ไม่ใส่ใจว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไร

อ.อรรณพ: วันนี้ก็ได้ประโยชน์ที่ได้สะสม สุตตะ ในขั้นการฟัง จากข้อความที่เป็นประโยชน์ และก็ลึกซึ้งตั้งแต่ต้นที่ว่า ย่อมรู้ด้วยสามารถลักษณะ ย่อมเห็นด้วยสามารถกิจ ซึ่งเมื่อกี้ก็ไพเราะ แล้วเห็นถึงความว่า ต้องรู้ลักษณะก่อน จึงจะรู้ในกิจของธรรมะต่างๆ เช่น ธาตุรู้ต่างๆ เห็น ได้ยินอย่างนี้ครับ ก็เป็นการสะสมสุตตะที่เป็นประโยชน์ครับ
กราบเท้าท่านอาจารย์อีกนิดเพื่อจะได้เป็นประโยชน์ในการสะสมสุตตะที่จะเป็นประโยชน์ในกาลต่อไปในข้อความที่ ๓ ครับ ก็ยิ่งจะดูว่าละเอียดขึ้น แต่ความละเอียดนั้นคืออย่างไรที่ท่านกล่าวว่า ย่อมรู้ทั่วด้วยสามารถอาการปรากฏครับ อันนี้คือรู้ทั่ว รู้ลักษณะ เห็นโดยกิจ แล้วก็รู้ทั่วโดยอาการปรากฏครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: ไม่ใช่ชื่อ
อ.อรรณพ: ครับ เป็นอย่างไรครับ
ท่านอาจารย์: แค่ว่าลักษณะ รู้หรือย้ง?
อ.อรรณพ: ต้องรู้ลักษณะก่อน
ท่านอาจารย์: แค่ต้อง
อ.อรรณพ: ครับ
ท่านอาจารย์: ก็ต้องไปเรื่อยๆ
อ.อรรณพ: ครับ
ท่านอาจารย์: แล้วเมื่อไหร่จะรู้?
อ.อรรณพ: จนกว่าจะใส่ใจ
ท่านอาจารย์: แล้วมาจากไหน จนกว่า
อ.อรรณพ: ก็สะสมสุตตะ
ท่านอาจารย์: เรื่องอะไร?
อ.อรรณพ: เรื่องลักษณะของสิ่งที่มี
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้รู้ลักษณะของอะไร?
อ.อรรณพ: ขณะนี้สนทนากับท่านอาจารย์ ไม่ได้รู้ลักษณะของตามความเป็นจริง แล้ว
ท่านอาจารย์: แล้วรู้ได้ไหม?
อ.อรรณพ: ต้องรู้ได้
ท่านอาจารย์: เมื่อไหร่?
อ.อรรณพ: เมื่อมีความเข้าใจมั่นคง
ท่านอาจารย์: แค่นี้เอง อยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน!!
อ.อรรณพ: ครับ
ท่านอาจารย์: แค่เมื่อมีความเข้าใจมีความมั่นคง
อ.อรรณพ: ถ้าท่านอาจารย์ไม่กล่าวเพื่อจะได้เข้าใจสุตตะของข้อความประโยคที่ ๓ นะครับ
ท่านอาจารย์: พระสัมมาสะมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าอย่างไร นั่นแหละเป็นคำตอบที่ลึกซึ้งที่จะต้องค่อยๆ เข้าใจความละเอียดยิ่งขึ้น ไม่ใช่คิดเอง
อ.อรรณพ: ครับ
ท่านอาจารย์: ไม่อย่างนั้น ก็จนกว่าไปเรื่อยๆ ไม่ถึงสักที ไม่รู้เพิ่มสักที ไม่ใส่ใจว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไร
เห็น เกิดขึ้นเองได้ไหม?
อ.อรรณพ: ไม่ได้
ท่านอาจารย์: ต้องมีปัจจัยปรุงแต่ง! อะไรบ้างล่ะ? เห็นไหม เริ่มรู้จากเห็นเพิ่มขึ้น
อ.อรรณพ: เพิ่มขึ้น
ท่านอาจารย์: ว่าเกิดไม่ได้แน่ตามลำพัง และอะไรเป็นปัจจัยให้เห็นเกิดขึ้น
อ.อรรณพ: เป็นธรรมะที่เป็นปัจจัยครับ
ท่านอาจารย์: อะไรล่ะ?
อ.อรรณพ: สิ่งที่กระทบตา สิ่งที่ปรากฏทางตา
ท่านอาจารย์: เท่านั้นหรือ?
อ.อรรณพ: มีอีกหลายธรรมะ
ท่านอาจารย์: เห็นไหม ต้องค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจว่า ยิ่งกว่านั้นอีกมหาศาล
อ.อรรณพ: ใช่ครับ ต้องมีตา ต้องมีธาตุรู้ก่อนเห็น
ท่านอาจารย์: แค่นี้ใครๆ ก็คงจะตอบได้ใช่ไหม?
อ.อรรณพ: ตามเรื่องที่ท่านแสดงไว้
ท่านอาจารย์: ค่ะ แค่นี้เองหรือ?
อ.อรรณพ: ไม่แค่นี้เอง
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็ต้องฟังคำของพระองค์ทุกคำ
อ.อรรณพ: จนกว่าปัญญาจะเริ่มรู้ลักษณะ
ท่านอาจารย์: ไม่อย่างนั้นเราก็อยู่แค่ตรงนี้ ไม่มีอะไรเพิ้มเติมเลย
อ.อรรณพ: เพราะฉะนั้น ตั้งแต่เบื้องต้นที่จะอบรมไป นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
ท่านอาจารย์: ค่อยๆ เข้าใจว่า อะไรเป็นปัจจัยให้เห็นเกิดทีละเล็กทีละน้อย ไม่ใช่มีแต่เฉพาะตา ไม่ใช่จะเฉพาะสิ่งที่กระทบตา ยังมีอย่างอื่นอีกที่จะทำให้เริ่มค่อยๆ คลายความไม่รู้ในเห็น ซึ่งเกิดไม่ได้ถ้าปราศจากปัจจัยที่ทำให้เกิด ไม่ใช่เพียง ๒ - ๓ ปัจจัย
เห็นไหม ความลึกซึ้งของเห็น!! ให้เห็นความลึกซึ้งของเห็น ไม่ใช่จนกว่าจนกว่า โดยไม่รู้ความลึกซึ้ง
อ.อรรณพ: เพราะฉะนั้น แม้เห็นเกิดขึ้นขณะหนึ่งก็เป็นธรรมะที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยมากมายตามที่ท่านได้แสดงไว้ ที่จะได้ฟังได้เข้าใจเป็นสุตตะขึ้นเพิ่มขึ้น
ท่านอาจารย์: พูดอย่างนี้แล้วต้องเข้าใจขึ้นด้วย อะไรเป็นปัจจัย ปล่อยไปเลย เพราะปัจจัยแค่นั้นไม่พอ?
อ.อรรณพ: มากมายหลายธรรมะที่เป็นปัจจัย แต่ละอย่างๆ
ท่านอาจารย์: ที่สามารถเข้าใจได้ตามลำดับทีละเล็กทีละน้อย
อ.อรรณพ: ผมเลยคิดว่า ถ้าเป็นการศึกษาด้วยความเข้าใจ การเข้าใจในเรื่องของเหตุปัจจัยจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งเลยครับ
ท่านอาจารย์: แต่ไม่ใช่ไปตั้งหน้าตั้งตาเรียนชื่อ แต่รู้เลยถ้าไม่มีตา เห็นไม่ได้ ตาเป็นปัจจัยใช่ไหม? ปัจจัยประเภทไหนล่ะ? เห็นไหม?
อ.อรรณพ: ปัจจัยโดยความเป็นที่อาศัยเกิด
ท่านอาจารย์: ตาเป็นปัจจัยให้เกิดเห็นโดยประเภทไหนของปัจจัย?
อ.อรรณพ: เป็นที่อาศัยให้เห็นเกิด
ท่านอาจารย์: เห็นไหม เป็นที่อาศัย ภาษาบาลีใช้คำว่าอะไร?
อ.อรรณพ: นิสสยปัจจัย
ท่านอาจารย์: เห็นไหม? แต่เราก็เรียนปัจจัย ค่อยๆ รู้ปัจจัยในขณะที่เห็น ในขณะอื่นๆ ด้วยความมั่นคงในความเป็นปัจจัยแต่ละปัจจัย ไม่ใช่ไปตั้งหน้าตั้งตาเรียนปัจจัย แล้วอยู่ไหนไม่รู้ ก็เดี๋ยวนี้แหละที่เห็นนี่แหละ
อ.อรรณพ: ที่เห็นนี่
ท่านอาจารย์: ไม่มีปัจจัยเกิดไม่ได้!! แต่ปัจจัยอะไรบ้างล่ะ?
สิ่งที่กระทบตาเป็นปัจจัยหรือเปล่า?
อ.อรรณพ: เป็นครับ
ท่านอาจารย์: เห็นไหม ก็เราก็รู้อยู่แล้ว เห็นก็ต้องมีสิ่งที่ถูกเห็น และเห็นจะไปเกิดรู้สิ่งที่ไม่ได้กระทบตาได้อย่างไร?
เพราะฉะนั้น สิ่งที่กระทบตามีจริง เป็นสิ่งที่เห็นต้องเกิดขึ้นเพื่อรู้สิ่งที่ถูกเห็นเท่านั้น
อ.อรรณพ: สิ่งที่กระทบตาต้องเป็นปัจจัยให้ธาตุรู้ที่เห็นนี่รู้
ท่านอาจารย์: แค่นี้ก็เพิ่มความละคลายทีละน้อยมาก ไม่มีใครบันดาลเห็น ไม่มีใครเลือกเห็น เพราะฉะนั้น ปัจจัยที่ทำให้เห็นเกิดรู้สิ่งที่กระทบตาตามปัจจัย และอะไรเป็นปัจจัยของเห็น ค่อยๆ เรียนค่อยๆ รู้ค่อยๆ ละ ไม่ใช่จบแล้ว จนกว่าจนกว่า แล้วยังไงไม่รู้อะไรเลย
อ.อรรณพ: ครับ เพราะฉะนั้น แม้ที่ท่านอาจารย์กล่าวนี่ ก็เป็นพระพุทธศาสนาจริงๆ ซึ่งทำลายความเห็นผิด อย่างเช่น เขาคิดว่า อะไรๆ ก็เกิดขึ้นมาลอยๆ จะเห็น เห็นก็เกิดขึ้นลอยๆ จะสุขทุกข์ก็เกิดขึ้นมาลอยๆ ไม่มีเหตุแะไรเลย
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ


