ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๖๓๐

 
khampan.a
วันที่  17 ก.ย. 2566
หมายเลข  46566
อ่าน  4,846

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น



ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจาก
ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้


ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๖๓๐




~ ประโยชน์ของการมีชีวิต คือ เพื่ออบรมเจริญปัญญา จากที่ไม่เคยเข้าใจความจริง จากที่เต็มไปด้วยความมืดคืออวิชชา ก็จะค่อยๆ เข้าใจขึ้น สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกในสภาพธรรมซึ่งเป็นสิ่งที่มีจริงยิ่งขึ้น เมื่อมีปัญญาเจริญขึ้น ก็จะทำให้เป็นผู้มีชีวิตที่ดำเนินไปด้วยปัญญาตามที่ตนมี เปลี่ยนจากที่เคยอยู่ด้วยอกุศลประการต่างๆ มากมาย มีโลภะ โทสะ โมหะ เป็นต้น เป็นผู้อยู่ด้วยกุศลที่เพิ่มขึ้น

~
พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง เพื่อความหมดจดจากความไม่ดี คือ กิเลสทั้งหลายทั้งปวง

~ เพราะเหตุใด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงแสดงเรื่องของอกุศลธรรม? เพราะเป็นสภาพธรรมที่มีจริง และถ้าไม่ทรงแสดง จะรู้ได้อย่างไรว่าแต่ละคนสะสมสิ่งที่ไม่ดีมามากมายแค่ไหน

~
เพราะสะสมมาไม่ดี จึงริษยาเมื่อผู้อื่นได้ดีมีความสุข ขณะนั้นตนเองเท่านั้นที่เดือดร้อน ไม่สบายใจ คนที่ถูกริษยา มีความสุขดี ได้รับผลของกุศลกรรมที่ตนเองได้กระทำไว้แล้ว

~ สิ่งที่ไม่ดีทั้งหมดมาจากความไม่รู้ เพราะไม่รู้ว่าความไม่ดีทั้งหลาย ทำให้เกิดความประพฤติที่ไม่ดีมากมายเพียงใด จึงทำอกุศลกรรม เพราะไม่เห็นโทษ อกุศลทั้งหลายมาจากความไม่รู้จริงๆ

~
ความสุขที่เคยได้รับ เดี๋ยวนี้อยู่ที่ไหน? ดับไปหมดแล้ว แล้วก็แสวงหาต่อไป แล้วอยู่ไหน? ดับไปหมดเลย ไม่มีเหลือ ชั่วคราวจริงๆ แล้วก็หลงยึดติดอีก

~ อวิชชา ความไม่รู้ ปิดบังไม่ให้รู้ความจริง ซ้ำยังถูกฉาบทาด้วยโลภะอีกต่างหาก เป็นกำแพงที่หนาแน่น ถ้าไม่ได้ศึกษาพระธรรม จะไม่มีทางทำลายอวิชชาและความติดข้องได้เลย

~
อีกไม่นาน ทุกคนก็จะหายไปจากโลกนี้ ใครจะไปก่อน ใครจะไปทีหลัง ช้าหรือเร็วนั้น อีกเรื่องหนึ่ง แต่ที่น่าคิด ก็คือว่า จากไม่เคยเป็นคนนี้ แล้วก็มาเป็นคนนี้ แล้วก็จะหมดสิ้นการเป็นบุคคลนี้ ทุกคนเหมือนกันหมด แต่ระหว่างที่ยังเป็นบุคคลนี้อยู่ ยังไม่ได้หายไปจากโลกนี้ ทำอะไร?

~ ไม่ควรจะลืมเลยว่า ต้องจากโลกนี้ไปแน่นอน แล้ววันไหนก็ไม่ทราบด้วย แต่ว่าโดยมากทุกท่านหลงชีวิต แล้วก็ลืมเสียจริงๆ ว่าจะต้องสิ้นชีวิต ไม่ได้คิดถึงเลยว่า จะต้องจากโลกนี้ไป เดี๋ยวก็หลงไปตามรูปชั่วครู่หนึ่ง เดี๋ยวก็หลงไปตามเสียง ยังไม่ทันไรก็หลงไปตามกลิ่น หลงไปตามรส หลงไปตามโผฏฐัพพะ (สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย) เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ลืมความจริงข้อนี้ คือ ไม่ลืมความจริงว่าจะต้องตาย ย่อมเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ท่านเจริญกุศลทุกประการ

~
สัมมาทิฏฐิ ความเข้าใจถูก เป็นทางแน่นอน แล้วก็จะนำไปสู่หนทางที่เป็นกุศลยิ่งขึ้นตามลำดับขั้นของความเข้าใจถูก ถ้ามีความเข้าใจเพียงเล็กน้อย ไม่พอเลย เพราะว่าสะสมอกุศลมามาก ด้วยเหตุนี้ สัมมาทิฏฐินำทาง ปัญญานำทางชีวิตไปสู่ทางที่เข้าใจถูก ปลอดภัยจากทุกข์ทั้งปวง

~
จากที่มากไปด้วยความไม่รู้ มากไปด้วยความเห็นผิด แล้วได้ฟังความจริง ได้มีความเข้าใจถูกเห็นถูกในสิ่งที่มีจริง ย่อมจะมีความปลาบปลื้มที่ได้เข้าใจถูกเห็นถูก

~ สิ่งใดที่ไม่ดีที่เรามี แล้วมีคนคอยบอกคอยเตือนให้รู้ คนๆ นั้นจะเป็นผู้มีพระคุณกับเรามากทีเดียว

~ ถ้าคิดว่า “เดี๋ยวไปนรก” สะดุ้งกลัวไหม? อกุศลกรรมเท่านั้น ที่จะเป็นเหตุนำไปสู่นรก ถ้ามีเหตุที่จะต้องไปเกิดในนรก ก็ต้องเป็นไป ใครๆ ก็ยับยั้งไม่ได้ เพราะเหตุว่า อกุศลที่มีมากๆ มีเพิ่มขึ้นทุกวันๆ นี้แหละ ที่จะเป็นเหตุทำให้ไปเกิดในนรก หนทางเดียวเท่านั้นจริงๆ คือ หนทางแห่งการอบรมเจริญปัญญาที่จะทำให้ เบาบางจากความสะดุ้งกลัว

~
กิเลสมีมากเหลือเกินในวันหนึ่งๆ นี้ จริงไหม? หรือว่ายังไม่มีใครเห็นกิเลส ถ้าบอกว่ามีน้อย หมายความว่ายังไม่เห็นกิเลสตามความเป็นจริง แต่ถ้าทราบว่าวันหนึ่งๆ นี้กิเลสมากเหลือเกิน ทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ผู้ใดทราบอย่างนี้ แสดงว่าผู้นั้นรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงว่ากิเลสนั้นมีมาก

~
แต่ละคนมีความประพฤติเป็นไปตามการสะสม ถ้าเราโกรธเขา
เราก็แย่แล้วในขณะนั้น ถูกอกุศลกลุ้มรุมครอบงำ ไม่ใช่สิ่งที่ดีเลย

~ คนไม่ดี คนเลว แล้วเราไปโกรธคนนั้น เราก็เลวเหมือนกัน

~ ผู้ที่ยังไม่ได้ฟังพระธรรมเลย จะถึงความเจริญด้วยปัญญาได้ไหม? เพราะเหตุว่า ความเจริญจริงๆ ไม่ใช่ความเจริญทางวัตถุหรือความเจริญของความโลภความติดข้องความต้องการ การแสวงหาสิ่งซึ่งคิดว่าน่าปรารถนา คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สักการะ ความสุขต่างๆ แต่ความเจริญจริงๆ ต้องเป็นความเจริญของจิตซึ่งมีปัญญาเริ่มเข้าใจธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง

~ ธรรมเป็นเรื่องของตัวเองทั้งหมด ตั้งแต่ตื่นจนหลับ ตั้งแต่เกิดจนตาย พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง เป็นเรื่องของแต่ละบุคคลจริงๆ เรื่องของการเห็นแล้วก็ชอบใจ ไม่ชอบใจ เกิดการกระทำทางกาย ทางวาจาที่เป็นด้วยกุศลจิตบ้าง อกุศลจิตบ้าง
นี่ก็เป็นชีวิตประจำวัน

~
เมื่อศึกษาแล้วก็จะรู้ว่าอกุศลมีมากแค่ไหน และจะเห็นโทษภัยของอกุศล เริ่มคิดที่จะขัดเกลากิเลส นี่คือ คุณประโยชน์ของพระธรรม แต่ถ้าไม่มีการพูดเรื่องธรรมเหล่านี้ไม่ให้เกิดปัญญาจริงๆ แล้ว ก็จะไม่มีอะไรทำกิจของปัญญาได้

~ โลภะก็ต้องทำกิจของโลภะ มานะ (ความสำคัญตน) ก็ต้องทำกิจของมานะ โทสะก็ต้องทำหน้าที่ของโทสะ เพราะว่า ปัญญาไม่เกิด ต่อเมื่อไรปัญญาเกิด เมื่อนั้นเปรียบเสมือนแสงสว่างที่ทำให้เห็นสภาพธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง และจะรู้พระคุณของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ทรงพระมหากรุณาแสดงพระธรรมถึง ๔๕ พรรษา สำหรับพวกเราสมัยนี้

~ ธรรมยาก ถ้าไม่เริ่มฟัง แล้วเมื่อไหร่จะเข้าใจ

~ เห็นอกุศลเป็นอกุศล แล้วจะเข้าใกล้ไหม?

~ จะมีโอกาสเป็นคนดีหรือเปล่า ถ้าจะเป็นคนดี ก็ต้องเป็นตั้งแต่เดี๋ยวนี้

~ น่ากลัวมากทีเดียวสำหรับอบายภูมิ เพราะเหตุว่าใกล้ ไม่ไกล ถ้ารู้สึกว่าไกล ก็ไม่ค่อยกลัว แต่ถ้าคิดว่าใกล้ อาจจะเป็นวันนี้ พรุ่งนี้ เดือนนี้ ปีนี้ ก็อาจจะเห็นโทษของอกุศลแล้วก็เจริญกุศลยิ่งขึ้น

~ เป็นคนดี ทำความดี ไม่ประมาท และฟังพระธรรมให้เข้าใจ จะทำให้รอดพ้นจากภัยในสังสารวัฏฏ์



ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๖๒๙



... กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ ...


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
swanjariya
วันที่ 17 ก.ย. 2566

กราบเท้าท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
jaturong
วันที่ 17 ก.ย. 2566

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
tim7755tim
วันที่ 17 ก.ย. 2566

กราบอนุโมทนากุศลค่ะท่านอาจารย์

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
capacitor4
วันที่ 17 ก.ย. 2566

กราบบูชาคุณท่านอาจารย์ กราบขอบพระคุณ และกราบอนุโมทนา อ.คำปั่นค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
มังกรทอง
วันที่ 17 ก.ย. 2566

ธรรมมีมานัสพร้อม รับฟัง อันเกิดกุศลดัง ธาตุรู้ จิตเจตสิกเป็นพลัง เสริมส่ง หนุนแฮ กราบอาจารย์สุจินต์ผู้ เปี่ยมด้วยเมตตา

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
ปาริชาตะ
วันที่ 17 ก.ย. 2566

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
Jans
วันที่ 17 ก.ย. 2566

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
shsso2551
วันที่ 17 ก.ย. 2566

กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
nibupadham
วันที่ 17 ก.ย. 2566

กราบอนุโมทนาท่านอาจารย์ และ อาจารย์คำปั่นค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
chatchai.k
วันที่ 17 ก.ย. 2566

กราบเท้าท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
เมตตา
วันที่ 18 ก.ย. 2566

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ขอบพระคุณและยินดีในความดีของ อ.คำปั่น และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
เมตตา
วันที่ 18 ก.ย. 2566

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่ง ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
Thanapolb
วันที่ 19 ก.ย. 2566

ขอน้อมน้อมแด่พระรัตนตรัย

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ สุจินต์ บริหารวนเขตต์

ขอบพระคุณและยินดีในกุศลวิริยะของอาจารย์คำปั่น..

ปัญญาจะเจริญขึ้นได้เพราะอาศัยการได้ฟังพระธรรม น้อ อาจารย์

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
Lai
วันที่ 19 ก.ย. 2566

กราบอนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ