ยังไม่ตื่นเพราะไม่รู้

ท่านอาจารย์ สิ่งที่มีจริงขณะนี้ต้องรู้ได้แน่ เพราะมีจริง ถ้าสิ่งที่ไม่จริงยังไงๆ ก็รู้ไม่ได้เพราะไม่มีจะให้รู้ใช่ไหม แต่ถ้าจะรู้ความจริง จะไปรู้ความจริงของอะไร ก็ต้องสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังมีนี่แหละให้รู้
เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีจริงแต่ละขณะที่มีจริงๆ ตั้งแต่เกิดจนตายไม่รู้ตลอด กี่ภพกี่ชาติก็ไม่รู้ ยังไม่ตื่นเพราะไม่รู้ความจริงจนกว่ารู้ความจริงเมื่อไหร่เมื่อนั้นจึงมีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ตั้งแต่เริ่มเข้าใจขั้นฟังซึ่งเป็นปริยัติ รอบรู้ในพระพุทธพจน์เพื่อที่จะได้เข้าใจว่า สิ่งที่มีจริงขณะนี้ถ้าไม่รู้ก็ไม่มีอะไรที่จะต้องรู้ได้เลยเพราะว่าไม่มี
ด้วยเหตุนี้เมื่อมีความเข้าใจขึ้นมั่นคงสัจจญาณในพระธรรมที่ได้ทรงแสดงกับพระปัญจวัคคีย์ก็กล่าวถึงสัจจญาณ ปัญญาที่รู้ความจริงคือสิ่งที่กำลังมี โดยปริยัติคือคำสอนที่ได้ทรงแสดงไว้โดยละเอียดเป็นปัจจัยให้เกิดปฏิปัตติ ในภาษบาลี
คนไทยก็ใช้คำว่าปฏิบัติแต่ไม่เข้าใจอะไรเลย คนไทยใช้คำภาษาบาลีผิดๆ ถูกๆ บางคำออกเสียงก็ไม่ถูก แล้วก็เข้าใจไม่ถูกด้วยเพราะว่าไม่ได้ศึกษาอย่างคำว่ารูปธรรม หมายความว่าอะไร หรือว่าพูดก็ไม่รู้ แต่ว่าพูดไปแล้ว พูดตามๆ กันมาแต่ไม่รู้ว่าอะไร เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีการศึกษาพระธรรมจริงๆ จะใช่คำไม่ถูกต้อง และก็เข้าใจผิดด้วย
ด้วยเหตุนี้เมื่อได้ยินเพียงคำว่าปฏิบัติ คนไทยคิดว่าทำ แต่ภาษาบาลีไม่ใช่อย่างนั้นเลยหมายความถึงปัญญาอีกระดับหนึ่งจากการฟังแล้วเข้าใจ ถ้าไม่มีการฟังเข้าใจจะไม่ถึงการปฏิบัติ
ปฏิปัตติถึงเฉพาะด้วยปัญญาที่เริ่มเห็นถูกต้องในสิ่งที่มีจริงๆ แต่ละหนึ่ง จนกว่าจะมีความรู้ชัดประจักษ์แจ้งขั้นปฏิเวธ หมายความว่าหมดความสงสัยในสิ่งที่ได้ยินได้ฟังว่าตรงตามที่ได้ยินได้ฟังตั้งแต่ต้น
เพราะฉะนั้น แม้แต่ธรรมก็คือเดี๋ยวนี้เอง ถ้ามีการเข้าใจถูกต้องเพิ่มขึ้น จะมีปัญญาอีกระดับหนึ่งในขณะที่กำลังฟังนี่ก็ได้หรือขณะไหนก็ได้เมื่อปัญญานั้นถึงความสมบูรณ์ก็จะเป็นกิจญาณ จากสัจจญาณคือปฏิปัตติถึงเฉพาะลักษณะของสภาพธรรมในขณะไหนก็ได้โดยความเป็นอนัตตา
เพราะฉะนั้น ต้องเข้าใจความหมายของคำว่าปฏิบัติในภาษาไทยซึ่งตรงกับคำว่าปฏิปัตติแต่ว่าไม่ได้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง
ฟังเพิ่มเติม ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1919


