คำอธิบายปฏิจจสมุปบาทโดยย่อ

 
prince
วันที่  20 ก.พ. 2569
หมายเลข  52028
อ่าน  54

รบกวนท่านผู้รู้ที่เคยฟังท่าน อ.สุจินต์สาธยายเกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท ช่วยอธิบายปฏิจจสมุปบาทของแต่ละคำโดยย่อให้ได้ศึกษาด้วยครับ

ขอบคุณครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
khampan.a
วันที่ 20 ก.พ. 2569

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

[เล่มที่ 77] พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้า 564

ก็ในคำว่า วัฏฏะ ๓ ย่อมหมุนไปไม่มีกำหนด นี้ อธิบายว่า ภวจักร (การเวียนว่ายตายเกิด) นี้มีวัฏฏะ ๓ ด้วยวัฏฏะ ๓ เหล่านั้น คือ "สังขารและภพ เป็นกรรมวัฏฏ์ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน เป็นกิเลสวัฏฏ์ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ และเวทนา เป็นวิปากวัฏฏ์" พึงทราบว่า ย่อมหมุนไปโดยการหมุนไปรอบบ่อยๆ ชื่อว่า ไม่มีกำหนดเพราะมีปัจจัยไม่ขาดสายตลอดเวลาที่กิเลสวัฏฏ์ยังไม่ขาดทีเดียว.


[เล่มที่ 77] พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้า 556

จริงอยู่ อวิชชาเป็นประธานแห่งวัฏฏะ ๓ (กิเลสวัฏฏ์ กรรมวัฏฏ์ และวิปากวัฏฏ์) เพราะว่า ด้วยการยึดถืออวิชชา กิเลสวัฏฏ์ฏะที่เหลือ และกรรมวัฏฏ์ฏะ เป็นต้น ย่อมผูกพันคนพาลไว้เหมือนการจับศีรษะงู สรีระงูที่เหลือก็จะพันแขนอยู่ แต่เมื่อตัดอวิชชาขาดแล้วย่อมหลุดพ้นจาววัฏฏะเหล่านั้น เหมือนบุคคลตัดศีรษะงูแล้วก็จะพ้นจากการถูกพันแขน ฉะนั้นเหมือนอย่างที่ตรัสว่า "เพราะสำรอกอวิชชาโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ



ปฏิจจสมุปบาท
หมายถึง สภาพธรรมที่เกิดขึ้นด้วยดี คือเป็นไปตามลำดับโดยอาศัยปัจจัยเป็นธรรมที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น เป็นเหตุ เป็นผลที่ทำให้สังสารวัฏฏ์เป็นไปทรงแสดงถึงเหตุและผลที่เกิดจากเหตุ ปฏิจจสมุปบาทไม่พ้นไปจากสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเป็นไป เป็นจิต เจตสิก และ รูป เมื่อกล่าวอย่างกว้างๆ แล้ว เพราะมีอวิชชาคือ ความไม่รู้ จึงเป็นเหตุให้มีการกระทำที่เป็นบุญบ้างเป็นบาปบ้าง ซึ่งจะเป็นเหตุให้เกิดในภพต่อไป มีจิต เจตสิก และ รูป เกิดขึ้นเป็นไป ทำให้สังสารวัฏฏ์ยืดยาวต่อไป บุคคลผู้ที่จะตัดหรือทำลายต้นเหตุที่จะทำให้มีการเกิดท่องเที่ยววนเวียนไปในสังสารวัฏฏ์ได้ คือ พระอรหันต์เท่านั้น พระอรหันต์เป็นผู้ที่ห่างไกลแสนไกลจากกิเลสโดยประการทั้งปวง เมื่อท่านปรินิพพาน (ตาย) แล้วก็ไม่มีการเกิดอีก เป็นผู้สิ้นทุกข์โดยประการทั้งปวง ส่วนบุคคลนอกนี้ ยังไม่พ้นจากการเกิด ยังต้องท่องเที่ยววนเวียนไปในสังสารวัฏฏ์

ปฏิจจสมุปบาทมีองค์ ๑๒ ได้แก่

๑. อวิชชา ๒. สังขาร ๓. วิญญาณ ๔. นามรูป ๕. สฬายตนะ ๖. ผัสสะ ๗. เวทนา ๘. ตัณหา ๙. อุปาทาน ๑๐. ภพ ๑๑. ชาติ ๑๒. ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะทุกข์ โทมนัส อุปายาส

ความเป็นปัจจัยของปฏิจจสมุปบาท คือ

อวิชชา เป็นปัจจัยให้เกิด สังขาร

สังขาร เป็นปัจจัยให้เกิด วิญญาณ

วิญญาณ เป็นปัจจัยให้เกิด นามรูป

นามรูป เป็นปัจจัยให้เกิด สฬายตนะ

สฬายตนะ เป็นปัจจัยให้เกิด ผัสสะ

ผัสสะ เป็นปัจจัยให้เกิด เวทนา

เวทนา เป็นปัจจัยให้เกิด ตัณหา

ตัณหา เป็นปัจจัยให้เกิด อุปาทาน

อุปาทาน เป็นปัจจัยให้เกิด ภพ
ภพ เป็นปัจจัยให้เกิด ชาติ

ชาติ เป็นปัจจัยให้เกิด ชรา มรณะ โสกะ (ความเศร้าโศก) ปริเทวะ (ความคร่ำครวญ) ทุกข์ (ทุกข์กาย) โทมนัส (ทุกข์ใจ) อุปายาส (ความคับแค้นใจ)

สรุป ปฏิจจสมุปบาท ดังนี้

เพราะมีความไม่รู้ (อวิชชา) เป็นปัจจัย จึงมีการทำบุญบ้าง ทำบาปบ้าง (สังขาร) เมื่อมีการทำบุญ ทำบาป แล้ว จึงเป็นปัจจัยให้เกิดมีผลของบุญ ของบาป นั้น กล่าวคือ มีการเกิดขึ้น (วิญญาณ -- ปฏิสนธิวิญญาณ) เมื่อมีการเกิดขึ้นเป็นปัจจัย แล้ว จึงมีสภาพธรรมที่เป็นนามและรูปเกิดขึ้น เมื่อมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะ (ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) เมื่อมีอายตนะเป็นปัจจัยจึงมีการกระทบสัมมผัส (ผัสสะ) เมื่อมีการกระทบเป็นปัจจัย จึงเป็นเหตุให้เกิดมีเวทนา (ความรู้สึกประเภทต่างๆ) เมื่อมีเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา (ความติดข้องยินดีพอใจ) เมื่อมีตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีความยึดมั่นถือมั่น (อุปาทาน) เมื่อมีอุปทาน เป็นปัจจัย จึงมีภพ (กรรม) เมื่อมีภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ (การเกิด) เมื่อมีชาติ เป็นปัจจัย จึงมี ความแก่ ความตาย ความทุกข์ ความเดือดร้อน ต่างๆ ตามมาอีกมากมาย ครับ

ขอเชิญศึกษาคำบรรยายของท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ เพิ่มเติมได้ที่หัวข้อด้านล่างนี้ครับ

หมดความสงสัยในความหมายของคำว่าธรรม

ปฏิจจสมุปบาท หมายความว่าอย่างไร

... ยินดีในกุศลของคุณ prince และทุกๆ ท่านครับ ...

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
prince
วันที่ 20 ก.พ. 2569

ขอบพระคุณ อ.คำปั่น และขออนุโมทนาครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ