สติเป็นสภาพที่ระลึกเป็นไปในสิ่งที่เป็นความดี

อ.วิชัย: ฟังเรื่องของปัญญาที่รู้ความเป็นจริงในขั้นปฏิปัตติ ซึ่งก็มาจากปัญญาในขั้นปริยัติด้วยครับ เพราะเหตุว่า ถ้าไม่มีปัญญาที่เกิดขึ้นจากการได้ยินได้ฟัง ปัญญาที่จะรู้ในลักษณะก็มีไม่ได้เลย
ก็ขออนุญาติกล่าวข้อความในคาถาธรรมบท ซึ่งในช่วงแรกที่ท่านอาจารย์ได้สนทนากับ อ.ณภัทร พูดถึงเรื่องการหน่ายครับ ต้องเป็นปัญญาอย่างที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เมื่อใดบัณฑิตย่อมเห็นด้วยปัญญาว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์ ความหน่ายในทุกข์นั่นเป็นทางแห่งความหมดจด
ก็มีข้อความเพิ่มเติมในการแก้อรรถว่า บทว่า อนัตตา ความว่า ซื่อว่า อนัตตาคือว่างเปล่า ไม่มีเจ้าของ ได้แก่ไม่มีอิสระ เพราะอรรถว่าไม่เป็นไปในอำนาจ เพราะใครๆ ไม่อาจให้เป็นไปในอำนาจว่า ธรรมทั้งปวงจงอย่าแก่ จงอย่าตายครับ
ก็เป็นข้อความที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า การที่จะหน่ายคือคลายจากความยินดีพอใจก็เป็นกิจหน้าที่ของปัญญาที่รู้ตามความเป็นจริงครับ ท่านอาจารย์ครับเมื่อสักครู่ท่านอาจารย์กล่าวถึงปัญญาในขั้นปฏิปัตติที่จะถึงเฉพาะลักษณะของสภาพธรรมะ ก็มีความเข้าใจจากการได้ยินได้ฟังว่า การที่มีโอกาสได้ศึกษาความเป็นจริงของธรรมะ มีการได้ยินได้ฟังอย่าง เห็น ขณะนี้ก็เป็น ธรรมะ เป็นสิ่งที่มีจริงๆ เป็นธาตุรู้ แล้วก็ไม่ใช่สีสันวัณณะต่างๆ แต่เป็นธาตุรู้ที่รู้สีสันต่างๆ ก็เริ่มมีความเข้าใจขึ้นบ้างครับ แต่ก็รู้ว่า ยังไม่ใช่เป็นขั้นที่รู้ตรงลักษณะของธาตุรู้ที่กำลังเห็นครับ
ที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า ปัญญาในขั้นปฏปัตติ คือถึงลักษณะเฉพาะของสภาพธรรมะ ก็มาจากปัญญาในขั้นปริยัติ คือจากการที่มีการไตร่ตรองมีการพิจารณามีความเข้าใจจากการได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านอาจารย์ครับการที่สติเกิดระลึกรู้นี่ ก็เป็นชั่วขณะที่สภาพธรรมะนั้นปรากฏ ก็ยังมีความยังไม่แน่ใจ หรือสงสัยครับท่านอาจารย์ การที่จะรู้ถึงความต่างกันของความรู้ในขั้นปริยัติกับปฏิปัตติครับ เพราะว่าบางครั้งการฟังนี่ก็มีการคิดไตร่ตรองแล้วก็ถึงลักษณะอย่างเห็นขณะนี้ก็มีครับ ดังนั้น ความต่างกันของความรู้ในขั้นปริยัติ และปฏิปัตติ จะมีความปรากฏอย่างไรครับท่านอาจารย์ที่จะเป็นปัญญาที่รู้ความต่างกันของปัญญาระดับ ๒ ขั้นนี้ครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: สิ่งที่กระทบตา ต่างกับเสียงไหม?
อ.วิชัย: ต่างกันแน่นอนครับ
ท่านอาจารย์: ต่างกับกลิ่นไหม?
อ.วิชัย: ต่างกับกลิ่นด้วยครับ
ท่านอาจารย์: ความรู้ที่รู้ว่าต่าง แต่ลักษณะที่ต่างเกิดแล้วดับแล้วเพียงได้ฟัง เพราะฉะนั้น ต้องมีสภาพธรรมะที่ไม่ลืมความจริงที่ได้ฟัง ระลึกได้
เดี๋ยวนี้ทุกคนกระทบแข็ง แข็งมีจริง สภาพรู้แข็งมีจริง จะเข้าใจอะไร หรือไม่เข้าใจอะไรเลยต่อไป?
เพราะฉะนั้น ที่รู้ว่าสิ่งที่มีจริงควรจะเข้าใจ ขณะนั้นเป็นสภาพที่มีจริงที่ไม่ลืมระลึกได้เป็นสติ
เพราะฉะนั้น วันหนึ่งๆ ขณะใดก็ตามที่มีการกระทำความดีทางกาย หรือทางวาจาก็ตามแต่ซึ่งขณะอื่นไม่มี แต่ขณะนั้นกำลังเป็นสภาพธรรมะที่พูดดี คิดดี ทำดีช่วยเหลือคนอื่น ต้องมีสภาพธรรมะที่ไม่ใช่เราแน่นอนที่ทำให้เกิดการกระทำนั้นๆ เพราะฉะนั้น สภาพธรรมะหนึ่งที่ระลึกเป็นไปนึกได้ระลึกได้ในสิ่งที่ดี มีจริงไหม?
อ.วิชัย: เป็นสติ มีจริงครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น วันหนึ่งๆ มีสติขณะที่ทำความดีเกิดขึ้น เพราะสติขณะนั้นเกิดระลึกเป็นไปให้ทำอย่างนั้นให้พูดอย่างนั้นให้คิดอย่างนั้น ไม่ใช่อย่างอื่น
อ.วิชัย: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: ใครว่าร้ายเรา โกรธไหม?
อ.วิชัย: ขณะโกรธไม่มีสติครับ
ท่านอาจารย์: โกรธใช่ไหม?
อ.วิชัย: โกรธครับ
ท่านอาจารย์: แต่ถ้ารู้ว่า ขณะโกรธ คนว่าเราไม่ได้เดือดร้อนไม่ได้เป็นทุกข์ เขาว่าแม้ว่าใจของเขาจะไม่ดี เขาไม่รู้ แต่เวลาที่เขาว่าแล้ว เราโกรธกับเราไม่โกรธเป็นธรรมะต่างกัน
ธรรมะที่ไม่โกรธ ระลึกได้ว่า ไม่โกรธดีกว่าโกรธ จริงหรือเปล่า?
เพราะฉะนั้น ขณะนั้นที่ระลึกได้ สติ เพราะฉะนั้น เราได้ยินคำว่า สติ แต่เวลามีสติเกิดจริงๆ เราไม่รู้
เพราะฉะนั้น จะไปเป็นสติปัฏฐาน ปฏิปัตติ รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏต้องอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งต้องมีปัญญาเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ และสติระลึกเป็นไปในการที่จะรู้เฉพาะสิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งอื่น
เพราะฉะนั้น การที่เราจะฟังธรรมะ และรู้จักตัวธรรมะจริงๆ ทั้งๆ ที่ตัวธรรมะมีจริงแต่ถ้าไม่ได้ฟังไม่รู้ว่าเป็นธรรมะ อย่างเช่น ยกตัวอย่างเมื่อสักครู่นี้ โกรธกับไม่โกรธพออะไรที่จะเข้าใจได้ชัดเราก็พอมองเห็น แต่ถ้าเข้าใจยากขึ้นก็เห็นยากขึ้น
เพราะฉะนั้น แค่ธรรมดานี่ โกรธกับไม่โกรธ อะไรดี?
อ.วิชัย: ไม่โกรธดีกว่าครับ
ท่านอาจารย์: ถ้าคนเห็นผิดบอกต้องโกรธอย่างนั้นเลยใช่ไหม?
ต้องโกรธ แล้วเป็นสติหรือเปล่า?
อ.วิชัย: ไม่ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: เห็นไหม ไปเห็นสิ่งที่ไม่ดีว่า ดี จะเป็นสภาพที่ดีงามไม่ได้ แต่ระลึกได้ คนที่ว่าเราไปแล้วไปสนุกสนานไปที่ไหน แต่โกรธตรงนี้ใครทำให้เกิดขึ้น เขาไม่ได้ทำ ไม่มีใครสามารถจะทำให้ความโกรธเกิดได้ นอกจากคนที่สะสมมาที่จะไม่รู้ความจริง ไม่เห็นโทษของความโกรธ
ใครชอบความโกรธ ใครอยากโกรธ? แล้วโกรธเกิดทำไมไม่ชอบความโกรธล่ะ? เห็นไหม ปกติไม่ชอบความโกรธใช่ไหม เวลาความโกรธไม่เกิดไม่ชอบความโกรธ แต่เวลาโกรธเกิด ทำไมไม่ชอบความโกรธที่จะไม่ให้โกรธล่ะ!! ไม่มีเลย!! เพราะฉะนั้น ตรงนั้นไม่ใช่สติ
ฟังเรื่องสติ เป็นธรรมะมีจริง ขณะใดก็ตามที่สติเกิดเป็นกุศล อะไรๆ ก็พูดไป สำหรับให้เริ่มคิด จนกว่าจะขณะนั้นสามารถที่จะเป็นปัจจัยให้คิดได้ว่า โกรธเป็นโทษกับตัวเอง และใครก็ทำไม่ได้นอกจากกิเลสของเรา
แล้วจะสะสมความโกรธไหม? โกรธนิดเดียวไม่ได้ทำร้ายใคร แต่พอโกรธมากๆ วาจาก็ทำร้ายคนอื่นได้ โทษอยู่ที่ไหน? อยู่ที่เขาหรือที่เขาถูกว่า ไม่ใช่เลยถ้าเขาไม่โกรธซะอย่าง ไม่มีโทษใดๆ กับเขา แต่คนที่โกรธคนที่ว่าร้ายนั่นแหละ สติไม่เกิด ที่จะรู้ว่าเป็นโทษ
เพราะฉะนั้น อกุศลทั้งหมดปราศจากสติ เพราะไม่รู้ว่า อะไรดีอะไรควร แต่เมื่อไหร่เห็นโทษ ไม่ใช่เราเป็นธรรมะที่ระลึกได้ โกรธไม่ดีแน่ๆ ไม่โกรธดีกว่า อภัยดีกว่า สบายเลยจบไปเลย เพราะสติเกิด
เพราะฉะนั้น สติมีหลายขั้น ต้องรู้ว่าเป็นสภาพธรรมะอย่างหนึ่งเป็นฝ่ายดี
เพราะฉะนั้น ธรรมะทั้งหมดอยู่ที่ตรงนี้ และรอบข้างหมด ไปทางไหนก็อยู่กับธรรมะทั้งนั้น แต่ไม่รู้ว่าเป็นธรรมะ
เพราะฉะนั้น แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่จะเข้าใจลักษณะของสติ ก็ต้องรู้ว่าเป็นสภาพที่ระลึกเป็นไปในสิ่งที่ถูกต้องในสิ่งที่เป็นความดี
เพราะฉะนั้น ถ้าฟังแล้วรู้ว่า ยังไม่รู้ว่า นี่เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตา ยังไม่รู้ แต่รู้ว่าความจริง ความจริงชั่วขณะนั้นไม่มีการคิดถึงอย่างอื่นเลย เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏ สติเกิดขณะนั้นที่คิดอย่างนั้นที่รู้อย่างนั้นที่เข้าใจอย่างนั้น
เพราะฉะนั้น เราต้องรู้จักตัวสติ ลักษณะที่เป็นตัวสติ ไม่ใช่ชื่อสติ
สติเกิดกับจิตกี่ดวง แล้วไงล่ะ เขาถึงเวลาจริงๆ สติเกิดหรือไม่เกิดก็ไม่รู้ เป็นเราไปหมด ด้วยเหตุนี้ แม้แต่ที่ว่า สติสัมปชัญญะที่จะเกิดได้ ถ้าไม่รู้เลยว่า เป็นธรรมะที่ปรากฏเมื่อกระทบตา คนอยู่ไหนนี่? ลองหาดูซิ! นี่กำลังกระทบตา เป็นสีดำ สีขาว สีเขียวสีอะไรทั้งหมดนี่ แล้วคนอยู่ไหน!!
คิดไหมว่า อยู่ในความมืด?
อ.วิชัย: เพียงคิดครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: เพราะมันไม่สว่าง สว่างเป็นสีแล้ว สีต่างๆ หมด ไม่ใช่คนแน่ๆ เป็นสีแน่ๆ แต่ความเป็นคนมาจากไหน? ไม่ใช่สว่างอย่างนี้ แต่คิดถึงรูปร่างสัณฐานจำว่า เป็นคน ทางอื่นมืดหมด
และถ้าไม่ประจักษ์อย่างนี้ จะหมดสงสัยไหมว่า นี่แค่ปรากฏที่จะเริ่มรู้ที่เป็น ปฏิ ถึงเฉพาะความจริงที่ได้ฟังแล้ว ปฏิปัตติ เฉพาะนี่ เฉพาะเสียง เฉพาะทุกอย่าง แล้วแต่ขณะนั้นมีปัจจัยที่สติจะเกิดจึงเกิด ไม่ใช่เราไปพยายามทำให้เกิด ถ้าพยายามให้เกิดเพิ่มอัตตา โดยไม่รู้เลยว่าจะไปทำโน่นทำนี่ ให้สติเกิดแล้ว มันไม่ใช่ มันเป็นความไม่รู้ และเป็นอัตตาด้วยทับถมปิดบังความจริง
เพราะฉะนั้น หนทางนี้จึงต้องละเอียดมาก ฟังธรรมะรู้ว่าเราไม่ดี ไม่ใช่คนอื่น เพราะสติ
เพราะฉะนั้น ขณะใดก็ตามที่เป็นธรรมะที่ดีงาม เพราะสติเกิดขึ้นระลึกเป็นไป ฟังแล้วไม่รู้เรื่องเลยไม่สนใจเลย สติไม่เกิด
เพราะฉะนั้น ลักษณะของสตินี่ ยากที่จะรู้ได้ เช่นเดียวกับธรรมะอื่นๆ ชื่อไม่ยาก เป็นธรรมะฝ่ายดี แต่ตัวจริงของสติยาก ตัวจริงของธรรมะทั้งหมดยาก ต้องอีกระดับหนึ่งของปัญญา ที่เกิดจากการฟังอย่างมั่นคงว่า ขณะใดก็ตามที่มีความเห็นถูกต้องในความเป็นจริง ไม่ใช่สติแต่เป็นปัญญา แต่ขณะนั้นถ้าสติไม่เกิด แข็งนี่ไม่ใช่มือเรา สภาพรู้แข็งมี แค่นี้ก็เป็นสติ ที่ธรรมดาเราคิดเรื่องอื่นหมด แต่ทำไมกระทบเหมือนกระทบทุกครั้ง แต่คราวนี้เกิด แข็งมีจริง เพียงเท่านี้ สติ กว่าจะเพิ่มขึ้นๆ ละเอียดขึ้นๆ ชัดขึ้น
เพราะฉะนั้น ก็ต้องศึกษาธรรมะ ตัวจริง ว่าเราได้ฟังมาแล้ว แต่แค่นั้นมันไม่กระทบกระเทือนอะไรเลย จนกว่าจะรู้ตรงนั้นจริงๆ
เพราะฉะนั้น ฟังไปเข้าใจเมื่อไหร่ สติขั้นฟังมี เพียงขั้นฟังเข้าใจ ความเข้าใจเป็นปัญญา แต่สติเป็นขณะที่กำลังระลึกอย่างนั้นตามคำนั้นที่เป็นจริงอย่างนั้น และปัญญาก็เข้าใจถูกต้องในสิ่งนั้น
เพราะฉะนั้น แต่ละคำในพระไตรปิฎกไม่ใช่เพียงคำ แต่เป็นการที่จะต้องไตร่ตรองจนรู้ลักษณะจริงๆ ของสิ่งนั้นทีละเล็กทีละน้อย
เพราะบอกว่า กำลังฟังมีสติ ยากที่จะรู้ใช่ไหม? แต่เมื่อเข้าใจต่างกับไม่เข้าใจ และอะไรเป็นเหตุให้ฟังด้วยกันแต่เข้าใจเกิด กับเข้าใจไม่เกิด เพราะสติ จนกระทั่งถึงขณะนี้ เห็น ที่ถามว่าสติเกิดอย่างไรทางตา มีสิ่งที่ปรากฏแค่จุดเดียวตรงนี้ด้วย ไม่เคยถึงตรงนี้!! ทั้งโลกทั้งจักรวาลอยู่ตรงนี้หมด ถ้าตรงนี้ไม่มี ไม่มีเห็น ไม่มีได้ยิน ไม่มีได้กลิ่น ไม่มีลิ้มรส ไม่มีรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่มีคิดนึก โลกไม่มี แล้วไม่ไกลเลย ใกล้ที่สุดแต่แสนไกลกับที่จะค่อยๆ เข้ามาถึงด้วยความเข้าใจ โอปนยิโก น้อมเข้ามาในตน ทุกอย่างอยู่ตรงนี้ทั้งหมด ความเห็นผิดก็อยู่ตรงนี้ ความเห็นถูกก็อยู่ตรงนี้ ไม่พ้นจากตรงนี้ได้ จนถึงที่สุดตรงนี้ก็ไม่มี เกิดดับเกลี้ยงเกลาไม่เหลือเลยสักอย่าง
อ.วิชัย: ครับท่านอาจารย์ ยิ่งฟังก็ยิ่งเห็นความลึกซึ้งครับ แม้แต่การที่จะกล่าวถึงสติครับก็เพียงได้ยินได้ฟัง แต่ขณะที่สติเกิดจริงๆ อย่างที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงกุศลระดับต่างๆ หรือแม้แต่ขณะที่ไม่โกรธด้วยกุศลที่เห็นโทษความโกรธนี่ ขณะนั้นมีสติก็ไม่รู้ว่าเป็นสติครับ ก็เป็นความละเอียดอย่างยิ่ง
ยิ่งเป็นสติที่จะเป็นเหตุให้ปัญญารู้ความเป็นจริงของสภาพธรรมะ อย่างขั้นการฟังก็ต้องมีสติในการที่จะระลึกเป็นไปในเสียงในคำในการพิจารณาเรื่องราวต่างๆ จนค่อยๆ เข้าใจว่าเป็นสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ครับ ก็เป็นสติ หรือแม้แต่การที่จะมีความเข้าใจก็เป็นธรรมะที่ต่างกับสติครับ
ดังนั้น ยิ่งฟังยิ่งเห็นความลึกซึ้งอย่างยิ่งครับท่านอาจารย์ครับ กว่าที่หนทาง คือมรรค ไม่ว่าจะเป็นสติ หรือปัญญา เป็นต้นครับที่จะเจริญขึ้น ค่อยๆ ปรากฏเป็นหนทางก็ลึกซึ้งอย่างยิ่งครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ลองเปรียบเทียบดู ความเข้าใจขั้นฟังถ้าไม่มีเลย ไม่รู้เลยเป็นเราไปตลอด ออกจากสังสารวัฏฏ์ออกจากความเห็นผิดไม่ได้ ขั้นฟังเข้าใจกับการที่จะถึงการประจักษ์แจ้ง ห่างไกลกันแค่ไหน
อ.วิชัย: มากครับ
ท่านอาจารย์: ฟังแล้วรีบไปปฏิบัติให้ประจักษ์แจ้ง จะเป็นไปได้หรือ? ไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแน่นอน เพราะต้องมีความเข้าใจมั่นคงในปริยัติรอบรู้ ไม่ทำสิ่งใดเพราะผิด ทำไม่ได้ เพราะฉะนั้น ปัญญาสามารถรู้ เพราะสติขณะนั้นก็ระลึกตรงนั้น ที่ว่าตรงนั้นไม่ถูก ปัญญาเข้าใจถูกต้องว่าผิด
เห็นไหม แข็ง ชัดเจนเลย มีตลอดเวลา นั่งอย่างนี้มีแข็งไหม?
อ.วิชัย: มีครับ
ท่านอาจารย์: ไม่รู้เลย ไม่รู้เลย นั่งตลอดวันยืนตลอดวัน ทำอะไรกระทบก็มีแข็ง ไม่รู้เลยทั้งๆ ที่มี แล้วถ้ารู้นะ แข็งมี ระลึกได้ว่ามีแข็งที่ได้ฟังมาแล้ว ไม่ใช่ว่ามีแข็ง ใครก็ว่ามีแข็งแล้ว หรืออะไร ตอบว่ามีแข็งแล้วรู้ไหมว่ามันไม่ใช่สีสันวัณณะ
เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ไปเดาเอาเองคิดเอาเองคนนั้นเข้าใจแค่นี้มากน้อยแค่ไหน แต่ต้องเป็นผู้ตรง อุชุปฏิปันโน อุชุกตาเจตสิก เห็นไหม มีชื่อตามความเป็นจริง ตรงตามความหมายตรงตามลักษณะ
เพราะฉะนั้น ต้องละเอียดมากๆ ฟังไปแล้วก็รู้ว่า ธรรมะลึกซึ้ง นี่ทำให้ไม่เห็นผิดแล้ว ไม่ประมาทด้วย
อ.วิชัย: กราบเท้าขอบคุณท่านอาจารย์มากๆ ครับ
ขอเชิญฟังได้ที่ ..
คิดถึงกรรมที่จะทำ หรือ คิดถึงกรรมที่กระทำอยู่
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.วิชัย ด้วยค่ะ

