจของตน เป็นกุศลได้ ส่วนผู้ที่เป็นลูก ก็ได้เจริญกุศล
ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลต่อมารดาบิดา เป็นผู้กตัญญูกตเวที
สะสมสิ่งที่ดีต่อไป ถ้าไม่มีลูก ก็ไม่มีบ่วง ไม่มีเครื่องกังวล
แต่จะเป็นอย่างไร ก็ตามเหตุปัจจัย
ตามการสะสมของแต่ละบุคคล
พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง มีมาก เป็นประโยชน์เกื้อกูลสำหรับผู้ศึกษาอย่างแท้จริง อย่างเช่นข้อความในพระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ ๘๘ ปุตตสูตร (ว่าด้วยมารดาบิดาต้องการฐานะ ๕ อย่างจากบุตร) ดังนี้
[๓๙] ดูกร ภิกษุทั้งหลาย มารดาบิดา เล็งเห็นฐานะ ๕ ประการนี้ จึงปรารถนาบุตรเกิดในสกุล ฐานะ ๕ ประการเป็นไฉน คือ บุตรที่เราเลี้ยงมาแล้วจักเลี้ยงตอบแทน ๑ จักทำกิจแทนเรา ๑ วงศ์สกุลจักดำรงอยู่ได้นาน ๑ บุตรจักปกครองทรัพย์มรดก ๑ เมื่อเราตายไปแล้ว บุตรจักบำเพ็ญทักษิณาทานให้ ๑
ดูกร ภิกษุทั้งหลาย มารดา บิดา เล็งเห็นฐานะ ๕ ประการนี้แลจึงปรารถนาบุตรเกิดในสกุล มารดาบิดาผู้ฉลาดเล็งเห็นฐานะ ๕ ประการจึงปรารภนาบุตร ด้วยหวังว่าบุตรที่เราเลี้ยงมาแล้ว จักเลี้ยงตอบเรา จักทำกิจแทนเรา วงศ์สกุลจักดำรงอยู่ได้นาน บุตรจักปกครองทรัพย์มรดก และเมื่อเราตายไปแล้ว บุตรจักบำเพ็ญทักษิณาทานให้มารดาบิดาผู้ฉลาดเล็งเห็นฐานะเหล่านี้ จึงปรารถนาบุตร
ฉะนั้น บุตรผู้เป็นสัปบุรุษ ผู้สงบ มีกตัญญูกตเวที เมื่อระลึกถึงบุรพคุณของท่าน จึงเลี้ยงมารดาบิดา ทำกิจแทนท่าน เชื่อฟังโอวาท เลี้ยงสนองพระคุณท่าน สมดังที่ท่านเป็นบุพการี ดำรงวงศ์สกุล บุตรผู้มีศรัทธา สมบูรณ์ด้วยศีล ย่อมเป็นที่สรรเสริญทั่วไป.
จบ ปุตตสูตรที่ ๙
ใน พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย
ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ ๘๘ (สิงคาลกสูตร)
ได้แสดงถึงกิจที่บุตรธิดาพึงกระทำต่อมารดาบิดา
และกิจที่มารดาบิดาจะพึงกระทำต่อบุตรธิดา ดังนี้
ดูกร คฤหบดีบุตร มารดาบิดา เป็นทิศเบื้องหน้า
อันบุตรธิดาพึงบำรุงด้วยสถาน ๕ คือ
ด้วยตั้งใจว่าท่านเลี้ยงเรามา
เราจักเลี้ยงท่านตอบ ๑
จักรับทำกิจของท่าน ๑
จักดำรงวงศ์ตระกูล ๑
จักปฏิบัติตนให้เป็นผู้สมควรรับทรัพย์มรดก ๑
เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ทำบุญอุทิศให้ท่าน ๑
ดูกร คฤหบดีบุตร มารดาบิดา ผู้เป็นทิศเบื้องหน้า
อันบุตรพึงบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้วย่อมอนุเคราะห์บุตรด้วยสถาน
๕ คือ
ห้ามจากความชั่ว ๑
ให้ตั้งอยู่ในความดี ๑
ให้ศึกษาศิลปวิทยา ๑
หาภรรยาที่สมควรให้ ๑
มอบทรัพย์ให้ในสมัย ๑
ในพระสุตตันตปิฎก
สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้า ๒๙๔ (มาตุโปสกสูตร)
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงความเป็นจริงของผลของการเลี้ยงดูมารดาบิดา
ดังนี้
บุคคลใดเลี้ยงมารดาและบิดาโดยธรรม
เพราะการบำรุงมารดาและบิดานั่นแล
บัณฑิตย่อมสรรเสริญบุคคลนั้นในโลกนี้ทีเดียว
บุคคลนั้นละไปจากโลกนี้แล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์
ถ้ามีสิ่งที่เป็นที่รักที่ติดข้อง
ก็จะเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ใจในภายหลังได้ แต่ถ้าไม่มีเลย
ก็จะไม่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ตามข้อความในพระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค
เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ ๗๕ (นันทิสูตร) ดังนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
บุคคลมีบุตร ย่อมเศร้าโศกเพราะบุตรทั้งหลาย
บุคคลมีโค ย่อมเศร้าโศกเพราะโคทั้งหลายเหมือนกันฉะนั้น
เพราะอุปธิ (สภาพที่ทรงไว้ซึ่งทุกข์) เป็นความเศร้าโศกของคน
บุคคลใดไม่มีอุปธิ บุคคลนั้นไม่เศร้าโศกเลย
เพราะฉะนั้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม
ก็ขอให้มีความมั่นคงในการฟังพระธรรมศึกษาพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ดีแล้ว
อบรมเจริญปัญญา ไม่ประมาทในการเจริญกุศลทุกประการ
สะสมที่พึ่งให้กับตนเองต่อไป
เพราะท้ายที่สุดแล้วทุกคนก็จะต้องละจากโลกไปด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
ครับ
... ยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ ...


