ข้อปฏิบัติให้ถึงการดับไปของสัญญาที่ประกอบด้วยตัณหา ตอนที่ ๖-๒ [สักกปัญหสูตร]

 
wittawat
วันที่  19 ม.ค. 2569
หมายเลข  51869
อ่าน  43

ข้อปฏิบัติให้ถึงการดับไปของสัญญาที่ประกอบด้วยตัณหา ตอนที่ ๖-๒ [สักกปัญหสูตร]
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้า 134
[๒๕๗] ส. ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ก็ภิกษุปฏิบัติอย่างไร ชื่อว่าเป็นผู้ดําเนินปฏิปทาอันสมควร และให้ถึงความดับส่วนแห่งสัญญาอันสัมปยุตด้วยปปัญจธรรม.

พ. ก็อาตมภาพ กล่าวโดยโสมนัส โทมนัส และอุเบกขา ส่วนละ ๒ คือ ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี อาตมภาพกล่าวหมายถึงข้อความดังว่ามาฉะนี้ และอาศัยอะไรจึงกล่าว ดังนั้น บรรดาโสมนัส ๒ อย่างนั้น บุคคลพึงรู้จัก
โสมนัสใดว่า เมื่อเราเสพโสมนัสนี้อยู่ อกุศลธรรมย่อมเจริญมาก กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป ดังนี้ โสมนัสเห็นปานนั้นไม่ควรเสพ. บุคคลพึงรู้จักโสมนัสใดว่าเมื่อเราเสพโสมนัสนี้อยู่ อกุศลธรรมย่อมเจริญมากดังนี้ โสมนัสเห็นปานนั้นควรเสพ. บรรดาโสมนัสนั้น โสมนัสที่เกิดขึ้นด้วยปฐมฌาน ยังมีวิตก วิจาร โสมนัสที่ไม่มีวิตก วิจาร ประณีตกว่า อาตมภาพกล่าวโสมนัสใด โดยส่วน ๒ ว่าควรเสพก็มี ไม่ควรเสพก็มี อาตมภาพกล่าว หมายถึงข้อความดังว่ามาฉะนี้ และอาศัยเหตุนี้จึงกล่าวดังนั้น. แม้โทมนัสและอุเบกขา ก็มีลักษณะดังนี้แล ขอถวายพระพร. ภิกษุปฏิบัติอย่างนี้แล ย่อมชื่อว่าเป็นผู้ดําเนินปฏิปทาอันสมควรและให้ถึงความดับส่วนแห่งสัญญาอันประกอบด้วยปปัญจธรรม.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้า 181
แต่ในที่นี้ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงบอกอรูปกัมมัฏฐาน ก็ทรงแสดงด้วยเวทนาเป็นหัวข้อ.
เมื่อพระองค์จะแสดงด้วยอํานาจผัสสะ หรือด้วยอํานาจวิญญาณจะไม่มีความแจ่มแจ้งแก่ท้าวสักกะนี้
แต่จะปรากฏเหมือนความมืด.
แต่ด้วยอํานาจเวทนา จึงจะแจ่มแจ้ง.
เพราะเหตุไร.
เพราะการเกิดเวทนาขึ้น เป็นของแจ่มแจ้งแล้ว.
จริงอยู่ การเกิดสุขและทุกขเวทนาขึ้นเป็นสิ่งแจ่มแจ้งแล้ว.
เมื่อความสุขเกิดขึ้น
ทั่วทั้งร่างก็เกิดกระเพื่อม ข่มอยู่ซาบซ่า ซึมซาบ
เหมือนให้กินเนยใสที่ชําระร้อยครั้ง
เหมือนกําลังทาน้ำมันที่เจียวร้อยครั้ง
เหมือนกําลังเอาน้ำพันหม้อมาดับความเร่าร้อน
เปล่งวาจาว่า สุขหนอ สุขหนอ อยู่นั่นแหละ.
เมื่อเกิดความทุกข์ขึ้น
ทั่วทั้งร่างก็เกิดกระเพื่อม ข่มอยู่ ซู่ซ่า ซึมซาบ
เหมือนเข้าสู่กระเบื้องร้อน
เหมือนเอาน้ำทองแดงเหลวมารด
เหมือนโดนมัดคบเพลิงไม้ในป่าที่มีหญ้าและไม้ใหญ่ๆ ที่แห้ง
คร่ำครวญว่า ทุกข์หนอ ทุกข์หนอ อยู่นั่นแล.
สุขและทุกขเวทนาเกิดขึ้นปรากฏดังว่ามานี้.
ส่วนอทุกขมสุขเวทนา ชี้แจงยากเหมือนกะถูกความมืดครอบงํา.
อทุกขมสุขเวทนานั้น เพราะหลีกสุขและทุกข์ไป จึงมีอาการเป็นกลางด้วยอํานาจเป็นปฏิปักษ์ต่อสุขและทุกข์ ดังนี้ เมื่อถือเอาโดยนัย จึงจะแจ่มแจ้ง.
เหมือนอะไร
พรานเนื้อเดินไปตามรอยเท้าเนื้อที่ขึ้นหลังแผ่นหินในระหว่างแล้วหนีไปได้เห็นรอยเท้าที่ส่วนนี้บ้าง ส่วนอื่นบ้างของหลังแผ่นหิน แม้ตรงกลางไม่เห็นก็ย่อมรู้ได้โดยนัยว่า
มันคงจะขึ้นทางนี้แล้วลงทางนี้ไปโดยประเทศนี้ ตรงกลางบนหลังแผ่นหินฉันใด
ก็การเกิดสุขเวทนาขึ้นย่อมเป็นสิ่งแจ่มแจ้งเหมือนรอยเท้าตรงที่เนื้อมันขึ้น
การเกิดขึ้นแห่งทุกขเวทนาก็เป็นสิ่งแจ่มแจ้ง เหมือนรอยเท้าตรงที่เนื้อมันลง
เมื่อถือเอาโดยนัยว่า เพราะหลีกสุขและทุกข์ไป อทุกขมสุขเวทนานั้น จึงมีอาการเป็นกลางด้วยอํานาจเป็นปฏิปักษ์ต่อทั้งสุขและทุกข์ ก็ย่อมเป็นของแจ่มแจ้ง เหมือนการถือเอาโดยนัยว่า มันขึ้นตรงนี้ ลงตรงนี้ แล้วไปอย่างนี้ ฉันนั้น.

ครั้นตรัสรูปกัมมัฏฐานไว้ก่อนอย่างนี้แล้ว
พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ทรงพลิกแพลงแสดง อรูปกัมมัฏฐานด้วยอํานาจเวทนาในภายหลัง.
และก็ไม่ใช่ทรงแสดงอย่างนี้อย่างเดียวในที่นี้เท่านั้น
หากแต่ทรงแสดงรูปกัมมัฏฐานก่อนในพระสูตรไม่ใช่น้อยอย่างนี้คือ ในมหาสติปัฏฐานสูตร จูฬตัณหาสังขยสูตร มหาตัณหาสังขยสูตร จุลลเวทัลลสูตร มหาเวทัลลสูตร รัฏฐปาลสูตร มาคันทิยสูตร ธาตุวิภังคสูตร อเนญชสัปปายสูตร (และ) ในเวทนาสังยุตทั้งหมด
แล้วจึงทรงพลิกแพลงแสดงอรูปกัมมัฏฐาน ด้วยอํานาจเวทนาในภายหลัง.
และก็ในพระสูตรเหล่านั้น ฉันใด แม้ในสักกปัญหสูตรนี้ ก็ฉันนั้น
ครั้งแรกทรงแสดงรูปกัมมัฏฐาน แล้วภายหลังจึงทรงพลิกแพลงแสดงอรูปกัมมัฏฐานด้วยอํานาจเวทนา.
สําหรับในสักกปัญหสูตรนี้ รูปกัมมัฏฐานพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงย่อเพียงเป็นอารมณ์ของเวทนาเท่านั้น
ฉะนั้น ในบาลีจึงไม่มียกขึ้นมา.
เพื่อจะทรงแสดงข้อที่เป็นหลักสําหรับตั้งมั่นด้วยอํานาจของเวทนา ที่แจ่มแจ้งแก่ท้าวสักกะนั้นนั่นเอง ในอรูปกัมมัฏฐาน พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคําเป็นต้นว่า จอมทวยเทพ อาตมภาพกล่าวโสมนัส ดังนี้.


ทีฆนิกายฏฺฐกถา (สุมงฺคลวิลาสินี ๒) - หน้าที่ 552-555

อิธ ปน ภควา อรูปกมฺมฏฺฐานํ กเถนฺโต เวทนาสีเสน กเถสิฯ
(ก็แล ในที่นี้ พระผู้มีพระภาค เมื่อทรงแสดงอรูปกรรมฐาน ได้ทรงแสดงโดยมีเวทนาเป็นประธาน --สีเสน (ประธาน,ศรีษะ,หัวข้อ))

ผสฺสวเสน วา วิญฺญาณวเสน วา กถิยมานํ เอตสฺส น ปากฏํ โหติฯ
(อรูปกรรมฐานนั้น เมื่อแสดงโดยอาศัยผัสสะ หรือโดยอาศัยวิญญาณ ย่อมไม่ปรากฏชัด)

อนฺธการํ วิย ขายติฯ
(ย่อมปรากฏประหนึ่งความมืด)

เวทนาวเสน ปน ปากฏํ โหติฯ
(แต่เมื่อแสดงโดยอาศัยเวทนา ย่อมปรากฏชัด)

กสฺมา ฯ
(เพราะเหตุไร?)

เวทนานํ อุปฺปตฺติยา ปากฏตฺตา ฯ
(เพราะความเกิดขึ้นแห่งเวทนานั้นเป็นสิ่งที่ปรากฏชัด)

สุขทุกฺขเวทนานํ หิ อุปฺปตฺติ ปากฏา ฯ
(เพราะการเกิดขึ้นแห่งสุขเวทนาและทุกขเวทนา เป็นสิ่งที่ปรากฏชัด)

ยทา สุขํ อุปฺปชฺชติฯ
(เมื่อใด สุขเกิดขึ้น)

ตทา สกลสรีรํ โขเภนฺตํ มทฺทนฺตํ ผรมานํ อภิสนฺทยมานํ
(เมื่อนั้น สุขนั้นย่อมทำให้กายทั้งสิ้นหวั่นไหว คลุกเคล้า ซาบซ่าน แพร่ซึมไป)

สตโธตสปฺปึ ขาทาปยนฺตํ วิย ฯ
(ประหนึ่งให้กินเนยใสที่กรองแล้วร้อยครั้ง)

สตปากเตลํ มกฺขยมานํ วิย ฯ
(ประหนึ่งทาด้วยน้ำมันที่ต้มแล้วร้อยครั้ง)

ฆฏสหสฺเสน ปริฬาหํ นิพฺพาปยมานํ วิย ฯ
(ประหนึ่งดับความร้อนแรงด้วยหม้อหนึ่งพันใบ)

อโห สุขํฯ อโห สุขนฺติ วาจํ นิจฺฉารยมานเมว อุปฺปชฺชติฯ
(ย่อมเกิดขึ้นพร้อมกับการเปล่งวาจาว่า “โอ สุขหนอ โอ สุขหนอ”)

ยทา ทุกฺขํ อุปฺปชฺชติฯ
(เมื่อใด ทุกข์เกิดขึ้น)

ตทา สกลสรีรํ โขเภนฺตํ มทฺทนฺตํ ผรมานํ อภิสนฺทยมานํ
(เมื่อนั้น ทุกข์ย่อมทำให้กายทั้งสิ้นหวั่นไหว คลุกเคล้า ซาบซ่าน แพร่ซึมไป)

ตตฺตกปาลํ ปเวสนฺตํ วิย ฯ
(ประหนึ่งเข้าสู่แผ่นเหล็กร้อน)

วิลีนตมฺพโลเหน อาสิญฺจนตํ วิย ฯ
(ประหนึ่งถูกราดด้วยทองแดงหลอมละลาย)

สุกฺขติณวนปฺปติมฺหิ อรญฺเญ ทารุอุกฺกา กลาปํ ขิปมานํ วิย ฯ
(ประหนึ่งถูกโยนกองคบเพลิงไม้ลงในป่าหญ้าแห้ง)

อโห ทุกฺขํฯ อโห ทุกฺขนฺติ วิปฺปลาปยมานเมว อุปฺปชฺชติฯ
(ย่อมเกิดขึ้นพร้อมกับการพร่ำรำพันว่า “โอ ทุกข์หนอ โอ ทุกข์หนอ”)

อิติ สุขทุกฺขเวทนานํ อุปฺปตฺติ ปากฏา โหติฯ
(ดังนี้ การเกิดขึ้นแห่งสุขเวทนาและทุกขเวทนา จึงเป็นสิ่งที่ปรากฏชัด)

อทุกฺขมสุขา ปน ทุทฺทีปนา อนฺธกาเรน วิย อภิภูตา ฯ
(ส่วนอทุกขมสุขเวทนา เป็นสิ่งที่รู้ได้ยาก ถูกครอบงำประหนึ่งด้วยความมืด)

สา สุขทุกฺขานํ อปคเม สาตาสาตปฏิปกฺขวเสน มชฺฌตฺตาการภูตา
อทุกฺขมสุขา เวทนาติ นยโต คณฺหนฺตสฺส ปากฏา โหติฯ
(อทุกขมสุขเวทนานั้น เมื่อสุขและทุกข์ดับไปแล้ว มีความเป็นกลาง โดยอาศัยความตรงข้ามแห่งความน่าพอใจและไม่น่าพอใจ ย่อมปรากฏแก่ผู้ถือเอาโดยอาศัยนัย)

ยถา กึฯ
(เปรียบเหมือนอะไร?)

ยถา อนฺตรา ปิฏฺฐิปาสาณํ อารูหิตฺวา ปลาตสฺส มิคสฺส
อนุปทํ คจฺฉนฺโต มิคลุทฺธโก
(เปรียบเหมือนนายพรานติดตามรอยเท้ากวางที่กำลังหนี ซึ่งขึ้นสู่แผ่นหินลาดอยู่ระหว่างทาง)

ปิฏฺฐิปาสาณสฺส โอรภาเคปิ ปรภาเคปิ ปทํ ทิสฺวา
มชฺเฌ อปสฺสนฺโตปิ
(แม้นายพรานนั้นจะเห็นรอยเท้า ทั้งด้านก่อนและด้านหลังของแผ่นหินลาด แต่ไม่เห็นรอยตรงกลาง)

อิโต อารุโฬฺห ฯ อิโต โอรุโฬฺห ฯ
(ก็ย่อมรู้ได้ว่า “กวางขึ้นจากทางนี้ ลงจากทางนี้”)

มชฺเฌ ปิฏฺฐิปาสาเณ อิมินา ปเทเสน ตโต ภวิสฺสตีติ
นยโต ชานาติฯ
(และย่อมรู้โดยนัยว่า “ตรงกลางบนแผ่นหินลาด กวางต้องผ่านบริเวณนี้แน่นอน”)

เอวํฯ
(ฉันใด)

อารุฬฺหฏฺฐาเน ปทํ วิย หิ สุขเวทนาย อุปฺปตฺติ ปากฏา โหติฯ
(การเกิดขึ้นแห่งสุขเวทนา ย่อมปรากฏชัด ดุจรอยเท้าที่ปรากฏ ณ ที่ขึ้น)

โอรุฬฺหฏฺฐาเน ปทํ วิย ทุกฺขเวทนาย อุปฺปตฺติ ปากฏา โหติฯ
(การเกิดขึ้นแห่งทุกขเวทนา ย่อมปรากฏชัด ดุจรอยเท้าที่ปรากฏ ณ ที่ลง)

อิโต อารุยฺห ฯ อิโต โอรุยฺห ฯ มชฺเฌ เอวํ คโตติ นยโต คหณํ วิย
(ดุจการถือเอาโดยนัยว่า “ขึ้นจากที่นี้ ลงจากที่นี้ ต้องผ่านตรงกลาง”)

สุขทุกฺขานํ อปคเม สาตาสาตปฏิปกฺขวเสน มชฺฌตฺตาการภูตา
อทุกฺขมสุขา เวทนาติ นยโต คณฺหนฺตสฺส ปากฏา โหติฯ
(อทุกขมสุขเวทนา ซึ่งมีความเป็นกลางโดยอาศัยความตรงข้ามแห่งสุขและทุกข์ เมื่อสุขทุกข์ดับไปแล้ว ย่อมปรากฏแก่ผู้ถือเอาโดยนัย ฉันนั้น)

เอวํ ภควา ปฐมํ รูปกมฺมฏฺฐานํ กเถตฺวา
(ดังนี้ พระผู้มีพระภาค ทรงแสดงรูปกรรมฐานก่อน)

ปจฺฉา อรูปกมฺมฏฺฐานํ เวทนาวเสน วินิวตฺเตตฺวา ทสฺเสติฯ
(แล้วจึงทรงแสดงอรูปกรรมฐาน โดยย้อนมาแสดงในทางเวทนา)

น เกวลญฺจ อิเธว เอวํ ทสฺเสติฯ
(มิใช่เพียงแต่ในที่นี้เท่านั้นที่ทรงแสดงอย่างนี้)

มหาสติปฏฺฐาเน จูฬตณฺหาสงฺขเย มหาตณฺหาสงฺขเย
จูฬเวทลฺลสุตฺเต มหาเวทลฺลสุตฺเต รฏฺฐปาลสุตฺเต
มาคนฺทิยสุตฺเต ธาตุวิภงฺเค อเนญฺชสปฺปาเย
สกเล เวทนาสํยุตฺเตติ
(ในมหาสติปัฏฐานสูตร ในจูฬตัณหาสังขยสูตร มหาตัณหาสังขยสูตร
จูฬเวทัลลสูตร มหาเวทัลลสูตร รัฏฐปาลสูตร
มาคัณฑิยสูตร ธาตุวิภังคสูตร อเนญชสัปปายสูตร
และในเวทนาสังยุตต์ทั้งหมด)

เอวํ อเนเกสุ สุตฺเตสุ ปฐมํ รูปกมฺมฏฺฐานํ กเถตฺวา
ปจฺฉา อรูปกมฺมฏฺฐานํ เวทนาวเสน วินิวตฺเตตฺวา ทสฺเสติฯ
(ในสูตรเป็นอันมากเหล่านี้ พระองค์ทรงแสดงรูปกรรมฐานก่อน แล้วทรงแสดงอรูปกรรมฐาน โดยย้อนมาในทางเวทนา)

ยถา จ เตสุฯ เอวํ อิมสฺมึปิ สกฺกปเญฺห
(ฉันใด ในสูตรเหล่านั้น ฉันนั้น ในสักกปัญหสูตรนี้ด้วย)

ปฐมํ รูปกมฺมฏฺฐานํ กเถตฺวา ปจฺฉา อรูปกมฺมฏฺฐานํ
เวทนาวเสน วินิวตฺเตตฺวา ทสฺเสติฯ
(ทรงแสดงรูปกรรมฐานก่อน แล้วจึงทรงแสดงอรูปกรรมฐาน โดยย้อนมาในทางเวทนา)

รูปกมฺมฏฺฐานํ ปเนตฺถ เวทนาย อารมฺมณมตฺตํเยว สงฺขิตฺตํฯ
(ส่วนรูปกรรมฐานในที่นี้ ย่อมถูกย่อไว้เพียงเท่าที่เป็นอารมณ์ของเวทนาเท่านั้น)

ตสฺมา ปาลิยํ น อารุฬฺหํ ภวิสฺสติฯ
(เพราะฉะนั้น จึงไม่ปรากฏยกขึ้นในพระบาลี)

อรูปกมฺมฏฺฐาเน ยนฺตสฺส ปากฏํ เวทนาวเสน อภินิเวสมุขํตเมว ทสฺเสตุํ
(เพื่อแสดงเฉพาะทางเข้าของการตั้งมั่นในอรูปกรรมฐาน ซึ่งปรากฏชัดโดยอาศัยเวทนา)

โสมนสฺสํ จาหํ เทวานมินฺทาติ อาทิ วุตฺตํ ฯ
(จึงได้ตรัสคำว่า “โสมนัสของเรานั้นแล ท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพ” เป็นต้น)


[สรุป]
>> ข้อปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อดับสัญญาที่เป็นไปกับปปัญจธรรมตามที่แสดงไว้ในอรรถกถาที่แสดงไว้แล้วก่อนหน้า ว่า ได้แก่ รูปกัมมัฏฐาน และอรูปกัมมัฏฐาน เนื่องจากสำหรับเทวดานั้น อรูปธรรม ปรากฏชัดกว่า รูปธรรม ในสักกปัญหสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงอรูปกัมมัฏฐาน โดยยกหัวข้อของเวทนาขึ้นมาแสดง
>> และที่ทรงแสดงอรูปกัมมัฏฐาน โดยที่มีเวทนาเป็นหัวข้อนั้น เพราะว่าอรูปกัมมัฏฐานที่อาศัยเวทนา เป็นสภาพที่ปรากฏชัดเจนกว่า อรูปกัมมัฏฐานที่อาศัยวิญญาณ และอรูปกัมมัฏฐานที่อาศัยผัสสะ
>> เพราะความเกิดขึ้นแห่งเวทนานั้นเป็นสิ่งที่ปรากฏชัด
>> เพราะการเกิดขึ้นแห่งสุขเวทนาและทุกขเวทนา เป็นสิ่งที่ปรากฏชัด
>> เมื่อความสุขเกิดขึ้นย่อมทำให้กายทั้งสิ้นหวั่นไหว ... พร้อมกับการเปล่งวาจาว่า “โอ สุขหนอ โอ สุขหนอ” ... อุปมาเหมือนดับความร้อนด้วยหม้อพันใบ เป็นต้น
>> เมื่อความทุกข์เกิดขึ้นย่อมทำให้กายทั้งสิ้นหวั่นไหว ... พร้อมกับการพร่ำรำพันว่า “โอ ทุกข์หนอ โอ ทุกข์หนอ” ... อุปมาเหมือนถูกเหล็กร้อนแดง เป็นต้น
>> เพราะฉะนั้นการเกิดของสุขเวทนา และทุกขเวทนา จึงเป็นสิ่งที่ปรากฏชัดเจน
>> ส่วนอทุกขมสุขเวทนา เป็นสิ่งที่รู้ได้ยาก ดุจดั่งความมืด
>> ท่านแสดงข้ออุปมาว่า นายพรานตามรอยกวางขึ้นแผ่นหิน
>> สุขเวทนา เหมือนรอยเท้าที่ปรากฏในที่ขึ้น
>> ทุกขเวทนา เหมือนรอยเท้าที่ปรากฏในที่ลง
>> อทุกขมสุขเวทนา ไม่ปรากฏรอยเท้า แต่นายพรานรู้แน่ว่ากวางต้องผ่านแผ่นหิน
>> ซึ่ง อทุกขมสุขเวทนา ซึ่งมีความเป็นกลาง โดยอาศัยความตรงข้ามแห่งสุขและทุกข์ รู้ได้โดยอาศัยตามนัยนี้
>> การแสดงธรรมที่เป็นลำดับของรูปกัมมัฏฐาน จากนั้นเป็นอรูปกัมมัฏฐาน โดยยกหัวข้อเวทนาขึ้นแสดงนี้ ทรงแสดงในหลากหลายพระสูตรไม่เพียงเฉพาะสักกปัญหสูตร แม้สูตรอื่นๆ เช่น มหาสติปัฏฐานสูตร จูฬตัณหาสังขยสูตร เป็นต้น ก็ปรากฏ
>> โดยที่อรรถกถา แสดงว่า แม้ว่ารูปกัมมัฏฐาน จะไม่ปรากฏในพระบาลี แต่ก็ถูกย่อไว้เพียงอารมณ์ของเวทนานั้นเอง


เรียนถามอาจารย์คำปั่น
1. คำว่า "อรูปกมฺมฏฺฐานํ ... เวทนาสีเสน" หรือ "อรูปกัมมัฏฐาน ... ที่มีเวทนาเป็นประธาน" อันนี้กระผมเข้าใจว่าหมายถึง การอบรมเจริญปัญญาที่ระลึกรู้เวทนา มีความสุข ความทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นต้น หรือเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จะถูกหรือผิดอย่างไรครับ ขออาจารย์อธิบายเพิ่มเติมครับ
2. คำว่า กัมมัฏฐาน (กมฺม = การกระทำ / การงาน, ฏฺฐาน = ที่ตั้ง / ฐาน / ที่อาศัย / ที่ตั้งมั่น แปลว่า "ที่ตั้งแห่งการกระทำของจิต") นี้ หมายถึง ฐานหรือที่อาศัยให้จิตกระทำกิจการงาน ที่อรรถกถาจารย์ท่านแสดงว่ามีรูปกัมมัฏฐาน กับอรูปกัมมัฏฐาน อันนี้หมายถึง สภาพธรรม คือรูปธรรม หรือนามธรรม มีเวทนา เป็นต้น ที่เป็นอารมณ์ เป็นที่อาศัยให้การอบรมเจริญปัญญาเกิดขึ้นได้ ใช่ไหมครับ

กราบอนุโมทนาครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
khampan.a
วันที่ 20 ม.ค. 2569

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

1. คำว่า "อรูปกมฺมฏฺฐานํ ... เวทนาสีเสน" หรือ "อรูปกัมมัฏฐาน ... ที่มีเวทนาเป็นประธาน" อันนี้กระผมเข้าใจว่าหมายถึง การอบรมเจริญปัญญาที่ระลึกรู้เวทนา มีความสุข ความทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นต้น หรือเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จะถูกหรือผิดอย่างไรครับ ขออาจารย์อธิบายเพิ่มเติมครับ

*เป็นความเข้าใจที่ถูกต้องแล้วครับ

2. คำว่า กัมมัฏฐาน (กมฺม = การกระทำ / การงาน, ฏฺฐาน = ที่ตั้ง / ฐาน / ที่อาศัย / ที่ตั้งมั่น แปลว่า "ที่ตั้งแห่งการกระทำของจิต") นี้ หมายถึง ฐานหรือที่อาศัยให้จิตกระทำกิจการงาน ที่อรรถกถาจารย์ท่านแสดงว่ามีรูปกัมมัฏฐาน กับอรูปกัมมัฏฐาน อันนี้หมายถึง สภาพธรรม คือรูปธรรม หรือนามธรรม มีเวทนา เป็นต้น ที่เป็นอารมณ์ เป็นที่อาศัยให้การอบรมเจริญปัญญาเกิดขึ้นได้ ใช่ไหมครับ

*ทั้งนามธรรมและรูปธรรม เป็นกรรมฐาน ที่ตั้งแห่งการกระทำของจิตที่เป็นไปพร้อมกับปัญญา ก็ได้เข้าใจตามที่คุณวิทวัตได้แสดงความคิดเห็น ครับ


... ยินดีในกุศลของคุณวิทวัตและทุกๆ ท่านด้วยครับ ...

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ