เข้าใจแล้ว เข้าใจอีกได้ไหม!!!

 
nattawan
วันที่  17 ก.ย. 2566
หมายเลข  46565
อ่าน  253

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

สนทนาธรรมที่ บ้านซ.พัฒนเวศม์ 23 ส.ค. 66 บ่าย

ธาตุรู้ไม่หลับเลยสักขณะเดียวในสังสารวัฏฏ์

ฟังแล้วก็เป็นอีกแสนไกลในสังสารวัฏฏ์ แต่ถ้าไม่ฟังเลยไม่มีทางจะคิดออก เพราะฉะนั้น ความลึกซึ้งของแต่ละคำแสดงให้เห็นว่า แม้มีเดี๋ยวนี้ ... ธาตุรู้มีใครรู้บ้าง!!! เป็นมานานมาก แล้วก็จะเป็นต่อไปอีกนานมาก จนกระทั่งไม่รอเมื่อไหร่ เมื่อนั้นเป็นความเข้าใจที่ละความหวัง ไม่รู้ตัวเลยว่าหวังอยู่ตลอดเวลา!!! ... แอบหวังด้วย เพราะฉะนั้น ฟังธรรมะเพื่อเข้าใจอย่างเดียว เพราะทำอะไรไม่ได้ มีแค่สองอย่าง คือ รู้หรือไม่รู้!!!

รู้แค่ไหนและไม่รู้รู้แค่ไหน ... เป็นเหตุให้เราฟังแล้วค่อยๆ รู้ความจริงว่า มันลึกมากมีเดี๋ยวนี้ก็ไม่รู้

มีธาตุ 2 อย่างใหญ่ๆ คือ ธาตุรู้และธาตุที่ไม่สามารถรู้ได้ ธาตุรู้เกิดรู้ อีกธาตุก็เกิดไม่รู้ แต่เวลานี้เกิดก็ไม่ปรากฏ ยังไม่ปรากฏตราบใดก็เป็นเรา

จะเป็นเราน้อยลงต่อเมื่อฟังเข้าใจขึ้นทีละน้อย เข้าใจขึ้นเห็นความลึกซึ้งเมื่อไหร่ ยิ่งค่อยๆ รู้ว่า ไม่มีอะไรจะไปหวัง ยิ่งหวังยิ่งห่าง ยิ่งหวังยิ่งไกล

ฟังธรรมะต้องพิจารณาความละเอียดทุกคำ ไม่ใช่ผ่านไปเลยเพราะคิดว่าเข้าใจแล้ว แต่ทุกคำที่เข้าใจแล้ว เข้าใจอีกได้ไหม!!!

หลับมีจริง ... มีธาตุรู้ๆ นั้นรู้อะไร!! ไม่รู้ด้วยและไม่รู้ว่ารู้อะไรด้วย ... แต่มีธาตุรู้ คือความมั่นคงของเราที่ต้องรู้ว่าคนเป็นไม่ใช่คนตายเพราะมีธาตุรู้!!

มีธาตุรู้ตลอดเวลา เกิดดับเป็นปัจจัยให้มีธาตุรู้เกิดต่อ ใครไปทำอะไรไม่ได้ นี่คือการศึกษาทีละคำ!! มีความเข้าใจมันคงว่า ธาตุเกิดรู้ ไม่เกิดไม่รู้ เพราะฉะนั้น ขณะเกิดมีธาตุรู้ ขณะตายมีธาตุรู้ ระหว่างที่ยังไม่ตายมีธาตุรู้ ... ไม่เคยขาดเลย ... แต่ไม่เคยรู้เลย ... เป็นเราหมด

เข้าใจทีละนิดแต่มั่นคงว่า มีธาตุรู้มา แสนโกฏิกัปป์ แต่ไม่เคยรู้จักธาตุรู้!! เริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศึกษาด้วยความเคารพปานใด!! เคยคิดไหมว่ามีธาตุรู้ทั้งวันแต่ไม่เคยรู้ความจริงเลย

ต้องฟังละเอียดจริงๆ เพื่อเข้าใจ มีธาตุรู้แต่ธาตุรู้ไม่ปรากฏ ... แค่นึกว่ามี แต่เดี๋ยวนี้มีอะไร!! คนนั้นนั่งตรงนี้ คนนี้นั่งตรงนั้น ... ไม่ใช่ธาตุรู้เลย

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสสรู้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดดับทันที ฟังทีละคำ เพราะฉะนั้น ธาตุรู้ที่เกิดนั้นดับ เป็นเหตุปัจจัยให้มีธาตุรู้ต่อไปเกิดขึ้น และธาตุรู้ที่เกิดๆ เพราะเหตุปัจจัย ... มีกรรมเท่านั้นทำให้เกิดขึ้น ไม่ต้องพูดถึงปัจจัยอื่นๆ กรรมที่ทำให้ขณะปฏิสนธิเกิดครั้งแรก ... เลือกไม่ได้

ชาตินี้ทำกรรมไว้เยอะมาก ไม่รู้ว่าจะเอากรรมไหน ... เลือกให้ไปปฎิสนธิไม่ได้เลย เป็นอนัตตา แม้ธาตุรู้ก็ไม่ใช่เรา อะไรๆ ทั้งหมดไม่ใช่ใครสักคนเดียว เพียงแต่ว่ามีปัจจัยที่ทำให้เกิดแล้วดับ ไม่กลับมาอีกเลย ... กว่าจะค่อยๆ สะสมความเข้าใจจนมั่นคงว่าไม่มีเรา!!!

เลือกเกิดไม่ได้ เคยทำกรรมแสนวิจิตรแต่มาเกิดเป็นนกก็ได้ ใครเลือกในสังสารวัฏฏ์ทำกรรมอะไรมาบ้างแล้ว ... เรามีความเข้าใจบ้างไหม ถ้าเห็นคนที่ลำบาก เห็นคนตาบอดหูหนวก เห็นคนเจ็บไข้ได้ป่วย เห็นขอทาน เห็นเศรษฐี ก็รู้เลยว่าเขาเป็นคนนั้นได้แค่ชาตินี้ ตามกำลังของกรรมหนึ่งที่ทำให้เกิดเป็นอย่างนี้

กรรมที่ทำให้เกิดแม้เพียงหนึ่งขณะประมวลมาซึ่งกรรมอื่นๆ ที่สามารถจะให้ผลได้ในชาตินั้น กรรมที่ทำให้เกิดนั้นกำกับไว้เลย เป็นนกจะมีปราสาทราชวังอย่างคนไม่ได้เลย เพราะกรรมใดๆ ที่สะสมมาแล้วไม่สามารถให้ผลในชาตินั้น เพราะการปฎิสนธิเป็นนกนั้นก็จะประมวลมาให้ผลที่เป็นนก ปลาก็เช่นเดียวกันแต่ต้องมีชีวิตต่างจากนก ... เป็นธรรมะทั้งหมด!!!!!

เชิญคลิกชม

ณ กาลครั้งหนึ่ง “สนทนาธรรมที่ บ้าน ซ. พัฒนเวศม์” วันพุธที่ ๒๓ สิงหาคม ๖๖ (ช่วงบ่าย)

🟦 fb.watch/n4Ur6zL3KF/?mibextid=Na33Lf

🟥 youtu.be/Y2ulCOHMpJc?si=dcy6ooKVYVBEGIta

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตของทุกท่านค่ะ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
nattawan
วันที่ 17 ก.ย. 2566

ศึกษาธรรมะไม่ใช่อ่าน ไม่ใช่จำ แต่เข้าใจ ค่อยๆ เข้าใจจนกระทั่งรู้ทุกคำที่พูดหมายถึงอะไร ขณะไหน ปัจจัยอะไร

ถ้ากุศลไม่เกิดขณะนั้นเป็นอกุศล ประมาทไม่ได้

สำคัญที่สุดคือเข้าใจธรรมะ ไม่ใช่เข้าใจเรื่องเยอะๆ แต่ยังเป็นเราหมดเลย เราจำได้ เรารู้เรื่อง แต่ทุกคำควรไปถึงตัวธรรมะทุกขณะไม่ใช่เรา ให้ชัดเจนในความเป็นธรรมะ!!!

ถ้าไม่พูดให้เข้าถึงตัวธรรมะ เขาจะจำเป็นตัวเขาหมด

จะฟังอย่างไรก็ให้เข้าใจว่าไม่ใช่เรา หลับก็ไม่ใช่เรา ตื่นก็ไม่ใช่เรา

ถ้าปัญญาเกิดมีหรือที่จะไม่รู้ เพียงแต่รู้มากรู้น้อย ... รู้พอไหมเท่านั้น!!! เพราะฉะนั้น มีปัญญาหลายระดับ

ถ้าไม่มีปัญญาก็คิดผิด ถ้าปัญญาเกิดก็คิดถูก ... เท่านั้นเอง ปัญญาต้องรู้แน่ๆ

ไม่มีทางรู้เท่าทันโลภะเลย ... จึงเป็นอริยสัจที่ 2 ถ้าตราบใดไม่ละไม่มีทาง ... แอบแฝงแนบเนียนอยู่ตลอดทุกมุม

ฟังธรรมะแล้วยังจะเข้าใจอีกหรือ!!! ถ้าเราไม่เข้าใจ ถ้าเราไม่เข้าไปศึกษา มันออกมาทั้งนั้นเลย เร็วมากเลย จะไม่มีตัวตนแล้ว ... ฟังแค่นี้แล้วจะไม่มีตัวตนแล้ว ... หวังถึงปานนั้นหรือ!!! ความไม่รู้มหาศาลขนาดนี้แล้วจะไปไม่มีตัวตน ... เข้าใจสิ ... ที่ฟังมีความเข้าใจละเอียดไหม ทุกคำไหม เผลอไปไหม ไม่เข้าใจแล้วอยากไหม ... มันแอบแฝงอยู่อยู่ตลอด เพราะฉะนั้น คนถึงได้เข้าใจผิดกันมาก ฟังด้วยความอยากจะ!!!

เข้าใจสิ่งที่ได้ฟัง ไม่ใช่เราเข้าใจ เราจะอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ฟังเพื่อเข้าใจ!!! แม้แต่คำว่า ฟังเพื่อเข้าใจ ก็ต้องตรง ... ถ้าไม่ตรงก็เป็นเราอีกนั่นแหละ เป็นเราจะฟังเพื่ออย่างนั้นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงต้องรู้จักตัวเอง

ยินดีในกุศลจิตค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
nattawan
วันที่ 17 ก.ย. 2566

ธรรมเตือนใจ ... เก็บไว้ในหทัย ... ณ กาลครั้งหนึ่งที่ บ้านซ. พัฒนเวศม์ 23 ส.ค. 66 บ่าย

ละ ไม่ใช่ด้วยเราละ!! แต่เข้าใจว่าเป็นธรรม จึงละ มันต่างกันไหม!!!

ทั้งหมดมาจากความเป็นเรา จะดีหรือต้องการให้เราดี ต้องการให้เราเก่ง ต้องการให้คนชม ต้องการให้มีชื่อเสียง มีลาภ มียศ เราทั้งนั้น ... มันถูกหรือ!!!

ไม่ขาดการฟัง ฟังให้ละเอียดทีละคำและไม่ใช่ฟังเฉยๆ ต้องไตร่ตรอง ถ้าไม่คิดไม่มีทาง!!! ได้แต่จำคำ

ถ้าไม่ได้สนทนาธรรม จะไม่รู้เลยว่าเราเผิน เพราะฉะนั้น ประโยชน์อยู่ที่รู้ตรงนั้น แก้ตรงนั้นเลย อย่าช้าอย่าคอย เดี๋ยวก็ลืม จำไม่ได้ว่าผิดตรงไหน

เพิ่งรู้ว่าอยาก ... แล้วก็ยังไม่รู้ว่าเราอยากแล้ว

อยากทุกวันทั้งวัน ... จริงไหม ... แต่ไม่รู้เลย!!! เต็มไปด้วยความไม่รู้จึงฟังคำของผู้ที่ทรงตรัสรู้ ไม่ใช่คำของคนอื่นๆ คิดเองเดาเอง พูดไปพูดมา แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้!!! ต่างกันไหม!!!

กราบนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในความดีของทุกท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
chatchai.k
วันที่ 17 ก.ย. 2566

ยินดีในกุศลจิตครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ