เริ่มรู้จักหนทางหรือยัง?_สนทนาธรรมไทย - ฮินดี วันเสาร์ที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๗

 
เมตตา
วันที่  6 เม.ย. 2567
หมายเลข  47679
อ่าน  703

สนทนา ไทย - ฮินดี วันเสาร์ที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๗

ท่านอาจารย์: รู้จักธรรมไหม?

คุณราจิฝ: ที่เราเห็นอยู่ ที่ได้ยินอยู่ ที่สัมผัสทางกายอยู่ นี่เป็นสิ่งที่มีจริง

ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้รู้จักธรรมอะไร?

คุณราจิฝ: สิ่งที่ปรากฏให้เห็น

ท่านอาจารย์: อะไร?

คุณราจิฝ: เป็นสีครับ สีหนึ่ง

ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้ไม่มีคุณราจิฝ ไม่มีใคร ไม่มีคุณสุคินหรือ?

Dr Rajesh: เข้าใจว่าที่กำลังเห็น เห็นสี ครับ

ท่านอาจารย์: เข้าใจเป็นรู้แจ้งหรือยัง?

Dr Rajesh: ทีแรกได้ยินได้ฟังว่า เป็นอย่างนี้ แต่ตอนนี้ก็รู้เลยว่าเป็นอย่างนี้

ท่านอาจารย์: รู้เลยหรือว่า เดี๋ยวนี้ไม่มีคุณสุคิน ไม่มีต้นไม้ ไม่มีอะไร

Dr Rajesh: ตอนนี้เข้าใจอย่างนั้นเลยครับว่า ไม่มีเรา ไม่มีราจิฝ

ท่านอาจารย์: เข้าใจ แต่ปรากฏอย่างนั้นหรือเปล่า?

Dr Rajesh: เริ่มเข้าใจแล้วหลังจากฟังแล้วพิจารณาแล้วเข้าใจว่า จะต้องฟังต่อไปอีกเยอะกว่าจะรู้จริงครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น รู้จักธรรมหรือยัง?

Dr Rajesh: ถ้าใช้คำว่า รู้จริง แล้วไม่รู้ครับ เริ่มเข้าใจครับ

ท่านอาจารย์: รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบ้างไหม?

Dr Rajesh: เริ่มรู้จักครับ

ท่านอาจารย์: รู้จักว่าอย่างไร?

Dr Rajesh: เข้าใจว่าธรรมนี้มีแต่พระพุทธองค์ที่สอนไม่มีใครที่สอนได้ และธรรมนี้ลึกซึ้งมาก ต้องฟังถึงจะเข้าใจ เมื่อเข้าใจวันหนึ่งก็ต้องเข้าใจความลึกซึ้งจริงๆ ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้ความรู้ความเข้าใจพระพุทธเจ้า รู้จักพระพุทธเจ้าแค่ไหน?

Dr Rajesh: เริ่มรู้จัก

ท่านอาจารย์: รู้จักว่าอะไร?

Dr Rajesh: รู้จักว่าพระพุทธองค์สอนสิ่งที่มีจริง และลึกซึ้งมาก และต้องฟังคำสอนจนกว่าวันหนึ่งจะรู้จริงๆ

ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้มีเห็น เห็นลึกซึ้งไหม?

Dr Rajesh: ลึกซึ้งมาก

ท่านอาจารย์: ลึกซึ้งอย่างไร เริ่ม?

Dr Rajesh: ลึกซึ้ง เพราะว่าถึงตอนนี้ก็ยังเป็นเราที่เห็น ทั้งๆ ที่ฟังแล้วเข้าใจขั้นฟังแล้วว่า ไม่มีเรา มีแต่เห็น ตรงนั้นยังไม่เป็นเห็น ยังเป็นเราที่เห็นอยู่ครับ

ท่านอาจารย์: ถ้าไม่รู้ว่า เห็นเป็นอะไร จะค่อยๆ เข้าใจความจริงของเห็นได้ไหม?

Dr Rajesh: จะไม่รู้ความจริงครับ ถ้าไม่รู้ว่าเห็นคืออะไร

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ได้ฟังมาแล้วหรือยังว่า เห็นคืออะไร?

Dr Rajesh: เข้าใจว่าเป็นธรรมอย่างหนึ่ง

ท่านอาจารย์: เป็นธรรมอย่างหนึ่ง ธรรมคืออะไร?

Dr Rajesh: เป็นสิ่งที่มีจริง

ท่านอาจารย์: เห็นเดี๋ยวนี้ มีเห็นจริงๆ ใช่ไหม?

Dr Rajesh: ใช่

ท่านอาจารย์: เห็นมีจริงหรือเปล่า?

Dr Rajesh: มีจริง

ท่านอาจารย์: เห็นเกิดหรือเปล่า?

Dr Rajesh: เกิด

ท่านอาจารย์: ใครทำให้เห็นเกิด?

Dr Rajesh: ไม่มีใคร

ท่านอาจารย์: พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำให้เห็นเกิดได้ไหม?

Dr Rajesh: ไม่ได้

ท่านอาจารย์: เห็นเดี๋ยวนี้เป็นคุณราจิฝเห็นใช่ไหม?

Dr Rajesh: เป็นราจิฝเห็น

ท่านอาจารย์: แต่เห็นเกิดเพราะมีปัจจัยที่ทำให้เห็นเกิด หรือเห็นเกิดได้เอง?

Dr Rajesh: เกิดเองไม่ได้ ต้องเกิดเพราะเหตุปัจจัย

ท่านอาจารย์: มีเหตุปัจจัยทำให็เห็นเกิด เห็นเกิดแล้วเห็นดับทันทีใช่ไหม?

Dr Rajesh: ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ปัจจัยทำให้เห็นเกิด เพราะฉะนั้น เห็นเกิดเห็น ไม่เห็นไม่ได้ เพราะ เห็นเกิด จึงเป็นเห็นที่เกิดเห็น

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพอย่างยิ่งค่ะ และกราบยินดีในกุศลของคุณสุคิน ผู้ถ่ายทอดคำท่านอาจารย์เป็นภาษาฮินดีค่ะ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
เมตตา
วันที่ 6 เม.ย. 2567

ท่านอาจารย์: เข้าใจถูกแล้วขณะที่ฟัง และขณะอื่นๆ เข้าใจเห็นที่กำลังเห็นไหม?

Dr Rajesh: ถ้าไม่ได้สนทนาอยู่ บางครั้งมีคิดถึงแต่ไม่เข้าใจอย่างตอนที่ได้สนทนา

ท่านอาจารย์: แน่ใจหรือว่าตั้งแต่เช้ามาเขาคิดถึงเห็นแล้วก่อนที่จะได้ฟัง?

Dr Rajesh: คิดครับ

ท่านอาจารย์: เมื่อไหร่ ตอนไหน ที่เขาคิดเรื่องเห็นตั้งแต่เช้ามาก่อนที่จะได้ฟังธรรม?

Dr Rajesh: ตัวอย่างที่ชัดๆ ก็คือก่อนที่จะเข้ามาซูมนี้รู้ว่าต้องมาสนทนาธรรมก็เริ่มพิจารณาเริ่มคิดครับ

ท่านอาจารย์: บ่อยไหม?

Dr Rajesh: ก่อนฟังไม่เคยพิจารณาเลย แต่หลังจากฟังก็เริ่มพิจารณาจนถึงขนาดที่ว่ามีการพูดถึงธรรมกับคนอื่นรอบตัววันหนึ่ง ๗ - ๘ ครั้ง ถ้าไม่ได้พิจารณาเวลาอื่นก็คงไม่มีความสนใจที่จะพูดให้คนอื่นฟัง และคงไม่มีความสามารถที่จะพูดให้คนอื่นฟัง เพราะว่าพิจารณาถึงธรรมในชีวิตประจำวันอยู่เพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อยถึงเป็นอย่างนั้นครับ

ท่านอาจารย์: เขาสนทนาธรรมเรื่องเห็นกับครอบครัวใช่ไหม?

Dr Rajesh: นอกจากเห็นแล้วก็ธรรมอื่นด้วยครับ

ท่านอาจารย์: ดิฉันถามว่าคุณราจิฝสนทนาธรรมกับครอบครัวใช่ไหม?

Dr Rajesh: สนทนากับครอบครัวให้เขารู้ด้วยว่าควรจะพยายามสนทนากับคนอื่นๆ ต่อๆ ด้วย เพราะเห็นว่าตัวเองไม่มีความรู้ และเริ่มมีความรู้ ก็รู้ว่าคนอื่นก็ไม่มีความรู้และควรจะได้รู้ และเจริญความเข้าใจ

ท่านอาจารย์: เขาเริ่มสนทนากับคนอื่นว่าอย่างไร?

Dr Rajesh: เริ่มจากคำถามว่า อะไรเป็นสิ่งที่มีจริง นี่เป็นสิ่งที่พระพุทธองค์สอนให้เรารู้ และก็พูดเรื่องธรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน แล้วก็ชักชวนให้เขามาเข้าสนทนาอย่างเช่นที่เราสนทนาธรรมอยู่ในซูมด้วย ให้รู้ว่าการที่จะเข้าใจคำสอนของพระพุทธองค์มีหนทางเดียว คือการฟังและฟังต่อไปซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่ามาก

ท่านอาจารย์: แล้วครอบครัวของคุณราจิฝสนใจไหม?

Dr Rajesh: เริ่มเข้าใจทีละนิดทีละหน่อยครับ

ท่านอาจารย์: ยินดีมากกับกุศลของคุณหมอราจิฝ เพราะว่านี่เป็นหนทางเดียวที่จะเข้าใจความลึกซึ้งของพระธรรม ไม่ใช่เรารีบไปรู้โน่นรู้นี่แต่เพียงชื่อ แต่ต้องรู้จริงๆ เดี๋ยวนี้เป็นธรรม และยากที่จะรู้ว่าไม่ใช่เรา เป็นเพียงธรรมแต่ละหนึ่ง

Dr Rajesh: การเข้าใจจากที่ท่านอาจารย์เตือนเราอยู่เรื่อยๆ ว่าศึกษาธรรมเป็นอย่างไร ราจิฝก็พยายามพูดให้คนอื่นได้เข้าใจ

ท่านอาจารย์: ถูกต้องที่สุด ก่อนอื่นไม่ใช่รีบให้เขาจำ แต่ต้องให้เขารู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

Dr Rajesh: ครับ

ท่านอาจารย์: ต้องให้เขาเข้าใจว่า พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงทุกอย่างที่กำลังมีทุกขณะ เช่น เดี๋ยวนี้

Dr Rajesh: ครับ

ท่านอาจารย์: พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริงทุกอย่างทุกประการ เพราะฉะนั้น พระองค์ทรงแสดงให้เริ่มรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้

Dr Rajesh: ครับ

ท่านอาจารย์: ก่อนเห็นไม่มีเห็น เพราะฉะนั้น เมื่อเห็นเกิดแล้วเห็นก็ดับ เพราะฉะนั้น จะเป็นเราไม่ได้เป็นใครไม่ได้นอกจากเป็นเห็นเท่านั้น

ก่อนเห็นไม่มีเห็น แล้วเห็นเกิดขึ้นเห็นแล้วดับ เห็นดับแล้วไม่กลับมาอีกเลย จะเป็นอะไรจะเป็นใครไม่ได้เลยเพราะไม่เหลือ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงหนทางให้รู้ความจริงขณะนี้ที่เห็นเกิดแล้วดับด้วย

นี่เป็นเหตุที่เราพูดถึงเห็นเดี๋ยวนี้ เพื่อให้รู้ความจริงว่า ถ้าเราไม่พูดถึงเห็นเดี๋ยวนี้ เราไม่คิดถึงเห็น และลืมตลอดเวลาว่า เห็นเกิดแล้วดับ

Dr Rajesh: ครับ

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
เมตตา
วันที่ 6 เม.ย. 2567

ท่านอาจารย์: ความลึกซึ้งของเห็น คือแม้เรากำลังพูดเรื่องเห็นก็ยังไม่รู้ความจริงที่เห็นเกิดดับ

ราจิฝ: ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น การที่เราจะเข้าใจเห็น ต้องไม่ใช่ขณะที่เราไม่พูดถึงเห็นเลยที่กำลังเห็น

ราจิฝ: ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เห็นประโยชน์ไหมว่า ทำไมเราพูดถึงเห็นที่กำลังเห็น

ราจิฝ: ครับ

ท่านอาจารย์: เบื่อไหม เราพูดถึงเห็นทุกครั้งที่สนทนากัน

ราจิฝ: ไม่เบื่อครับเพราะเห็นว่า ๑. เพราะเห็นอยู่ตลอด ๒. เป็นเพราะว่า เห็นแล้วยังไม่เข้าใจเลย และถ้าไม่ฟังเลยเราก็คิดว่าเราเห็นบุคคลนั้นบุคคลนี้ หลังจากฟังก็ยังเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ฟังแล้วก็ยังไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้น ก็ต้องฟังต่อไม่เบื่อครับ

ท่านอาจารย์: ยินดีอย่างยิ่งในกุศลในความเข้าใจถูกต้องของ ดอกเตอร์ราจิฝ

ราจิฝ: หลังจากที่ฟังธรรมแล้ว ควรจะพูดให้คนอื่นเข้าใจด้วย ยกตัวอย่างก่อนที่ฟังธรรมเราก็พูดเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้คนอื่นฟัง พอหลังจากฟังธรรมแล้วรู้ว่าเรื่องนั้นไร้สาระแล้วก็ไม่ได้เป็นความจริง หลังจากฟังแล้วเข้าใจความจริงยิ่งต้องพูดเรื่องนี้ให้ให้เขารู้ว่า อะไรเป็นความจริงครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: ถูกต้องอย่างยิ่ง แต่ต้องรู้ว่าเราไม่ได้บอกเขา แต่เราเริ่มจากถามให้เขาคิดไตร่ตรอง เพราะว่าทุกคนไม่เคยคิดเรื่องธรรม

ราจิฝ: เราเข้าใจตามที่เราเข้าใจ เราพูดก็พูดระดับที่เราเข้าใจ เพราะฉะนั้น จึงชักชวนคนอื่นให้มาฟังจากท่านอาจารย์โดยตรงจะได้ประโยชน์มากกว่าสนทนากันเอง

ท่านอาจารย์: แต่เราต้องรู้เหตุที่จะให้เกิดความเข้าใจธรรม เราเอาความรู้ของเราไปมอบให้ใครไม่ได้เลย แต่เราสามารถช่วยให้เขารู้หนทางที่จะเข้าใจธรรมได้

ราจิฝ: ครับ

ท่านอาจารย์: เขาจะเข้าใจธรรมได้ต่อเมื่อเขาคิดไตร่ตรองด้วยตนเอง

ราจิฝ: ครับ

ท่านอาจารย์: นี่เป็นเหตุให้มีการสนทนาธรรม และจะรู้ว่าเขาเข้าใจหรือไม่ ก็คือถามเขา

ราจิฝ: ครับ

ท่านอาจารย์: ไม่ใช่บอกเขา

ราจิฝ: ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะถ้าบอก เขาฟัง เขาจำ เขาไม่ได้ไตร่ตรองด้วยตัวเอง กว่าทุกคนจะเข้าใจธรรม และคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ต้องเริ่มฟัง แล้วไตร่ตรองด้วยตัวเอง

ราจิฝ: ครับ

ท่านอาจารย์: ถ้าจำที่คนอื่นบอก ไม่ได้เข้าใจด้วยตัวเอง เขาก็ลืมเพราะไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้น เราไม่ต้องการให้เขาจำ และก็ตอบ แต่ให้เขาไตร่ตรองคำที่เขาได้ฟังซึ่งเป็นคำที่ลึกซึ้งเพราะเป็นคำที่กล่าวถึงธรรมที่ลึกซึ้ง

ราจิฝ: ครับ

ท่านอาจารย์: เริ่มให้เขาสะสมนิสัยความคุ้นเคยใหม่ที่จะต้องคิดด้วยตัวเอง พิจารณาด้วยตัวเองให้รอบคอบละเอียดทุกอย่าง ก่อนจะฟังธรรมถ้าไม่รู้จักพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ลึกซึ้ง เขาก็เพียงแต่ฟัง แล้วจำ เท่านั้นเอง ไม่ได้เข้าใจอะไร

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
เมตตา
วันที่ 6 เม.ย. 2567

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เพียงคำว่า เห็น สามารถที่จะเข้าถึงคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในความลึกซึ้งของพระคุณ

ราจิฝ: ครับ

ท่านอาจารย์: ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงความจริงของ เห็น เราไม่สามารถจะรู้ได้เลยในความลึกซึ้งของพระปัญญาคุณ

ราจิฝ: ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เริ่มต้นจากเห็นมีจริง เพราะฉะนั้น ธรรมคืออะไร เพราะฉะนั้น ธรรมจะเป็นอย่างอื่นได้ไหมนอกจากเห็นธรรม?

ราจิฝ: ครับ

ท่านอาจารย์: ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะรู้ไหมว่า เห็นคืออะไร

ราจิฝ: ไม่รู้ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ฟังคำของพระพุทธเจ้า ไตร่ตรอง เข้าใจ มั่นคงไม่เปลี่ยนเพราะเป็นความจริง

ราจิฝ: ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า เห็นคืออะไร?

สุคิน: ท่านอาจารย์ครับดูเหมือนดอกเตอร์ราจิฝยังไม่เข้าใจเห็นครับ จะตอบซ้ำๆ ว่าเห็นสีครับ

ท่านอาจารย์: นี่เป็นเหตุการสนทนาธรรมเป็นมงคล เพราะถ้าไม่มีการสนทนาธรรมก็ไม่รู้ความละเอียดลึกซึ้ง และเข้าใจผิด

ท่านอาจารย์: ฟัง และก็คิดละเอียด เห็นเป็นเห็น หมายความว่าอะไร คิดพิจารณาไตร่ตรองลึกซึ้ง?

ราจิฝ: เห็นเป็นเห็น เห็นเป็นความจริงครับ

ท่านอาจารย์: เห็นเป็นความจริง แต่เห็นเป็นเห็นหมายความว่าอะไร?

ราจิฝ: เริ่มรู้ว่าความเข้าใจน้อยมาก เริ่มรู้ว่าเห็นเป็นสิ่งที่มีจริง

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น มีความเข้าใจมั่นคงไหม เห็นเป็นเห็น ไม่เป็นอะไรทั้งสิ้นนอกจากเป็นเห็น?

อาช่า: เห็นเป็นสิ่งที่มีจริง เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เห็นเป็นเห็น ไม่มีสัตว์บุคคลเป็นธรรมอย่างหนึ่ง

ท่านอาจารย์: อย่าลืมนะ ได้ยินคำว่า เห็นเป็นเห็น ยังไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้นยังไม่ต้องตอบอะไรเลยทั้งสิ้น แต่ได้ยินคำว่า เห็นเป็นเห็นเข้าใจว่าอย่างไร นี่คือหัดคิดให้ละเอียดให้รอบคอบ เพราะจะต้องมีเรื่องที่ลึกซึ้งกว่านี้ที่จะต้องคิดให้ละเอียดรอบคอบยิ่งกว่านี้นี่เป็นการเริ่มต้น ฝึกนิสัยให้ไตร่ตรองให้รอบคอบ?

อาช่า: เห็นเป็นเห็น เป็นธรรม เป็นนามธรรม

ท่านอาจารย์: ดิฉันไม่ได้ถามว่าเห็นคืออะไรสักคำ ดิฉันถามเพียงว่า ได้ยินคำว่า เห็นเป็นเห็น เข้าใจว่าอย่างไร?

คุณสุคิน: ยังหาคำตอบไม่ได้

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น นี่เป็นการฝึกหัดอบรมให้คิดละเอียดรอบคอบ เพราะทุกคนขาดการคิดละเอียดรอบคอบ แม้ว่าธรรมจะเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งมาก ความลึกซึ้ง คือต้องอาศัยการไตร่ตรองละเอียดรอบคอบจึงจะเข้าใจได้มั่นคง

ฟังดีๆ เพื่อที่จะได้มีความมั่นคงในความจริง เห็นเป็นเห็น เห็นเป็นอื่นไม่ได้แน่นอน เพราะฉะนั้น เห็นเป็นนกไม่ได้ เห็นเป็นคนไม่ได้ เห็นเป็นปลาไม่ได้ เห็นเป็นเห็น เริ่มมีความมั่นคงในความเป็นธรรมหนึ่ง แต่ละหนึ่ง

กว่าจะละความเป็นเรา แค่ฟังเท่านั้นไม่พอ แต่ต้องมีความมั่นคงในความจริงของสิ่งที่มีจริงทุกอย่าง ไม่ใช่เพียงฟัง คิดเข้าใจ แต่ยังต้องมั่นคงทุกครั้งที่ได้ยินคำที่เป็นธรรมแต่ละคำ

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
เมตตา
วันที่ 6 เม.ย. 2567

ท่านอาจารย์: เห็นเป็นคิดได้ไหม?

อาช่า: ไม่ได้

ท่านอาจารย์: ทุกคนเข้าใจมั่นคงแล้ว ความเข้าใจมั่นคงนี้เองเป็นหนทางที่จะละความติดข้องในความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะความจริงหนึ่งธรรมเปลี่ยนไม่ได้เป็นหนึ่งธรรมนั้นๆ เท่านั้น ถ้าเข้าใจอย่างนี้มั่นคง ไม่ว่าจะโกรธ ไม่ว่าจะชอบ ไม่ว่าจะคิด ไม่ว่าจะจำ แต่ละหนึ่ง เป็นสิ่งที่เป็นอย่างนั้นเท่านั้นไม่เป็นอื่น

เริ่มเข้าใจมั่นคงขึ้นในทุกอย่างที่เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง เมื่อเป็นธรรมที่มีจริงแต่ละหนึ่งเกิดขึ้นดับไปก็ไม่ใช่เราหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดทั้งสิ้น

ฟังอย่างนี้ทุกชาติๆ ๆ จนมั่นคง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริง และถ้าพระองค์ไม่ทรงแสดงหนทางที่จะรู้ความจริง ซึ่งทุกคนเริ่มมีความมั่นคงว่า เป็นแต่ละหนึ่งซึ่งไม่ใช่เรา ถ้าพระองค์ไม่ทรงแสดงหนทาง ใครก็ถึงการที่จะประจักษ์แจ้งความจริงนี้ไม่ได้

เพียงฟัง ๒ - ๓ คำก็ต้องมั่นคง เพราะฉะนั้น ถ้าฟังอีกก็มั่นคงอีก จะเห็นได้ว่า กว่าจะเข้าใจค่อยๆ มั่นคงขึ้นๆ ต้องอาศัยการฟังละเอียดขึ้น และการไตร่ตรองต้องรอบคอบขึ้นจนกว่าจะสามารถรู้ว่า หนทางที่จะรู้ความจริงคืออย่างไร

ถ้าเพียงฟัง แต่ไม่รู้หนทางก็ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงที่เป็นอย่างที่ได้ฟัง เพราะฉะนั้น รู้หนทางหรือยัง? หรือว่าเริ่มรู้จักหนทางหรือยัง?

อาช่า: เริ่มรู้ เวลานี้ก็รู้น้อยมากหนทางที่จะเข้าใจ

ท่านอาจารย์: ทางอื่นมีไหม?

ราจิฝ: ไม่มีครับ

ท่านอาจารย์: นั่นคือ ความรู้จักปริยัติ รอบรู้คำทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่กล่าวถึงสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ทุกขณะ

ราจิฝ: ครับ

ท่านอาจารย์: ถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้จะอ่านพระไตรปิฎกด้วยการประมาท ไม่รู้ว่า ขณะที่อ่านนั้นเพราะอะไร ถ้าไม่เห็นความลึกซึ้งของพระธรรม ก็จะอ่านด้วยความต้องการจะรู้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไรใน ๔๕ พรรษา

ถ้าอ่านเพราะอยากรู้คำ อยากเข้าใจความหมายเท่านั้น ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เมื่อได้ฟังคำ เพียงคำเดียว ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เห็นความลึกซึ้งจึงศึกษาด้วยความเคารพที่จะได้รู้ความจริงที่พระองค์ได้ตรัสรู้ เพราะฉะนั้น ก็เป็นผู้รู้ตัวเอง ศึกษาเพราะเคารพสูงสุดในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งแม้เพียงคำเดียว เห็นเป็นเห็น ก็ต้องรู้ว่ามีความลึกซึ้งที่เป็นอื่นไม่ได้

ถ้าเข้าใจความลึกซึ้งของธรรมหนึ่ง ก็จะเห็นความลึกซึ้งในขั้นเข้าใจในคำนั้นแต่ละหนึ่ง จึงรู้ว่า ผู้ที่ได้ตรัสคำที่กล่าวถึงความจริงของสิ่งที่มีจริง ทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เพราะฉะนั้น ถ้าเข้าใจมั่นคง เห็นเป็นเห็น คิดเป็นคิด จำเป็นจำ ก็เข้าใจความหมายของคำว่า ธรรม สิ่งที่มีจริงทุกย่าง เป็นอื่นไม่ได้ นอกจากเป็นธรรมซึ่งเกิดตามเหตุตามปัจจัยเป็นอนัตตา เริ่มมีความมั่นคงในคำว่าธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา

และเริ่มตรงต่อความจริง รู้ความจริงว่า ก่อนฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นเราทั้งหมด เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดทั้งหมด ไม่รู้ความจริงว่าเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง คือเห็นเป็นเห็น จำเป็นจำ เป็นต้น

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
เมตตา
วันที่ 6 เม.ย. 2567

ท่านอาจารย์: ก่อนฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราเห็น เราคิด เราจำ เราชอบ มีความเป็นเรามานานเท่าไหร่ในสังสารวัฏฏ์ เพราะฉะนั้น ต้องเป็นผู้ตรงว่า เริ่มจะเข้าใจความจริงในขั้นฟังจากการได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เพราะฉะนั้น เริ่มรู้ความหมายของคำว่า ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคืออย่างไร จากวันนี้ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดอกเตอร์ราจิฝจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ไหม?

ราจิฝ: เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ แต่เป็นพระสาวกได้ครับ

ท่านอาจารย์: ฟังคำถามดีๆ นะ จากการที่ได้เริ่มเข้าใจธรรม เริ่มเห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดอกเตอร์ราจิฝจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ไหม?

ราจิฝ: ไม่ได้ครับ

ท่านอาจารย์: ทำไมไม่ได้?

ราจิฝ: เพราะว่าเป็นผู้ฟังครับ

ท่านอาจารย์: พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ฟังหรือเปล่า?

ราจิฝ: ตามที่ท่านอาจารย์พูดว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่จะตรัสรู้ก็เป็นเหมือนเราที่เป็นผู้ฟัง เพราะฉะนั้น ถ้าฟังต่อไปแล้วเพิ่มความเข้าใจ วันหนึ่งย่อมเป็นไปได้ครับว่าความเข้าใจถึงระดับนั้น

ท่านอาจารย์: เดี๋ยวค่ะ ทำไมท่านพระสารีบุตรก็ฟังธรรมมา และก็ได้เข้าใจธรรมมาแล้วไม่เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า?

อาช่า: เพราะเหตุปัจจัยไม่พอ

ท่านอาจารย์: เหตุปัจจัยที่จะไม่ทำให้ท่านพระสารีบุตรถึงความเป็นะรัสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อเข้าใจธรรม เหตุปัจจัยนั้นคืออะไร?

อาช่า: ไม่ทราบค่ะ แค่รู้ว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย

ท่านอาจารย์: ถ้าไม่รู้เหตุปัจจัยก็เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ใช่ไหม?

อาช่า: ค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ก็เข้าใจในเหตุที่ที่จะให้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใช่ไหม จึงได้เป็น?

อาช่า: ตรงนี้ไม่มีความรู้พอที่จะตอบ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ทุกคนได้ฟังพระธรรมแล้ว ขึ้นอยู่กับปัญญา และความเมตตามากน้อยเท่าไหร่

อาช่า: ค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น คนที่ฟังเห็นความลึกซึ้ง เห็นพระมหากรุณาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงแสดงธรรมให้คนอื่นได้เข้าใจด้วย ผู้นั้นมีความอดทนมีความปราถนาที่จะเป็นผู้ที่มีพระมหากรุณาอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงตั้งความปราถนาที่จะอบรมเจริญปัญญา และคลายกิเลสจนถึงพร้อมด้วยปัญญาระดับของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ราจิฟ: ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะถ้าไม่มีผู้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกเลยต่อไป โลกมืดไม่มีใครสามารถที่จะรู้ความจริงได้ เพราะฉะนั้น ผู้นั้นมีความปราถนาอดทนที่จะอบรมคุณความดีทุกประการยิ่งกว่าใครทั้งหมดที่จะถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่ออนุเคราะห์คนอื่น

ราจิฟ: ครับ

ท่านอาจารย์: ฟังธรรมแล้วใครคิดที่จะอบรมเจริญปัญญา และคุณความดีทั้งหมดถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบ้างไหม?

อาช่า: ไม่ค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะอะไร?

อาช่า: ข้อแรก ก็คือความเข้าใจแค่นี้ จะไปคิดถึงตรงนั้นไม่คู่ควรอยู่แล้ว ไม่มีเหตุผล เพราะฉะนั้น ไม่คิดเลย แค่มุ่งแต่เจริญความเข้าใจ

ท่านอาจารย์: ต่างกับความคิดของพระโพธิสัตว์เมื่อได้ฟังธรรมใช่ไหม?

อาช่า: ต่างกันมากค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น แต่ละหนึ่งเป็นแต่ละหนึ่งซึ่งทุกคนเท่านั้นที่จะรู้จักตัวเอง เพราะฉะนั้น ผู้ที่ไม่ปราถนาถึงการที่จะบำเพ็ญบารมีเพื่อเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เพราะเป็นแต่ละหนึ่ง ที่รู้ความจริงว่า ธรรมลึกซึ้งยากที่จะรู้ได้ เพียงฟังแค่นี้เป็นขั้นปริยัติ

ต้องตรงที่จะรู้ว่า ต้องอบรมเจริญคุณความดีทุกประการแล้วกับความเข้าใจถูกต้องไม่ผิดจากความจริง ต้องอบรมเจริญคุณความดีเพื่อละอกุศลทุกๆ ชาติอีกนานมากที่จะได้รู้ความจริงซึ่งลึกซึ้ง

การหวังดีที่จะให้คนได้เข้าใจพระธรรม ก็เป็นคุณความดีประการหนึ่งที่เป็นความดีที่สูงยิ่ง เพราะเหตุว่าทำให้คนอื่นได้สามารถรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเข้าใจคำสอนของพระองค์ที่ลึกซึ้ง

เพราะฉะนั้น นอกจากเห็นประโยชน์สูงสุดที่ได้เข้าใจพระธรรมแล้ว ก็ยังทำสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดให้คนอื่นได้เข้าใจพระธรรมด้วย

เมื่อรู้ประโยชน์สูงสุดที่ได้เข้าใจพระธรรม ก็เห็นประโยชน์ว่า คนอื่นก็ควรได้รู้พระธรรมเป็นประโยชน์สูงสุดด้วย

แต่พระธรรมลึกซึ้งมาก ประมาทไม่ได้เลย ถ้าไม่เข้าใจถูกต้องก็ทำให้คนอื่นเห็นผิด ชีวิตที่ผ่านมาแล้วในสังสารวัฏฏ์นับประมาณไม่ได้เลยที่ไม่ได้เข้าใจพระธรรม เพราะฉะนั้น เมื่อเริ่มเข้าใจพระธรรม ชีวิตก็ต้องนับประมาณไม่ได้ กว่าจะประจักษ์แจ้งความจริงแต่ก็อดทนด้วยบารมีที่เพียรที่มั่นคงต่อสัจจะเพื่อที่จะละความเห็นผิดจนกว่าจะได้รู้แจ้งความจริงซึ่งสมควรอย่างยิ่งที่จะช่วยคนอื่นได้รู้ความจริงด้วย

การรู้ประโยชน์ของธรรม ก็เมื่อเข้าใจธรรม เมื่อเห็นประโยชน์อย่างนี้แล้ว ชีวิตก็ดำเนินไปในทางที่ละคลายความไม่รู้ และเพิ่มกุศลทุกประการที่เป็นบารมี เพราะว่า ชีวิตสั้นมาก ไม่รู้ว่าจะจบสิ้นชีวิตเมื่อไหร่

เพราะฉะนั้น ทุกอย่างที่เป็นคุณความความดี ถ้ามีความเข้าใจที่ถูกต้อง ทำทันที เพราะฉะนั้น ชีวิตที่มีประโยชน์สูงสุดซึ่งไม่ทราบว่าสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ ก็คือศึกษาธรรมด้วยความเคารพ และให้คนอื่นได้สามารถเข้าใจด้วย

การเข้าใจธรรมถูกต้อง เห็นคุณค่าของความจริงเท่านั้นที่เป็นปัจจัยให้คิดถึงคนอื่นที่จะช่วยให้เขาได้เข้าใจด้วยตามความสามารถ

การทำประโยชน์ทุกอย่างเพื่อให้คนได้เข้าใจพระธรรม เป็นสิ่งที่แสดงถึงความเข้าใจในพระธรรม และคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
chatchai.k
วันที่ 6 เม.ย. 2567

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในความดีของทุกท่านครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ