รักตน ... เทปบันทึกรายการบ้านธรรมะ (27/5/58)

 
nattawan
วันที่  20 ธ.ค. 2568
หมายเลข  51677
อ่าน  259

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

เมื่อพูดถึงคำว่ารัก ก็คงมีความรักในหลายสิ่งหลายอย่างรอบๆ ตัว บางคนถึงขนาดพูดว่าความรักคือพลังในการใช้ชีวิต แต่ทางธรรมะคำว่ารักหรือว่ารักตนนั้นมีความหมายสองนัยทั้งด้านกุศลและอกุศล

รักตน ในทางกุศล คือ การละชั่ว ทำทำความดี ซึ่งนำผลที่ดีมาให้แก่ตน ... ส่วนในทางอกุศล คือ เห็นแก่ตัวรักตัวเองแล้วทำชั่ว

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าบุคคลรู้ว่าตนเป็นที่รักไซร้ ก็ไม่พึงประกอบด้วยบาป


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
nattawan
วันที่ 20 ธ.ค. 2568

ใครเคยทำร้ายตนบ้าง?! รู้หรือเปล่าว่าทำร้ายตนทุกวัน?? ไม่มีใครทำร้ายได้เลยนอกจากตนเองทำร้ายตนเองทุกวัน โดยไม่รู้ตัวด้วย ... จริงไหม ... ทำร้ายยังไง?! กิเลสเกิดเมื่อไหร่ทำร้ายตนเมื่อนั้น

แล้วจะไม่ทำร้ายตนได้ยังไง? ทำร้ายตนทุกวันเพราะไม่รู้ เพราะฉะนั้นก็คิดว่าคนอื่นทำร้ายเรา แต่เป็นไปไม่ได้เลย ไม่มีใครสามารถที่จะทำร้ายใครได้เลย ทำร้ายใจของคนอื่นได้อย่างไร?! ให้เขาเจ็บใจ ถ้าเขาไม่มีกิเลสไม่มีทางที่จะเป็นไปได้เลย

เวลาที่กิเลสเกิดทำร้ายตนเองทันทีทุกขณะไม่รอช้า ไม่ต้องไปรอให้คนโน้นคนนี้มาทำอะไรเลย เพราะฉะนั้นอยู่คนเดียวทำร้ายตนเองได้ไหม?!

การศึกษาธรรมะเพื่อเข้าใจความจริงซึ่งไม่มีทางจะรู้ได้เลยถ้าพระพุทธเจ้าไม่ทรงตรัสรู้เรื่องของจิตแต่ละหนึ่งๆ ๆ

บางคนก็รู้สึกตกใจแล้วเราอยู่คนเดียวหรือนี่ในโลกนี้ ... แน่ยิ่งกว่าแน่ ... แล้วไม่ใช่คนเดียวด้วย จิตแต่ละหนึ่งขณะถ้าไม่เกิดก็ไม่มีเรา เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วที่ว่าเราก็คือธรรมะที่เกิดขึ้นแล้วก็ยึดถือว่าเป็นเรา ให้ทราบว่าทั้งหมดนี่ก็เพราะไม่รู้

ต้องเข้าใจจริงๆ ว่ารักตนคืออย่างไร?! รักตนคือไม่ทำร้ายตน แต่ก็ทำร้ายอยู่ตลอดเวลาเพราะไม่รู้ ด้วยเหตุนี้การที่จะไม่ทำร้ายตนจริงๆ ได้ก็เพราะมีปัญญา มีความเข้าใจถูกต้องว่าแล้วตนมีหรือ?? มีแต่สภาพธรรมะซึ่งเกิดดับ แล้วก็เพราะไม่รู้จึงยึดถือว่าเป็นเรา

เมื่อมีเราแล้วกิเลสทั้งหลายก็ทำร้ายเลย กลุ้มรุมทั้งวันโดยที่ไม่รู้เลยว่ากิเลสประเภทไหน โลภะติดข้องหรือว่าโทสะความขุ่นเคือง หรือว่าแม้ความไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ ซึ่งไม่มีทางจะรู้ได้เลยถ้าไม่ฟังพระธรรม

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
nattawan
วันที่ 20 ธ.ค. 2568

ก็จะเห็นประโยชน์จริงๆ พรุ่งนี้จะอยู่ที่ไหน?! ใครบอกได้ หรือเพียงขณะต่อไปก็ไม่รู้แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเป็นผู้ที่เข้าใจความจริงก็จะเป็นผู้ที่ไม่ประมาทและก็รู้ความจริงว่า ถ้าไม่มีความเข้าใจถูกเห็นถูกในสภาพธรรมะที่กำลังปรากฏ ... ไม่มีทางที่ใครจะช่วยให้บุคคลซึ่งเห็นผิดเข้าใจผิดูพ้นจากการที่จะไม่ทำร้ายตน เพราะแม้แต่เพียงการยึดถือว่าเป็นเราก็ทำร้ายตัวเองแล้ว

ไม่มีแล้วก็ไปเข้าใจผิดยึดถือว่าเป็นเราแน่นอนที่กำลังเห็นกำลังได้ยิน แล้วจะไม่โกรธคนอื่นหรือถ้าเขาไม่ได้ทำอย่างที่เราต้องการ

เมื่อมีความเข้าใจธรรมะยิ่งขึ้นก็จะไม่ทำร้ายตน แต่ถ้าตราบใดที่ไม่เข้าใจธรรมะก็ทำร้ายตนโดยไม่รู้ตัวว่า ไม่มีใครสามารถที่จะทำร้ายได้เลยนอกจากตนเองเท่านั้น!!

ทำร้ายตนเองบ้างไหม? บ่อยไหม? ทั้งวันหรือเปล่า? นี่ก็แล้วแต่ปัญญา

รู้ว่าสภาพธรรมะเป็นธรรมะ เพราะฉะนั้นที่เคยเข้าใจว่าเป็นตน รู้ความจริงว่าเป็นธรรมะแล้วเคยยึดถือตนนั้น แต่เมื่อมีความเข้าใจถูกก็รู้ว่าละการยึดถือตนนั้นไม่ใช่คนอื่น คนอื่นมีไหมหรือมีคนเดียว เฉพาะคนแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง?? ถ้าคนที่เข้าใจแล้วพระพุทธเจ้าตรัสว่า ตถาคตหมายความถึงใคร??

แต่ละหนึ่งที่สะสมมาโอนโยกย้ายให้คนอื่นไม่ได้ ตายแล้วเอาอะไรไปไม่ได้จริงไหม ... แต่ไม่รู้ว่าไม่ใช่เรา!!

ธรรมะคำเดียวต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า เป็นสิ่งที่มีจริง แต่ไม่ใช่ของใครเพราะฉะนั้นจะเป็นของเราหรือจะเป็นเราได้ไหม?! ก็เป็นธรรมะ ถ้าเข้าใจธรรมะจริงๆ ศึกษาธรรมะ รู้ว่าเป็นธรรมะ ก็สามารถที่จะเข้าใจทุกคำในพระไตรปิฎกว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อให้รู้ความจริงคือธรรมะ ทรงแสดงธรรมะ ตรัสธรรมะสนทนาธรรมะ ทุกอย่างเรื่องธรรมะทั้งหมด ไม่ใช่เรื่องใครคนหนึ่งคนใด ... แต่คนฟังก็ลืม ... เป็นเราหมด ... อย่างนั้นแสดงว่าคนนั้นไม่เข้าใจธรรมะ

ถ้าเข้าใจธรรมะจริงๆ เดี๋ยวนี้มีธรรมะเป็นธรรมะ ศึกษาเพื่อรู้ความจริงของธรรมะว่า ธรรมะเป็นธรรมะไม่ใช่เรา

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
nattawan
วันที่ 20 ธ.ค. 2568

ตราบใดที่เป็นเราเป็นเขา ไม่รู้ว่าเป็นธรรมะนั่นไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะคำสอนของพระองค์ทุกคำเพื่อให้เข้าใจถูกต้อง ... ธรรมะคือสิ่งที่มีจริง ไม่ใช่สอนให้คนประพฤติดีแล้วยังเป็นคนมีความเข้าใจว่าเป็นคน ถ้าเข้าใจว่าเป็นคนมีดีมีชั่ว ใครก็พูดได้ แต่ที่จะให้รู้ว่าไม่มีคน ไม่มีต้นไม้ ไม่มีอะไรที่เราเคยเข้าใจผิดเพราะไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งซึ่งไม่ปะปนกันเลย ... แล้วก็เป็นธรรมะแต่ละอย่างด้วย

เพราะฉะนั้นจิตเป็นจิต เจตสิกเป็นเจตสิก รูปเป็นรูป จิตก็หลากหลายมาก มีปัจจัยจึงเกิดแล้วดับไปแล้วไม่กลับมาอีก นี่คือคำสอนของพระพุทธเจ้าตลอด 45 พรรษา เพื่อที่จะให้คนฟังเข้าใจถูกเห็นถูก มิฉะนั้นฟังอะไรก็ไม่สามารถที่จะรู้ว่าไม่ใช่เราเลย เป็นสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นไม่มีความเข้าใจถูกสะสมต่อไปในชาติต่อๆ ไป เพราะไม่เคยเข้าใจว่าสิ่งที่เป็นเรามาก่อนเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ด้วยความไม่รู้ ... แท้ที่จริงก็คือเป็นธรรมะเป็นสิ่งที่มีจริงๆ แต่ละหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป

ถ้าไม่ฟังพระธรรม ก็คนเกิดคนตาย ... เราเกิดเราตาย ชาติก่อนก็เคยเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็ชาตินี้เป็นอย่างนี้ ก็ยังคงเป็นเราอยู่

ไม่รู้จักพระพุทธเจ้า ถ้ายังคงเป็นเราและไม่รู้จักคำสอนของพระองค์

เราจะหยุดทำร้ายตนเองเพราะรู้ความจริงว่า ไม่มีเราแต่มีธรรมะที่เป็นกุศลดีงามและธรรมะที่เป็นอกุศลไม่ดีงาม เพราะฉะนั้นตราบใดที่ยังไม่รู้ความจริง ก็ยังคงทำร้ายตนเองต่อไปเรื่อยๆ ทุกวันแน่นอน และไม่รู้ตัวด้วย

กำลังเห็น ติดข้องว่าเป็นเรา ... ทำร้ายตัวเองแล้ว ... มีเราก็เดือดร้อนแน่ๆ ... ก็กังวลเรื่องเรา เพราะฉะนั้นกังวลทำร้ายตัวเองหรือเปล่า?! ทำอะไรก็ไม่ได้ ธรรมะเป็นธรรมะมีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ... กังวลก็ทำร้ายตัวเองแล้ว!!

การเข้าใจความจริงทำให้หยุดทำร้ายตนเองได้อย่างไร?? เพราะรู้ว่าไม่มีเราแล้วจะทำร้ายใคร?! มีแต่กุศลซึ่งเป็นธรรมะมีปัจจัยเกิดแล้วดับ อกุศลก็เช่นเดียวกัน หมดแล้วไม่เหลือ ตัวตนอยู่ที่ไหน??!!

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในความดีของทุกท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
chatchai.k
วันที่ 20 ธ.ค. 2568

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ