รู้จักธรรมะหรือยัง!!!

 
nattawan
วันที่  16 ก.ย. 2566
หมายเลข  46561
อ่าน  334

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ณ กาลครั้งหนึ่ง สนทนาธรรมที่ บ้านซ.พัฒนเวศม์ 23 ส.ค. 66

ปฎิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมคืออย่างไร!! รู้จักธรรมะหรือยัง!! ธรรมะคือสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ เช่น เห็นๆ ไม่ใช่เรา รู้จริงๆ หรือยังว่าเห็นไม่ใช่เรา หรือเพียงแต่พูดว่าไม่ใช่เรา!! เดี๋ยวนี้เห็นเป็นเห็นหรือเปล่า!! ถ้ายัง ... ไม่ต้องพูดถึงปฏิบัติธรรมะ ปฏิบัติธรรมะ หมายถึง การที่จะรู้จริงๆ ในสิ่งที่กำลังมี ไม่ใช่พูดตาม ปฏิ คือเฉพาะ ... เฉพาะหนึ่ง ปัตติ คือ ถึง เพราะฉะนั้น เห็นเป็นหนึ่งถูกไหม!!ปัญญาที่ถึงเห็นจริงๆ ว่าไม่ใช่เรา และเรายังไม่รู้อะไร ... แล้วจะปฏิบัติธรรมะทำไม!!!

ผู้นั้นต้องเข้าใจคำว่าธรรมะ เข้าใจคำว่าปฏิบัติ จึงจะรู้ว่าสมควรไหมที่จะรู้ความจริงที่กำลังเห็นได้!!

พยายามยังไงว่าเห็นไม่ใช่เรา!! ค่อยๆ ฟังหรือจำเอา!! จำเอาแล้วเมื่อไหร่จะถึงเฉพาะเห็นจริงๆ!! เข้าใจแค่นี้ยังไม่พอต้องฟังไปจนกว่าไม่ใช่เราที่ถึง ... ไม่ใช่เราจะถึง พระพุทธเจ้าตรัสว่าทุกอย่างเป็นธรรมะ ... เว้นหรือเปล่า!!

ฟังธรรมะไม่คิดไม่ได้ ... คิดแล้วจึงเห็นความลึกซึ้ง จึงเริ่มรู้จักพระพุทธเจ้าตามกำลังของความเข้าใจว่าลำดับแค่ไหน!! ... รู้จักแค่ไหน!!

พระองค์ทรงตรัวรู้แค่นี้หรือเปล่า!! เพราะฉะนั้น ต้องฟังอีกๆ เดี๋ยวนี้รู้ไหม!!! รู้เป็นเรื่องเป็นราว ... แล้วธรรมะเป็นเรื่องเป็นราว หรือว่ามีจริงๆ!!! เพราะฉะนั้น ฟังจนกว่าจะรู้ว่าแต่ละหนึ่งเดี๋ยวนี้เป็นธรรมะไม่ใช่เราแน่นอน ... แต่ไม่ใช่แต่ละหนึ่งและเป็นเราไปเลย เพราะฉะนั้น จะถามเรื่องปฏิบัติธรรมะไหม!!!

ฟังแล้ว ประโยคนั้นถูกไหม!! คำนั้นถูกไหม!! จริงไหม!! ให้เป็นความเข้าใจของเราเอง ไม่ใช่เขาว่า คนนั้นว่า คนนี้ว่า ไม่ใช่!!

เชิญคลิกชม

ณ กาลครั้งหนึ่ง “สนทนาธรรมที่ บ้าน ซ. พัฒนเวศม์” วันพุธที่ ๒๓ สิงหาคม ๖๖ (ช่วงเช้า)

🟦 fb.watch/n3unMtYZHh/?mibextid=Na33Lf

🟥 youtu.be/oPpVHjpAWlM?si=4wYmcrbCP6jzcInA

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตของทุกท่านค่ะ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
nattawan
วันที่ 16 ก.ย. 2566

ฟังธรรมะเพื่อเข้าใจ ... ไม่ลืมและก็รู้ด้วยตัวเองว่าเข้าใจแค่ไหน ทุกคำที่พระองค์ทรงตรัสรู้คือธรรมะขณะนี้!! สิ่งที่มีจริงที่เกิดขึ้นขณะนี้ เพราะฉะนั้น ไม่คิดเองว่าไปปฏิบัติธรรมะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ทีละคำจนเข้าใจจริงๆ ทุกคำกล่าวถึงสิ่งที่กำลังมีแน่นอน ไม่อย่างนั้นพระองค์จะให้เข้าใจอะไร!!!

เมตตา : ธรรมะ คือ สิ่งที่มีจริงขณะนี้ลึกซึ้งเข้าใจได้ยากจริงๆ ... จำได้พูดได้

ทอจ : จำได้พูดได้ ... นี่ไม่รู้ว่าจะจำจะพูดไปทำไม!!! ไม่มีประโยชน์

ม : ฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ขณะนี้!! สิ่งที่มีจริงขณะนี้คืออะไรก็เผินมากเลย ... ได้แต่ฟังแต่ไม่เข้าใจ ท่านอาจารย์เน้นว่า ความเข้าใจสิ่งที่มีจริงขณะนี้ลึกซึ้งมาก เพราะกำลังมีขณะนี้ก็ไม่สามารถรู้ได้ เช่น การฟังเพื่อค่อยๆ เข้าใจ หมายถึงน้อมที่จะเข้าใจ ... เป็นเราที่จะน้อมไป แต่ถ้าเข้าใจ ความเข้าใจจะค่อยๆ น้อมไปรู้ความจริง

ทอจ : ในพระไตรปิฎกจะใช้คำว่า " น้อม " จิตและเจตสิกน้อมไปสู่อารมณ์ " ให้รู้ว่าจิตและเจตสิกเป็นธาตุรู้ จิตเกิดขึ้นเพื่อรู้แจ้งลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ แต่ในขณะเดียวกัน เราไม่รู้ถึงความละเอียดว่า มีเจตสิกที่ทำหน้าที่ในขณะนั้นพร้อมกันแต่ละหน้าที่ด้วย

คำว่าน้อมที่แปลออกมาเราไม่ต้องใช้ตาม แต่ต้องเข้าใจว่า คือเมื่อไหร่จิตเป็นธาตุรู้ ขณะนั้นใครรู้ว่าจิตเป็นธาตุรู้เมื่อเขาใช้คำว่าน้อม!!! ฟังแต่ละคำเพื่อเข้าใจสิ่งที่ได้ฟัง ความเข้าใจค่อยๆ เข้าใจขึ้น (เขาใช้คำว่าน้อม) เพราะฉะนั้น ถ้าเราไม่เข้าใจความละเอียดของลักษณะของธรรมะ เราก็ตามคำ คำนี้ก็ติดในใจ " น้อมไปสู่อารมณ์ " แต่หารู้ไม่ว่าน้อมไปสู่อารมณ์คืออะไร!!!

ธรรมดาจิตเป็นธาตุรู้ แล้วต้องมีเจตสิกที่เกิดร่วมกันที่จะทำให้จิตรู้อารมณ์นั้น พร้อมกันหมดธาตุรู้ที่เกิดแต่ฟังเพื่อเข้าใจอะไร!! เข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังมีที่กำลังฟัง เพราะฉะนั้น กว่าปัญญาจะค่อยๆ ไปสู่ความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย ... เขาก็ใช้คำว่า " น้อม " เราไม่เข้าใจอะไรก็จะน้อม แต่ความจริง คือ เข้าใจทีละน้อย เพราะใช้ภาษาบาลีก็ปิดบังความจริงทันที!!! แต่ก็ใช้กันมากเลย โดยไม่รู้ว่าคือ ภาษาที่ชาวมคธเขาฟังออก แต่เราฟังไม่เข้าใจแล้วทำเลย!!!

ฟังให้เข้าใจว่า คำนั้นคืออะไร ถ้ามีปัญญาถึงจะค่อยๆ ถึงความเข้าใจสิ่งที่กำลังมีได้ เพราะมีจคิวๆ ... แล้วอยู่ไหน ... ภายในที่สุดเลยที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้!! ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏให้เห็น ต้องเข้าใจความหมายของแต่ละคำ เป็นสิ่งที่มีจริงๆ

ม : เข้าใจยากจริงๆ ลึกซึ้งจริงๆ ที่จะรู้จักเข้าใจ

ทอจ : ส่วนใหญ่ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะไม่เข้าใจธรรมะ สำนักปฎิบัติรู้จักพระองค์หรือเปล่า!! ใครก็ตามที่คิดว่าเป็นชาวพุทธแต่ไม่รู้จักว่าชาวพุทธคือใคร!!

ม : เห็นถึงความลึกซึ้งของแต่ละคำจริงๆ ต้องเข้าใจจริงๆ ในแต่ละคำ แค่เห็นที่เป็นภายในที่สุดด้วย ... ยากมากที่จะเข้าใจได้ และกว่าที่จะค่อยๆ เข้าใจว่าแต่ละขณะที่เกิดขึ้นเป็นสภาพธรรมะที่เกิดเพราะเหตุปัจจัย ไม่มีเราที่จะทำอะไร

ทอจ : แต่ละคำประโยชน์มหาศาล ... จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเว้นวรรคฟังก็ประมาทไม่ได้ ที่จะเข้าใจทุกคำ เพราะฉะนั้น กว่าจะเริ่มรู้จักพระองค์ต้องเห็นความลึกซึ้งของแต่ละคำ

กราบนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตของทุกท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
nattawan
วันที่ 16 ก.ย. 2566

ธรรมเตือนใจ ... เก็บไว้ในหทัย ... ณ กาลครั้งหนึ่งที่ บ้านซ. พัฒนเวศม์ 23 ส.ค. 66

ต้องรู้ว่าไม่รู้อะไรเลย ... ไม่ใช่รู้มาก เพราะฉะนั้น ทุกคนฟังพระสัมมาสัมพระเจ้าไม่ใช่เพื่อละ ไม่ใช่ละความไม่รู้ที่มีมากมาย แต่ฟังเพื่อจะเอา ... พอไม่ได้ก็ไม่ไหวแล้ว นั่นคือผิดตั้งแต่ต้น ฟังเพื่อเอา ไม่ใช่เพื่อนละความไม่รู้ ยังไม่รู้ว่าความไม่รู้มากขนาดไหน ... ไม่รู้มาแสนโกฏิกัปป์ยังไม่พอ วันนี้ทั้งวันไม่รู้เพิ่มเข้าไปอีกๆ เหมือนกับฟันฝ่าพายุของกิเลสมากมาย กว่ากุศลจะเกิด กว่าปัญญาจะเกิด กิเลสมาตลอด

เมตตา : อกุศลเกิดมากมายกว่าที่กุศลจะเกิด

ทอจ : ฟังด้วยความตรง เข้าใจคำที่ได้ฟัง ไม่ใช่ฟังว่าฉันเข้าใจแล้วไปหาคำอื่น ... ไม่ใช่ ... แค่เห็น ... เข้าใจหรือยัง ... อยากเข้าใจไหม!!! ความละเอียด ... เข้าใจไม่ใช่อยาก!!!

ฟังเพื่อรู้ว่าไม่รู้ ... คือปัญญาใช่ไหม!! มีใครรู้บ้างว่าไม่รู้!! ... ไม่มีใครเคยคิดเลย เพราะฉะนั้น ฟังแล้วเข้าใจถูกต้องว่าไม่รู้ นั่นคือตัวปัญญาเริ่มรู้ความจริง ยิ่งฟัง ... ยิ่งรู้ว่าไม่รู้ ... เพราะฉะนั้น ฟังทุกคำเพื่อเข้าใจขึ้น มิฉะนั้นจะฟังทำไม!!!

เริ่มรู้ว่าไม่รู้ ... ทางที่จะรู้ก็มีทางเดียว ... คือฟัง ถ้าไม่ฟังเลย ไม่รู้ว่าไม่รู้ แต่เพราะฟังจึงรู้ว่าไม่รู้ เพราะฉะนั้น ความลึกซึ้งคือไม่รู้อีกเยอะมาก เพราะฉะนั้น เริ่มจากการรู้ว่าไม่รู้ จึงเห็นว่าจะต้องรู้ต่อไป ... จึงฟัง!!!

ปัญญาต้องสะสมมาระดับหนึ่งจึงสามารถรู้ได้ว่าก่อนฟังคิดว่ารู้ แต่ฟังแล้วเริ่มรู้ว่าไม่รู้ความจริง เพราะฉะนั้น ไม่รู้อะไร ฟังแล้วรู้แค่นี้ ... ยังต้องฟังอีกให้รู้ยิ่งกว่านี้ว่าไม่รู้อะไร!!!

เพราะฉะนั้น ฟังสบายๆ เพราะไม่รู้เยอะมาก ประมาทไม่ได้เลยคำนี้!! เยอะมากในแสนโกฏิกัปป์ และเพิ่มขึ้นทุกวี่ทุกวัน เพราะฉะนั้น ผู้ตรงคือเป็นผู้ฟังโดยไม่พยายามไปเร่งรัด ไม่พยายามที่จะรู้ที่จะหาทางปฏิบัติ ไม่เลยแต่ขณะที่รู้ รู้ไหมว่าละความไม่รู้!!! ซึ่งไม่เคยรู้มาเลยว่าไม่รู้ดับไป เพราะฉะนั้น ทุกคำของพระองค์เป็นหนทาง ... อริยสัจธรรมที่จะถึงความจริงของสิ่งที่มี

ยิ่งไม่ฟังจะไม่รู้ ต้องเป็นคนตรงระดับที่ไม่หวั่นไหว ใครจะดับกิเลสบ้าง ไม่มีทาง!!! เพราะฉะนั้น ฟังเพื่อมีความเข้าใจที่ถูกต้องว่าไม่รู้อะไรเลย และขณะที่ฟัง ความรู้ก็ทำหน้าที่รู้ว่าไม่รู้อะไรบ้าง!! และความรู้นั้นค่อยๆ ละความไม่รู้ เพราะฟัง ... เพราะรู้ว่ารู้เองไม่ได้ ... ไม่รู้ทุกขณะนานมาแล้วก็เป็นอย่างนี้

จึงเป็นเรื่องละที่ละเอียดอย่างยิ่ง ละเอียดมหาศาล ลองคิดว่าทุกขณะอวิชชาและความไม่ดีมากมาย ... ไปติดข้องอะไรต่ออะไร ความสำคัญตน ติดในลาภยศอะไรทุกอย่างมากมายมหาศาล โดยไม่เคยรู้เลยว่า เป็นประโยชน์หรือที่จะไปติดข้องในสิ่งที่เริ่มรู้ว่ามันไม่มี แค่กระทบหูแล้วหมด แค่กระทบตาแล้วหมด

กว่าจะเป็นผู้ตรงต่อธรรมะจริงๆ เพื่อละ ต้องมีความเข้าใจลึกซึ้งของพระธรรม ของความจริงเดี๋ยวนี้และพระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เริ่มรู้จักพระองค์จึงศึกษาด้วยความเคารพ ไม่ใช่ศึกษาแบบจำ แต่รู้ไหมว่าคืออะไร!!! ฟังธรรมะเป็นปกติว่าไม่รู้มหาศาล เพราะฉะนั้น ขณะกำลังฟังนั้นเริ่มเข้าใจ ทำให้ไม่พยายามไปละความไม่รู้มหาศาล แต่ละขณะดำ สกปรก เหนียว แน่น เหมือนเอาสีไปป้ายผ้าๆ นั้นติดสีเอาออกไม่ได้ แล้วจิตละเอียดกว่าผ้าจะลึกขนาดไหน ... เริ่มรู้ว่าไม่ใช่เราละได้ แต่ต้องเป็นความเข้าใจค่อยๆ เข้าใจขึ้น

มรรคมีองค์ 8 หนทางเดียวจึงจะถึงอริยสัจจธรรมทั้ง 4 ละเอียดมาก ลึกซึ้งมาก อาศัยความเข้าใจเท่านั้น!!!!!

กราบนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตของทุกท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
chatchai.k
วันที่ 16 ก.ย. 2566

ยินดีในกุศลจิตครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ