ไม่มีเจ้ากรรมนายเวร เพราะสัตว์โลกมีกรรมเป็นของตน

สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน ทำกรรมใดไว้
ก็จะเป็นผู้ได้รับผลของกรรมนั้นตามควรแก่กรรมที่ได้ทำไว้
เพราะฉะนั้น
เราจึงไม่มีผู้อื่นเป็นเจ้ากรรมที่จะบันดาลหรือจะทำให้เรามีความสุขหรือมีความทุกข์ได้
แต่สัตว์ทั้งหลายจะมีความสุข ความทุกข์ ได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ
เสื่อมยศ ได้สรรเสริญ หรือ นินทา เกิดโรคภัยไข้เจ็บ
ประสบกับความเดือดร้อนทางกาย ต่างๆ ก็เพราะกรรมของตน
บุคคลอื่นไม่สามารถจะบังคับบัญชา
เป็นผู้ที่เหนือกรรมได้ ที่สำคัญ
คำว่าเจ้ากรรมนายเวรไม่มีในพระ
ไตรปิฎกเพราะว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า
ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร
เพราะฉะนั้น จึงไม่มีใครเป็นเจ้ากรรมของใคร เพราะทั้งหมด มีเหตุมีผล
มีเหตุมีปัจจัย, คนหนึ่งทำกรรมดี แต่อีกคนหนึ่งจะเป็นผู้ได้ดีมีสุข
จะได้รับวิบากที่เป็นกุศลวิบาก หรือ คนหนึ่งทำกรรมชั่ว
แต่อีกคนหนึ่งจะเป็นผู้ได้รับผลของกรรมชั่ว นั้น ย่อมไม่ถูกต้อง
ไม่ตรงตามคำสอน แต่ละบุคคลล้วนแต่มีกรรมเป็นของตนทั้งนั้น
จะทำกรรมแทนกันไม่ได้ จะทำกรรมดีแทนคนอื่นที่เขาไม่สามารถจะทำได้
ก็เป็นไปไม่ได้
แต่ถ้าผู้นั้นอนุโมทนาก็เป็นความดีของเขาในขณะที่กุศลจิตเกิด
แต่จะทำกรรมแทนกันนั้น ย่อมไม่ได้
ถ้าได้ศึกษาพระธรรมคำสอนในทางพระพุทธศาสนาอย่างละเอียด
ก็จะทำให้เข้าใจถูก เห็นถูกยิ่งขึ้น เข้าใจในเหตุในผลยิ่งขึ้น
โดยสรุปแล้ว คือไม่มีเจ้ากรรมนายเวร
เพราะสัตว์โลกมีกรรมเป็นของตน นั่นเอง



