พูดถึงสิ่งที่มีจริงในภาษาของตน

อ.ธนากร: กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ ความเห็นของผมถ้าจะพูดถึงสื่อของมูลนิธิจริงๆ แล้ว เนื้อหาสาระก็มีครบถ้วนสมบูรณ์ แล้วก็ศึกษาไม่มีวันจบเลยครับ แต่ว่า สิ่งที่ขาด ก็คือผู้ศึกษา ความเข้าใจของผู้ศึกษาที่สำคัญมากครับ
ผมนึกถึงสมัยก่อนนานมาแล้ว จำประโยคข้อความที่ท่านอาจารย์พูดในห้องประชุมย่อย ท่านอาจารย์พูดแล้วผมก็ยังคงจำได้จนถึงทุกวันนี้ครับว่า คนสมัยโบราณ สมัยก่อนในครั้งพุทธกาลเริ่มจากตัวธรรมะ แล้วจึงมาหาชื่อ แต่คนสมัยนี้กลับกัน คือจะเอาชื่อ แล้วไปหาตัวธรรมะ นี้เป็นความต่างอย่างลิบลับเลยครับ ซึ่งทำให้ผลของการศึกษาธรรมะต่างกัน เพราะว่า ในครั้งที่พระผู้มีพระภาคได้ทรงตรัสรู้แล้วก็ทรงแสดงพระธรรมนะครับ ผู้ฟังเมื่อฟังคำของพระองค์ ซึ่งมีตัวธรรมะจริงๆ ที่ไม่ได้เกิดขึ้นตามคอร์ส แต่ว่า มีแล้วในขณะนั้น แต่ว่าเพราะมีตัวธรรมะ และมีคำของพระองค์ ทำให้พิจารณาถึงความเป็นจริงของสิ่งที่มีอยู่ จึงเกิดความเข้าใจว่า คำของพระองค์หมายถึงอะไร แต่ว่าต่างจากสมัยนี้ที่มีคำมากมายแต่หาไม่เจอว่า ตัวจริงอยู่ไหน แต่ว่ามีคำที่เป็นหลักสูตรไปเรื่อยๆ แต่สุดท้ายแล้วถ้าไม่รู้วัตถุประสงค์ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเพื่ออะไร ก็ไม่สามารถที่จะหาความเป็นจริงของธรรมะเจอ
เพราะฉะนั้น ผมก็เห็นด้วยกับแนวทางของมูลนิธิศึกษา และเผยแพร่พระพุทธศาสนาที่ท่านอาจารย์เคารพในการเทศนาของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านะครับ ที่ไม่บัญญัติสิ่งที่พระผู้มีพระภาคมิได้ทรงบัญญัติ เพราะว่าธรรมะไม่ได้สาธารณะกับทุกคนที่สะสมมาก็จริงนะครับ แต่ว่าเป็นประโยชน์กับทุกคนที่มีโอกาสได้ศึกษาแม้ได้เริ่มฟังครับ เพราะว่า อย่างเห็นได้ว่า ข้อความเดียวกันในพระไตรปิฎก อรรถกถา มีผู้ฟังแล้วบรรลุเป็นพระอรหันต์ก็มี เป็นพระอริยบุคคลก็มี หรือแม้เพียงเลื่อมใส หรือแม้ไม่ได้เข้าใจแต่ก็สะสมเป็นอุปนิสัยก็มี
ก็เหมือนกับทุกข้อความทุกคำที่พวกเราสนทนากันซึ่งท่านอาจารย์ก็อนุเคราะห์เกื้อกูลให้เห็นว่า เห็น เดี๋ยวนี้มีเห็น เห็นคืออะไร และรู้ความจริงของเห็นหรือยัง ซึ่งก็ดูเหมือนเป็นคำธรรมดา แต่ว่าเป็นการอนุเคราะห์เกื้อกูลทุกคำที่ทำให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ครับ เพราะว่า สิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ยากลึกซึ้งสุดที่จะประมาณ ทำให้รู้เลยว่า ไม่สามารถที่จะดูหมิ่นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ง่าย เพียงแค่มีหลักสูตรแล้วจบ แต่ความเป็นจริงของสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ลึกซึ้งเกินกว่าที่เพียงแค่มีคอร์ส แล้วก็จบตามตำรา
ตำราเดี๋ยวนี้ ถ้าทั้งในหนังสือที่แปลมาแล้วก็มีในออนไลน์นะครับ ก็แทบจะเรียกว่ามหาศาล แต่ว่าสิ่งที่ขาดคือความเข้าใจสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ ให้รู้ว่า คำของพระองค์หมายถึงอะไร
เพราะฉะนั้น ผมก็คิดว่า แนวทางที่เป็นประโยชน์มากที่สุด คือความซื่อตรงต่อความไม่รู้สิ่งที่มีในขณะนี้ และเริ่มจากที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวย้ำเสมอว่า เดี๋ยวนี้มีอะไร? ศึกษาเดี๋ยวนี้ เราก็มีคำของพระองค์ค่อยๆ เขยิบไปทีละเล็กทีละน้อย ค่อยๆ ให้เริ่มรู้ว่า ความไม่รู้มากแค่ไหน!! แล้วจึงจะเข้าใจคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มากขึ้นๆ ๆ เรื่อยๆ เป็นการตั้งต้นที่ถูก คือละตั้งแต่แรกไม่มีเราตั้งแต่แรก ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นว่าคำของพระองค์ที่เป็นไปเพื่อละ แต่ว่าจะเหมือนกับวิชาการทางโลก เป็นอะไรที่เพิ่มพูนประดับอัตตาตัวตนให้มีเราศึกษามากมายแล้วก็จบหลักสูตรอะไรที่ตรงข้ามกับวัตถุประสงค์ที่พระองค์ทรงแสดงเลยครับ
ก็กราบขอบพระคุณ และอนุโมทนาครับ
ท่านอาจารย์: แล้วไม่คิดหรือว่าคนที่เขาใช้ภาษานั้นได้ยินคำว่า สัมปฏิจจฉันนะ เขาต้องไปหาว่ามันคืออะไรไหม? ในเมื่อเขาพูดกันอยู่แล้ว
ของเรา เห็น แต่อีกภาษาหนึ่งไม่รู้จักว่า เห็นคืออะไร แต่เขาใช้คำว่า จักขุวิญญาณ เขาจะต้องไปนั่งหาไหมว่า จักขุวิญญาณคืออะไร ในเมื่อเป็นภาษาที่เขารู้แล้วว่าหมายถึงอะไร
เพราะฉะนั้น ในสำหรับการศึกษาของเรา เราไม่ได้พูดภาษาบาลี แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ธรรมะในภาษานั้น แต่แสดงถึงความจริงของสิ่งที่มี ไม่ว่าในภาษาไหน
เพราะฉะนั้น ได้ยินคำว่า เห็น เรารู้จักทุกคนว่า เห็นคือเดี๋ยวนี้ที่กำลังเห็น แต่ไม่รู้ความจริง
เพราะฉะนั้น เราไปพูดว่า จักขุวิญญาณ กับใครๆ ที่เขาไม่รู้ความหมายอันนี้ได้หรือ? เขาจะรู้ไหมว่ามันคืออะไร? เป็นเรื่องที่ไม่รู้เรื่องเลยว่า ภาษาเพื่อที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีในภาษาของตนๆ
ไม่ใช่ว่า เราได้ยินคำว่า สัมปฏิจจฉันนะ เราไม่รู้นี่ว่าอะไร แต่คนที่เขาพูดภาษานั้นอยู่แล้วเขารู้ เหมือนเขาพูดคำว่า จักขุวิญญาณ แล้วเราพูดคำว่า เห็น ก็ตรงกันว่าหมายความถึงสิ่งที่มีในในแต่ละภาษา
เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรมะ ต้องรู้ ธรรมะคือสิ่งที่มีจริง สามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่มีจริงในภาษาของตนๆ แต่ในเมื่อพระองค์ทรงแสดงในภาษาหนึ่ง ซึ่งเราสามารถที่จะรู้ว่า ภาษานั้นหมายความตรงถึงธรรมะอะไร เราก็เริ่มเข้าใจภาษานั้นด้วยเพื่อประกอบกันเท่านั้นเอง แต่ไม่ใช่ว่าเราจะต้องไปพูดภาษานั้นเหมือนอย่างคนที่เขาฟังพระองค์ในครั้นพุทธกาล ที่พอตรัสธรรมะในภาษานั้น เขาก็เข้าใจในภาษาของเขา แต่เราไม่เข้าใจ เราก็เข้าใจในถาษาของเราตรงกับคำที่เขาใช้ในภาษาของเขาซึ่งเป็นคำที่พระองค์ทรงแสดง
ธรรมดาไหม? พูดถึงสิ่งที่มีจริงในภาษาของตน และรู้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสคำไหนสำหรับคำที่เราใช้ในภาษาของเรา จักขุวิญญาณ เห็น, โสตวิญญาณ ได้ยิน, คอร์สไหนนี่!!
เห็นไหม ธรรมะมีคอร์สไหม?
อ.อรรณพ: อีกนิดหนึ่งครับท่านอาจารย์ ผมก็รบกวนเวลา แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญครับ ก็อย่างมีท่านที่ปรารภว่า อย่างในแนวทางเจริญวิปัสสนา ท่านอาจารย์ช่วงหนึ่งท่านอาจารย์ก็ได้บรรยายเรื่องปัจจัย ๒๔ ไว้ เพราะฉะนั้น ก็เห็นประโยชน์ที่จะเข้าใจในปัจจัย ๒๔ นี้นะครับ
เพราะฉะนั้น ก็ควรที่จะเรียนเรื่องปัจจัยนี่ให้ละเอียดให้เพิ่มเติมขึ้น
ท่านอาจารย์: โดยไม่เข้าใจธรรมะกระนั้นหรือ? หรือเพราะว่ารู้ว่าเป็นธรรมะที่จะเกิดเพราะเหตุปัจจัย จึงได้ทรงแสดงไว้ว่า ขณะนี้ปัจจัยอะไรให้เข้าใจความเป็นปัจจัย แล้วประมวลไว้ ๒๔ ละเอียดโดยประการทั้งปวง
แต่ไม่ใช่ว่าไม่รู้มาตั้งแต่ต้น เพียงแต่ว่าไม่ใช้ชื่อ สหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย เรารู้ไหมว่าหมายความว่าอะไร แต่เดี๋ยวนี้ถ้าเรารู้ว่า จิตเป็นธาตุรู้ เจตสิกเป็นธาตุรู้ อาศัยกันและกันเกิดขึ้นพร้อมกัน เกิดขึ้นพร้อมกันคืออีกคำหนึ่งซึ่งชาวเมืองนั้นเข่ใช้คำว่า สหชาตปัจจัย
เพราะฉะนั้น เราจะใช้ คำ ภาษาไหน ก็หมายความถึงสิ่งที่เราเข้าใจในภาษาของเรา ไม่อย่างนั้นเราก็ต้องไปพูดกันเป็นภาษาบาลีหมด โดยที่ไม่รู้จักคำบาลีเลย ได้หรือ?
อ.อรรณพ: คือ ถ้าฟังที่ท่านอาจารย์กล่าวมานานเป็นชั่วโมง ถ้าฟังไม่ดีจะคิดว่า ห้ามไม่ให้ศึกษาธรรมะละเอียดในเรื่องปัจจัย
ท่านอาจารย์: เดี๋ยวก่อนนะไม่ต้องพูดถึงปัจจัย ไม่ให้ศึกษาธรรมะละเอียด แค่นี้!! ดิฉันพูดหรือ?
อ.อรรณพ: ไม่มีทางครับ แต่ละเอียดๆ อย่างไร? ลึกซึ้งๆ อย่างไร?
ท่านอาจารย์: ตามลำดับ ใช้ภาษาเมื่อถึงเวลา แต่เราจะต้องพูดมาตั้งแต่ต้นว่า จิต เจตสิก เกิดโดยสหชาตปัจจัย เขาไม่รู้อะไรเลย แต่บอกว่าเกิดพร้อมกันแยกกันไม่ได้ อาศัยกันและกันเกิดขึ้น เกิดพร้อม สห, ชาตะ เกิด, ชาวเมืองนั้นพูดอย่างนั้น ของเราก็พูดอย่างนี้ ความหมายก็ตรงกัน
อ.อรรณพ: จริงๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไร ถ้าเข้าใจธรรมะนะครับว่า ธรรมะคืออะไร แล้วก็พระคัมภีร์ต่างๆ ต้องมีประโยชน์แน่ คัมภีร์ปัฏฐานนี่ ก็ต้องมีประโยชน์ แล้วเราก็ต้องรู้ฐานะของเราว่า จะค่อยๆ เข้าใจได้แค่ไหน ค่อยๆ เข้าใจขึ้นๆ ได้ ไม่ใช่ว่าไม่ให้ศึกษา ไม่งั้นจะกลายเป็นอย่างนี้ไป หรือไม่อย่างนั้นก็จะกลายเป็นว่า เอ๊ะ! มูลนิธินี่แบบสะเปะสะปะ แล้วเดี๋ยวก็มีผู้มาถามเรื่องนี้ เดี๋ยวบางคนก็เบื่องต้น เดี๋ยวก็ไปเรื่องละเอียดล่ะ อะไรอย่างนี้ครับ
ถ้าเอื้อเฟื้อกันผมก็ไม่มีปัญหาหรอกครับ ก็คือท่านที่มาใหม่เราพร้อมที่จะอธิบายให้เมื่อท่านจะถาม เช่นเขาสนทนากันเรื่องสหชาตปัจจัยนี่ ท่านสงสัยท่านถามได้เลย แปลว่าอะไรอย่างนี้ ผมเชื่อว่าคณะอาจารย์ทุกคนยินดีที่จะอธิบาย แล้วผมก็บอกว่า เราก็มีพื้นฐานเรื่องปรมัตถธรรมสังเขปอยู่แล้ว อ.กุลวิไล ก็สนทนาทุกคืนวันพุธ พฤหัส ศุกร์
ท่านอาจารย์: แล้วก็ สหชาตปัจจัย นี่เข้าใจอะไร? อะไรเกิดพร้อมอะไร? และอะไรเกิดพร้อมอะไรบ้าง? เข้าใจหรือเปล่า?
มุ่งหน้าแต่จะเรียนเพื่ออะไร? ไม่ใช่เรื่อเข้าใจธรรมะที่มีเดี๋ยวนี้เลย
อ.อรรณพ: มุ่งหน้าที่จะเรียนเพื่ออะไร ไม่ใช่เพื่อเข้าใจธรรมะเดี๋ยวนี้เลย
ท่านอาจารย์: ที่กำลังมีเดี๋ยวนี้เอง
อ.อรรณพ: อันนี้ๆ อันนี้ลำบากเพราะว่า เป็นตัวการสำคัญ คือตัวโลภะ ซึ่งขัดใจโลภะแล้วโทสะจะเกิด
แต่ต้องเข้าใจอย่างนี้ครับ ผมว่าวันนี้ท่านอาจารย์พูดชัดที่สุดเลย แล้วก็ที่อาจารย์คำปั่น อ.พีท ได้ร่วมสนทนาด้วยก็เป็นประโยชน์นะครับ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ และ อ.ธนากร ด้วยค่ะ


