ค่อยๆ เข้าใจตรงตามความเป็นจริง

ภาษาบาลี ๑ คำ คติธรรมประจำสัปดาห์ “อสรีร ”
โดย อ.คำปั่น อักษรวิลัย
อสรีร อ่านตามภาษาบาลีว่า อะ - สะ - รี - ระ มาจากคำว่า น ศัพท์ปฏิเสธ (ไม่มี) กับคำว่า สรีร (รูปร่าง, สรีระ) [แปลง น เป็น อ] จึงรวมกันเป็น อสรีร เขียนเป็นไทยได้ว่า อสรีระ แปลว่า ไม่มีรูปร่าง, ไม่มีสรีระ เป็นอีก ๑ คำ ที่แสดงถึงความเป็นจริงของจิต ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ เป็นสภาพที่ไม่มีรูปร่าง ไม่มีสรีระ ไม่มีรูปธรรมใดๆ เจือปนกับจิตเลย
ข้อความในธัมมปทัฏฐกถา อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ได้อธิบายความเป็นจริงของจิตว่าเป็นสภาพที่ไม่มีรูปร่าง ดังนี้
“สรีรสัณฐานก็ดี ประเภทแห่งสีมีสีเขียวเป็นต้นเป็นประการก็ดี ของจิต ย่อมไม่มี เพราะเหตุนั้น จิต จึงชื่อว่า อสรีรํ”
อ.ณภัทร: ท่านอาจารย์ครับ การฟังพระธรรมครับ การพิจารณาไตร่ตรองนี่เป็นหัวใจสำคัญ เพราะว่า เมื่อฟังแล้วก็พิจารณาในสิ่งที่ได้ฟัง เช่น ท่านอาจารย์ถามว่า รู้จักธาตุรู้หรือยัง? แล้วท่านอาจารย์ก็ให้ความเข้าใจว่า ธาตุรู้ นี่เป็นสภาพรู้ที่ไม่มีรูปใดๆ เจือปน แค่นี้ครับ ได้ฟังก็พิจารณาไตร่ตรองตามที่ได้ฟัง
เพราะฉะนั้น อย่างเวลาเห็น ก็ต้องมีสิ่งที่ถูกเห็น แต่สิ่งที่ถูกเห็นไม่ใช่เห็น เพราะฉะนั้น การที่จะรู้จัก ธาตุรู้ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ถูกเห็นนี่ครับ จะมีความละเอียดอย่างไรแม้ขั้นต้นที่ได้ฟังก็พอที่จะเข้าใจว่า ธาตุรู้กับสิ่งที่ถูกรู้ ไม่ใช่ธรรมะประเภทเดียวกันครับ
ท่านอาจารย์: ธาตุรู้มีทุกขณะไหม?
อ.ณภัทร: ธาตุรู้มีทุกขณะครับ
ท่านอาจารย์: รู้อะไรล่ะ?
อ.ณภัทร: แล้วแต่ว่าจะรู้เสียงรู้สี หรือว่ารู้กลิ่นเป็นต้นครับ
ท่านอาจารย์: ได้ยินคำว่า ธาตุรู้ รู้จักธาตุรู้แล้วหรือยัง?
อ.ณภัทร: ยังไม่รู้จักธาตุรู้จริงๆ
ท่านอาจารย์: จะรู้ได้ไหม?
อ.ณภัทร: จะรู้ได้ครับ
ท่านอาจารย์: เมื่อไหร่??
อ.ณภัทร: เมื่อพิจารณาไตร่ตรองในสภาพธรรมะที่ได้ฟังครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: จนกว่าจะรู้
อ.ณภัทร: จนกว่าจะรู้ แล้วจะอย่างไรที่จะไม่เป็นการเข้าใจผิด คิดว่าเป็นความรู้จริงๆ ครับ
ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้เข้าใจธาตุรู้หรือยัง?
อ.ณภัทร: เข้าใจหรือยัง? ก็จะเหมือนกับอาทิตย์ที่แล้วที่ผมเรียนสนทนากับท่านอาจารย์ว่า บางครั้งนี่ครับ ...
ท่านอาจารย์: อาทิตย์ไหนก็เหมือนกันไม่ใช่หรือ?
อ.ณภัทร: เพราะว่า ท่านอาจารย์ก็กล่าวว่า ปัญญา ไม่สงสัย
ท่านอาจารย์: เรากำลังพูดถึงธาตุรู้ไม่ใช่หรือ?
อ.ณภัทร: ครับ ท่านอาจารย์ถามว่า รู้จักธาตุรู้หรือยัง? เหมือนจะรู้จักครับ
ท่านอาจารย์: แล้วเมื่อไหร่จะไม่ใช่เพียงเหมือนจะ?
อ.ณภัทร: ตรงนี้ครับที่ยังสงสัยครับ
ท่านอาจารย์: เหมือนจะ นั่นเรา นะ
อ.ณภัทร: นี่ครับถึงบอกว่า ที่ท่านอาจารย์บอกว่า ปัญญาไม่สงสัย เพราะฉะนั้น ก็ยังไม่ใช่ปัญญา
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็ต้องฟังไตร่ตรองจนกว่าจะเข้าใจ ง่ายไหมที่จะเข้าใจธาตุรู้?
อ.ณภัทร: ไม่ง่ายที่จะเข้าใจชัดเลยครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เพียงได้ฟังอาทิตย์ก่อน แล้วก็อาทิตย์โน้น พอไหม?
อ.ณภัทร: ไม่พอครับ
ท่านอาจารย์: ก็ต้องค่อยๆ เข้าใจตรงตามความเป็นจริง เพราะธาตุรู้ไม่มีรูปร่างใดๆ เลย แต่กำลังรู้สิ่งที่ปรากฏ ถ้าไม่รู้สิ่งที่ปรากฏ สิ่งนั้นจะปรากฏไม่ได้ ทีละเล็กทีละน้อยค่อยๆ สะสมความเข้าใจจนกว่าจะมั่นคง
อ.ณภัทร: ครับ อย่างท่านอาจารย์ก็ถามว่า ขณะนี้มีธาตุรู้ไหมทุกขณะไหม? ผมก็ตอบว่า มี เพราะว่า ถ้าไม่มีธาตุรู้ เสียงก็ไม่ปรากฏ เห็นก็ไม่ปรากฏ แข็งก็ไม่ปรากฏ เป็นต้นครับ
ท่านอาจารย์: ทั้งวันมีธาตุรู้ใช่ไหม?
อ.ณภัทร: ทั้งวันต้องมีธาตุรู้ครับ
ท่านอาจารย์: แต่ไม่เคยคิดถึงธาตุรู้เลย!! แล้วธาตุรู้จะปรากฏให้รู้ได้อย่างไร??
อ.ณภัทร: จะปรากฏให้รู้ได้อย่างไร? ก็เมื่อมีการคิดถึงใส่ใจพิจารณาในตัวธาตุรู้ครับ
ท่านอาจารย์: เริ่มหรือยัง?
อ.ณภัทร: เริ่มจากการที่เข้าใจในขั้นฟังครับ
ท่านอาจารย์: ก็ต้องตรง ถ้าไม่มีขั้นฟังเลย ไม่มีพื้นฐานอะไรที่จะให้ธาตุรู้เกิดขึ้นรู้ในวันหนึ่งๆ ว่า เป็นธาตุรู้
อ.ณภัทร: ครับ
ท่านอาจารย์: รอไหวไหม?
อ.ณภัทร: รอไหวไหม? ก็อย่างที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า นานแสนนานครับ ก็ไม่ได้คิดที่จะรอเลยครับ ก็ฟังไปเข้าใจไปครับ
ท่านอาจารย์: แน่ใจนะว่าไม่รอ?
อ.ณภัทร: ไม่รอ คือไม่รอ คือทุกอย่างต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย
ท่านอาจารย์: กำลังรอหรือเปล่า?
อ.ณภัทร: ไม่ได้รอครับ แต่อยากจะเข้าใจครับ
ท่านอาจารย์: เพื่อจะรอหรือเปล่า?
อ.ณภัทร: ผมก็พิจารณาที่ท่านอาจารย์ถามว่า เพื่อจะรอหรือเปล่า?
ท่านอาจารย์: ความหวังหายไปไหนหมด?
อ.ณภัทร: คือไม่ได้หวังครับ ไม่ได้หวังจะเป็นพระโสดาบัน ไม่ได้หวังเลยครับ เพียงแต่ว่า ความจริงที่อยู่ตรงนี้มันเข้าใจได้ยาก ก็เพียงแต่ว่าค่อยๆ เข้าใจครับ แต่ไม่ได้หวังไม่ได้รอครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ฟังเพื่อเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย
อ.ณภัทร: ครับ ฟังเพื่อเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย คือฟังก็เข้าใจในสิ่งที่ท่านอาจารย์ได้แสดง แต่ว่าปฏิปัตติยังไม่ถึงแน่นอนเพราะว่าหลงลืมเป็นประจำในชีวิจประจำวัน
ท่านอาจารย์: ที่ได้ฟังนี่เยอะไหม?
อ.ณภัทร: ก็ยังน้อยอยู่ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ถึงจะน้อย หรือจะมาก แต่ถ้าฟังแล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้นก็เหมือนกัน เห็นต้องเป็นเห็น จะเป็นอื่นไม่ได้!!
อ.ณภัทร: ครับ แต่สภาพธรรมะเกิดดับรวดเร็วมากครับ เห็นต้องเป็นเห็น เพียงเห็นเท่านั้นจริงๆ ยังไม่ได้เป็นอย่างอื่นครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: เพราะเหตุว่า ยังไม่มีปัจจัยที่จะรู้กว่านี้
อ.ณภัทร: แล้วปัจจัยที่จะรู้มากกว่านี้ ก็คือต้องมีการศึกษาที่มากขึ้นเข้าใจมากขึ้น
ท่านอาจารย์: มีธรรมะอื่นอีกไหมนอกจาก เห็น?
อ.ณภัทร: มากมายครับ
ท่านอาจารย์: ธรรมะอะไรที่จะทำให้ไม่ลืมเห็นที่กำลังเห็นว่า เป็นสิ่งที่มีจริง?
อ.ณภัทร: ก็ต้องเป็นความระลึกได้ครับ สติ ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น มีหรือยัง?
อ.ณภัทร: เป็นครั้งคราวครับท่านอาจารย์ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จะหวังอะไรมากกว่าครั้งคราวไหม?
อ.ณภัทร: ถึงหวังก็ไม่ได้ครับ เพราะว่าต้องเป็นไปตามปัจจัยครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ครั้งคราว ก็ครั้งคราว เพราะปัจจัย
อ.ณภัทร: ครับ เพียงแต่ว่า บางครั้งอย่างที่ผมเรียนถามท่านอาจารย์ว่า บางครั้งเป็นความเข้าใจถูกจริงๆ หรือเปล่า หรือว่าผิด หรือว่าเพียงคิดไปเองครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ยังหวังอยู่
อ.ณภัทร: ครับ
ท่านอาจารย์: ใช่ไหม? ถ้าไม่หวัง ก็ฟังดีๆ ทุกคำ ไตร่ตรองละเอียดขึ้น นั่นคือไม่หวัง
อ.ณภัทร: ครับ อาจจะละเอียดแล้วก็เบาบางมากครับ ที่ท่านอาจารย์บอกว่ายังหวังอยู่
ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้หวังไหม?
อ.ณภัทร: หวังอะไรครับท่านอาจารย์ ต้องถามว่า หวังอะไรครับ
ท่านอาจารย์: ไม่มีหวังเลยหรือ?
อ.ณภัทร: ไม่ได้หวังครับ
ท่านอาจารย์: หวังเข้าใจหรือเปล่า?
อ.ณภัทร: ถ้าหวังเข้าใจ มีหวังเข้าใจครับ
ท่านอาจารย์: ก็ยังหวังอยู่
อ.ณภัทร: ครับ
ท่านอาจารย์: หวังมาแต่ไหม? หวังเกิดขึ้นได้อย่างไร?
อ.ณภัทร: เบาบางมากครับ
ท่านอาจารย์: ไม่ได้ถามว่า เบาบางหรือไม่เบาบาง แต่ถามว่า หวัง มาได้อย่างไร เกิดขึ้นมาได้อย่างไร?
อ.ณภัทร: เพราะไม่รู้ครับ
ท่านอาจารย์: ไม่รู้อะไร?
อ.ณภัทร: เพราะไม่รู้ความจริงจึงหวังครับ
ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้ไม่รู้อะไร?
อ.ณภัทร: เดี๋ยวนี้ยังไม่รู้จักธาตุเห็นจริงๆ ครับ
ท่านอาจารย์: เมื่อไม่รู้ก็หวังใช่ไหม?
อ.ณภัทร: ครับ ถ้ารู้ ก็ไม่ต้องหวัง
ท่านอาจารย์: หวังได้ไหม พอรู้แล้ว?
อ.ณภัทร: รู้แล้วก็ไม่หวังครับ
ท่านอาจารย์: เพราะอย่างไรก็ต้องเกิด หวังหรือไม่หวังก็ต้องเกิด เกิดแล้วด้วย
อ.ณภัทร: ครับ
ท่านอาจารย์: วนไป อยู่ที่ไม่รู้ใช่ไหม?
อ.ณภัทร: ใช่ครับ อยู่ที่ไม่รู้ครับ
ท่านอาจารย์: จนกว่าจะค่อยๆ รู้ความจริงของแต่ละหนึ่ง
อ.ณภัทร: ครับ และการที่จะค่อยๆ รู้ความจริงแต่ละหนึ่ง ก็ต้องเป็นความเข้าใจที่มาจากการฟังเพิ่มขึ้น
ท่านอาจารย์: รู้ว่า เดี๋ยวนี้มีเห็น ก็ไม่รู้จักเห็นตามความเป็นจริง
อ.ณภัทร: ครับ ขณะนี้มีเห็น ก็ไม่รู้จักเห็นตามความเป็นจริง
ท่านอาจารย์: จึงหวังที่จะเห็นอะไร?
อ.ณภัทร: จึงหวังที่จะรู้เห็น
ท่านอาจารย์: ไม่หวังที่จะเห็นอะไร? เพราะไม่รู้ความจริงของเห็น จึงหวังที่จะเห็นอะไร?
ยังไม่หมดหวังที่จะเห็นแน่นอน ใช่ไหม?
อ.ณภัทร: ครับ
ท่านอาจารย์: เห็นแล้วก็หวังเห็นอีก
อ.ณภัทร: ครับ จึงหวังที่จะเห็นในสิ่งที่ปรากฏครับ
ท่านอาจารย์: จนกว่าจะรู้ว่า หวัง เป็นอะไร อริยสัจจธรรมที่ ๒
อ.ณภัทร: ครับ ก็เป็นชีวิตประจำวันจริงๆ ครับท่านอาจารย์ ไม่พ้นไปเลยครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไม่ใช่สำหรับจำชื่อนะ อริยสัจจธรรมที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ แต่กำลังเป็นอย่างนั้นจนกว่าจะรู้
อ.ณภัทร: ครับ อีกนิดหนึ่งครับ ในพระไตรปิฎก ก็จะมีคำว่า กำหนดรู้ ครับ ขอท่านอาจารย์อนุเคราะห์ตรงนี้ครับ
ท่านอาจารย์: ใครกำหนดรู้?
อ.ณภัทร: ต้องเป็นปัญญาครับ ไม่ใช่เราครับ
ท่านอาจารย์: ปัญญารู้ ปัญญาเข้าใจความจริง
อ.ณภัทร: เพราะฉะนั้น กำหนดรู้ ก็คือเป็นปัญญาที่พิจารณาแล้วก็เข้าใจในสภาพธรรมะนั้นๆ ท่านอาจารย์มีอะไรจะเพิ่มเติมตรงนี้ไหมครับ
ท่านอาจารย์: ความลึกซึ้งของธรรมะต้องค่อยๆ ฟัง จึงจะละความติดข้องซึ่งไม่ได้ปรากฏ
อ.ณภัทร: ครับ
ท่านอาจารย์: คิดว่า เหมือนไม่ได้ติดข้อง แต่เดี๋ยวนี้ เห็น อย่างนี้ติดข้องไหม แม้เพียงแค่เห็น!!
อ.ณภัทร: ยังยินดีในสิ่งที่เห็นอยู่ครับ ติดข้องไม่ใช่ทางเห็นด้วย ทางอื่นอีกมากมายครับท่านอาจารย์ครับ
ท่านอาจารย์: ทั้งวัน
อ.ณภัทร: ครับ ทั้งวัน ใช่เลยครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จะละความติดข้องไหม? ตราบใดที่ติดข้อง ไม่รู้ความจริง
อ.ณภัทร: ครับ ถ้าไม่รู้ความจริงก็ไม่ละครับ แต่จะรู้ความจริงก็ยากแสนยากครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น หวังเกิดก็ไม่รู้
อ.ณภัทร: ครับ
ท่านอาจารย์: ไม่รู้อะไรสักอย่าง จนกว่าจะค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจความลึกซึ้งตามลำดับ
อ.ณภัทร: ครับ กราบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์ครับ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ณภัทร ด้วยค่ะ


