ไม่มีการทำแต่มีการฟัง ... สนทนาธรรมที่บ้านซอยพัฒนเวศม์ บ่าย 9/3/69

 
nattawan
วันที่  12 มี.ค. 2569
หมายเลข  52117
อ่าน  10

ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

ตัวตนมาแล้ว ตัวตนเสมอ เอาออกยากมาก

ฟังแล้วไม่ลืมในความลึกซึ้ง กว่าจะมั่นคงในความจริง ฟังแล้วฟังอีกตั้งต้นแล้วตังต้นอีกจนกว่าจะมั่นคง ... หนทางเดียว ในชีวิตประจำวันต้องไม่ลืม ธรรมะไม่ต้องไปหา ไม่ต้องไปทำ มีแล้วไม่รู้ จนกว่ามีแล้วค่อยๆ รู้ค่อยๆ เข้าใกล้ ซึ่งมันอีกไกลมากแต่อย่างน้อยที่สุดก็รู้ว่ามันไม่ได้อยู่ตรงอื่น มันมีเดี๋ยวนี้เองตรงนี้แต่ไม่เคยรู้เพราะไม่มีปัจจัยพอที่จะระลึกว่ามันตรงนี้ทีไม่รู้ ถ้าฟังเรื่องราวรู้หมดแต่ตรงนี้ที่ไม่รู้ ต้องฟังไปเข้าใจไปอย่างเดียวไม่มีอื่น นอกจากเป็นปกติธรรมดารู้สิ่งที่ปรากฏแล้วเดี๋ยวนี้

ฟังได้ทุกเรื่องที่เป็นเรื่องของความจริงที่มีเดี๋ยวนี้แต่ยังไม่ได้ปรากฏ

กลัวความไม่มีเราไหม?! ตกใจไหมไม่มีเรา?! อยู่ดีๆ ก็หายไปเลย มีแต่สภาพธรรมะที่ปรากฏ แต่ความรู้ไม่พอว่าขณะนั้นเป็นธรรมะก็หวั่นไหว ถ้าปัญญาไม่พอก็หวั่นไหว

เวลาธาตุรู้ปรากฏ ขณะนั้นปัญญาพอหรือยังที่จะรู้ว่าเป็นธาตุรู้?!

วันหนึ่งๆ คืนหนึ่งๆ มีอะไรปรากฏซึ่งไม่เคยใส่ใจ แต่พอฟังธรรมะนั่นเป็นธรรมะซึ่งยังไม่รู้จัก ต้องค่อยๆ ฟังไตร่ตรองด้วยตนเอง ค่อยๆ เข้าใจด้วยตนเอง ทุกคำเป็นคำของคนอื่น แต่ความเข้าใจค่อยๆ ฟังไตร่ตรองจนเป็นความเข้าใจของตนเอง นั่นถึงจะเป็นเหตุปัจจัยให้สามารถถึงความจริงของธรรมะได้ ไม่ว่างขณะไหน ไม่ใช่เลือกวันเวลาว่าขณะนั้นขณะนี้ โดยความเป็นอนัตตาไม่มีการรู้ล่วงหน้าว่ารู้อะไรขณะไหนแค่ไหน

เพราะฉะนั้นมีทางเดียว ฟังไว้ๆ เข้าใจไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าเท่าไหร่แล้วเหมือนจับด้ามมีดถึงจะรู้ในความเป็นอนัตตาว่าบังคับบัญชาไม่ได้ เดี๋ยวนี้เกิดแล้วแต่ไม่รู้เลย ที่ตัวทั้งหมดตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เกิดแล้วไม่รู้สักอย่างเห็นเกิดแล้วก็ไม่รู้ ได้ยินก็ไม่รู้ คิดก็ไม่รู้ จำก็ไม่รู้ รู้สึกก็ไม่รู้ ไม่รู้เต็มหมดแล้วจะรีบร้อนไปไหน มันไม่รู้มานานเท่าไหร่ ค่อยๆ ฟัง ความเข้าใจค่อยๆ เป็นปัจจัยปรุงแต่งไปทุกขณะ ไม่รู้ว่าจะออกมาในรูปไหนวันไหนของแต่ละคน รวมทั้งชาติก่อนๆ ที่เคยสะสมมาด้วย ทุกอย่างเป็นปัจจัยหมด หนทางละทางอื่นไม่มีเลย แค่นี้มั่นคงหรือยังว่าพอเข้าใจนั่นแหละคือละตรงที่เข้าใจ ละไม่มากทีละน้อยบางบาง จนพอฟังอีกเริ่มคิดถึงเห็น ไม่ใช่เราตั้งต้นไปคิด ต้องอนัตตาไม่เลือกเลยว่าอะไรจะได้ยินหรือจะเห็นหรือจะจำ จนพอฟังอีกเริ่มคิดถึงเห็น ไม่ใช่เราตั้งต้นไปคิดต้องอนัตตาไม่เลือกเลยว่าอะไร จะได้ยินหรือจะเห็นหรือจะจำหรือจะคิดหรือจะรู้สึก ถึงต้องรู้ทั่วในสิ่งที่มีในชีวิตประจำวัน ถ้ายังไม่ใช่ความเข้าใจขณะนี้ตามปกติประจำวัน ... ไม่ใช่!!

เพราะฉะนั้นไม่มีการทำแต่มีการฟังพอเข้าใจก็ค่อยๆ ละความไม่รู้ หนทางเดียวอย่างเดียวที่จะละความไม่รู้ได้คือความรู้ความเข้าใจถูก ต้องอดทนระดับไหน?!

ถ้ามีปัญญาจริงๆ จะไม่หวั่นไหว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ทางไหน มากน้อยแค่ไหน ก็เกิดแล้วจะไปทำอะไรได้ นอกจากรู้ว่าเกิดแล้วไม่มีใครทำไม่ใช่เรา เป็นธรรมะที่เกิดตามปัจจัย ... ความเข้าใจในธรรมะก็เพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ก็สะสมความรู้ความเข้าใจนี้ไปเรื่อยๆ ไปทีละเล็กทีละน้อยจนเป็นปฏิปัตติตรงเห็น ถึงได้ถามว่าเห็นอยู่ไหน!! แต่ละขณะเร็วมากตามปัจจัย

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในความดีของทุกท่านค่ะ


เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ