มนสิการเป็นสิ่งที่มีจริง เดี๋ยวนี้ก็มีแต่ไม่รู้_สนทนาธรรม ไทย-ฮินดี วันเสาร์ที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๕

 
เมตตา
วันที่  11 ธ.ค. 2565
หมายเลข  45331
อ่าน  439

- (ขอให้ท่านอาจารย์สนทนา “โยนิโสมนสิการ”) ค่ะ เพราะเหตุว่า ได้ยินคำ “โยนิโสมนสิการ” แต่ไม่รู้จัก เพราะฉะนั้น เท่าที่เขาได้ยิน คำว่า โยนิโสมนสิการ เขาคิดอย่างไร (ได้ยิน แต่ยังไม่เข้าใจ แค่รู้ว่า มนสิการเป็นเจตสิกหนึ่ง ซึ่งเกิดกับจิตทุกดวง) เพราะฉะนั้น เขาสามารถที่จะรู้ว่า ชีวิตแต่ละขณะของเขาเป็นอะไร เห็นอะไร คิดอะไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เขารู้ความจริงอย่างนี้ แต่ยังไม่รู้จักธรรมซึ่งไม่ใช่สิ่งนั้น สิ่งนี้ อย่างที่เป็นเรา หรือของเรา หรือเรื่องราวต่างๆ แต่เป็นธรรม เป็นสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้น มนสิการเป็นสิ่งที่มีจริง เดี๋ยวนี้ก็มีแต่ไม่รู้.

- ขณะนี้กำลังเห็น มีมนสิการเจตสิกไหม? เพราะไม่ได้มีแต่จิตเห็น ต้องมีเจตสิกที่เกิดพร้อมจิตเห็นด้วย (มี) ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดง มีใครรู้บ้างว่า ขณะเห็นมีมนสิการเจตสิกเกิดกับจิตเห็น (ไม่มีใครรู้) เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า มีเจตสิกหนึ่งซึ่งใส่ใจในสิ่งที่จิตรู้ นี่เป็นความลึกซึ้งซึ่งขณะนี้มีทั้งเอกัคคตาเจตสิก และมนสิการเจตสิก แต่ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงใครจะรู้ว่า ขณะนี้มีมนสิการซึ่งไม่ใช่เอกัคคตาและมีทั้งเอกัคคตาซึ่งไม่ใช่มนสิการซึ่งเกิดขึ้นรู้อารมณ์เดียวกับจิต.

- จิตเกิดขึ้นรู้แจ้งอารมณ์ เพราะมนสิการเจตสิกใส่ใจในสิ่งที่จิตรู้ และเอกัคคตาเจตสิกตั้งมั่นในอารมณ์เดียว เพราะฉะนั้น จิตนั้นจึงสามารถที่จะรู้แจ้งอารมณ์ทุกขณะได้ เพราะฉะนั้น ขณะที่จิตหนึ่งเกิดขึ้นต้องมีเจตสิกทั้ง ๗ เกิดร่วมด้วยอย่างน้อยที่สุดน้อยกว่านั้นไม่ได้ จิตเกิดดับเร็วมากหลากหลายเป็นประเภทต่างๆ แต่ต้องมีเจตสิก ๗ ดวงนี้เกิดร่วมด้วยทุกครั้ง.

- จิตที่โกรธเกิดกับความโกรธมีเจตสิก ๗ นี้เกิดร่วมด้วยหรือเปล่า? (มี) ไม่ลืมเลยนะ ถ้าไม่มีผัสสเจตสิก จิตจะเกิดขึ้นเห็นได้ไหม? (ไม่ได้) เมื่อผัสสเจตสิกเกิด ทำให้จิตเห็นเกิดขึ้น เพราะผัสสะกระทบสิ่งที่ปรากฏทางตา และเมื่อจิตเห็นเกิดขึ้น มีสภาพธรรมที่เกิดพร้อมกับจิตเห็นคือ ความรู้สึกในสิ่งที่จิตรู้แจ้ง.

- มีความรู้สึกกี่อย่าง ขณะที่จิตเห็นเกิดขึ้น มีความรู้สึกประเภทไหน ความรู้สึกอะไรเกิดร่วมด้วย (ความรู้สึกเฉยๆ) ความรู้สึกเฉยๆ เพราะเหตุไร? (เพราะว่า ตอนสีกระทบตาไม่เหมือนกับตอนที่แข็งกระทบกาย) ถูกต้อง แล้วขณะที่เห็นแล้วชอบมีความสุข ขณะนั้น สุขเวทนาเกิดกับจิตเห็นได้ไหม? (ไม่ได้) นี่เป็นสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้ง ถ้าเราข้ามเราคิดว่าฟังแล้ว จะไม่สามารถเข้าใจความยึดมั่นในความรู้สึกไม่ว่าจะเกิดกับจิตประเภทไหน ถ้ามีการฟังค่อยๆ ไตร่ตรองจนกระทั่งเข้าใจ ขณะนั้นไม่สามารถที่จะละความที่เคยไม่รู้ในเห็นว่า ไม่ใช่เรา.

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพอย่างยิ่งค่ะ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
เมตตา
วันที่ 11 ธ.ค. 2565

- ขณะที่ฟัง คิด ไตร่ตรอง ไม่ใช่ขณะที่ได้ยินเสียง เดี๋ยวนี้เขากำลังฟังหรือเปล่า? (กำลังฟัง) กำลังคิดไตร่ตรองเข้าใจคำที่ได้ยินหรือเปล่า? (ค่ะ) ขณะนั้นเป็น อาช่า หรือเป็นมนสิการเจตสิก (เป็นมนสิการ) เพราะฉะนั้น เข้าใจหรือยัง มนสิการเจตสิกเกิดกับจิตทุกขณะทุกประเภท.

- กำลังพิจารณาถูกต้อง ขณะนั้นไม่ใช่เรา แต่ถูกต้องเป็นโยนิโสมนสิการ คนที่ฟังแล้วไม่เข้าใจขณะนั้นต้องมีมนสิการ แต่เมื่อไม่เข้าใจก็เป็นอโยนิโสมนสิการ ไม่สามารถที่จะเข้าใจได้.

- จิตเห็นมีโยนิโสมนสิการเกิดร่วมด้วยได้ไหม? (ไม่ได้) นี่คือเริ่มเข้าใจมั่นคง ไม่ใช่ฟังเฉยๆ แล้วไม่คิด. จิตเห็นมีอโยนิโสมนสิการได้ไหม? (ไม่ได้) เพราะอะไร? (เพราะตอนเห็นเป็นวิบาก) เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องรู้จิตหนึ่งขณะว่า เป็นกุศลหรือเป็นอกุศลซึ่งเป็นเหตุ หรือว่าเป็นวิบากซึ่งเป็นผลของกุศล อกุศลเป็นกุศลวิบากหรืออกุศลวิบาก และจิตที่ไม่ใช่กุศล อกุศล ไม่ใช่วิบาก ก็เป็นจิตที่เป็นกิริยา กิริยาหมายความว่า ไม่ใช่เหตุ และไม่ใช่ผล.

- เพราะฉะนั้น การฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่กําลังมีเดี๋ยวนี้ทุกขณะตามความจริงเป็นจริงว่า ไม่มีเรา เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง เพราะฉะนั้น คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่ให้จำ แต่ให้เข้าใจเดี๋ยวนี้ ทุกครั้งที่เห็นเป็นผลของกรรม ผลของกรรมเริ่มตั้งแต่เกิด และหลังจากนั้นก็เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส เพราะฉะนั้น จิตที่เห็น ได้ยิน พวกนี้จึงมีเจตสิกเพียง ๗ ดวงเกิดร่วมด้วย เพราะกรรมทำให้เจตสิก ๗ ดวงนี้เกิดพร้อมกับจิต.

- ถ้าไม่มีกรรม จะมีเห็นไหม? (ไม่มี) เพราะฉะนั้น พระอรหันต์มีกรรมไหม? (พระอรหันต์มีผลของกรรม และมีจิตที่คิดเป็นกิริยา ไม่ได้เป็นกรรม) สำหรับพระอรหันต์จิตที่เกิดต่อจากขณะที่รู้แจ้งอริยสัจจธรรมเป็นอรหัตตผล ต่อจากนั้นไปจะไม่มีกุศลหรืออกุศลใดๆ ทั้งสิ้นต่อจากนั้น ไม่ใช่ก่อนนั้น.

- คนที่ยังมีกิเลสมีผลของกรรมและต่อจากนั้นก็เป็นกรรมต่อไปเป็นกุศลและอกุศลที่จะทำให้เกิดผลข้างหน้า เป็นพระอรหันต์แล้วเห็นไหมคะ (เห็น) เป็นผลของกรรมใช่ไหม? (ใช่) เพราะฉะนั้น พระอรหันต์ไม่มีกรรมหลังจากที่เป็นพระอรหันต์แล้ว แต่มีผลของกรรมที่ได้กระทำแล้วจนกว่าจะปรินิพพาน.

- ก่อนเป็นพระอรหันต์มีมนสิการเจตสิกไหม? (มี) เมื่อเป็นพระอรหันต์แล้วมีมนสิการเจตสิกไหม? (มี) ก่อนเป็นพระอรหันต์มีมนสิการกี่ชาติ? (มีทั้ง ๔ ชาติ กุศล อกุศล วิบากและกิริยา) เพราะฉะนั้น ต้องชัดเจน เป็นกุศล อกุศลเมื่อไหร่ เป็นวิบากเมื่อไหร่เป็นกิริยาเมื่อไหร่ ธรรมสำหรับเข้าใจ.

- ตอบให้ฟังซิ พระอรหันต์มีมนสิการกี่ชาติ? (มี ๒ วิบากและกิริยา) คนธรรมดามีมนสิการกี่ชาติคนที่ไม่ใช่พระอรหันต์ (มี ๔ คือวิบาก กุศล อกุศลและกิริยา) กิริยาของคนที่ไม่ใช่พระอรหันต์เกิดกับจิตอะไร? (มี ๒ ปัญจทวาราวัชชนจิตและมโนทวาราวัชชจิต) ก็เป็นความเข้าใจขั้นเมื่อได้รับการถาม ไตร่ตรอง เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้มีมนสิการไหม? (มี) มีมนสิการกี่ชาติเดี๋ยวนี้? (๔ ชาติ) เพราะฉะนั้น กิริยาจิต มโนทวาราวัชชนจิตและปัญจทวาราวัชชนจิตมนสิการที่เป็นกิริยาของคนที่ไม่ใช่พระอรหันต์กับคนที่เป็นพระอรหันต์เหมือนกันไหม? (ไม่เหมือน) ไม่เหมือนอย่างไร? (มโนทวาราวัชชนจิตกับปัญจทวาราวัชชนจิตของคนที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์กับคนที่เป็นพระอรหันต์ไม่ต่างกัน) ไม่ต่างกัน เพราะฉะนั้น คนที่ไม่ใช่พระอรหันต์ก็เหมือนพรพอรหันต์ซิคะ? (ไม่ต่างกัน) แน่ใจนะ (ขอท่านอาจารย์อธิบานด้วน) นี่เป็นความละเอียด นี่เป็นความลึกซึ้ง ถ้าไม่มีความเข้าใจโดยตลอดก็เป็นเรา ละกิเลสไม่ได้ เปลี่ยนจิตที่เป็นปัญจทวาราวัชชนะไม่ให้เกิดขึ้นทำกิจรู้ว่า อารมณ์กระทบที่ทวารไหนไม่ได้ เปลี่ยนประเภท เปลี่ยนลักษณะ เปลี่ยนกิจการงานของปัญจทวาราวัชชนะไม่ได้เลย เป็นธรรม แต่ว่าสำหรับคนที่ยังมีอนุสัยกิเลส ปัญจทวาราวัชชนะเกิดขึ้นทำกิจรู้อารมณ์ที่กระทบ แต่ขณะนั้นยังมีอนุสัยกิเลส เมื่อเป็นพระอรหันต์แล้ว จิตทุกดวงจะไม่มีแม้อนุสัยกิเลสที่สะสมอยู่ในจิตที่จะทำให้ผลเกิดไม่มีเลย.

- เดี๋ยวนี้มีมนสิการเจตสิกไหม? (มี) ไม่สงสัยแล้วใช่ไหม เจตสิกนี้ มีแน่นอน.

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพอย่างยิ่งค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
เมตตา
วันที่ 11 ธ.ค. 2565

- ขณะที่กำลังเข้าใจ ความเข้าใจเป็นมนสิการเจตสิกหรือเป็นปัญญาเจตสิก (ปัญญาเจตสิก) มีมนสิการไหม? (มี) มนสิการ ไตร่ตรองด้วยความแยบคายด้วยความถูกต้อง ทำให้เกิดปัญญาความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้น ปัญญาเจตสิกไม่ใช่มนสิการเจตสิก และมนสิการเจตสิกก็ไม่ใช่ปัญญาเจตสิก เพราะฉะนั้น มนสิการเจตสิกพิจารณา ไม่ใช่มรรคมีองค์ ๘ แต่ความเข้าใจที่เกิดแล้วเป็นมรรคมีองค์ ๘ เพราะฉะนั้น ต้องฟังธรรมเพื่อละความเป็นเราที่ละเอียดมาก เพราะฉะนั้น ความเข้าใจจริงๆ เท่านั้นที่เป็นมรรค.

- ตอนนี้เข้าใจ จิต เจตสิก ๗ ดวงที่เกิดกับจิตแล้วใช่ไหม ไม่ใช่เราสักอย่าง เดี๋ยวนี้อะไรกำลังปรากฏ? (เห็น) เพราะฉะนั้น มนสิการเจตสิกปรากฏหรือเปล่า? (ไม่) ผัสสเจตสิกปรากฏหรือเปล่า? (ไม่) เวทนาเจตสิกปรากฏหรือเปล่า? (ไม่) นี่เป็นการรู้ความต่างว่า แล้วแต่อะไรจะปรากฏ แสดงว่า ขณะนั้นจิตรู้สิ่งนั้น สิ่งนั้นจึงปรากฏได้.

- ถ้าไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงทุกขณะในชีวิตประจำวันปกติ จะสามารถเข้าใจความจริง และละความยึดถือว่าเป็นตัวตนได้ไหม? (ไม่ได้) เพราะฉะนั้น ฟังธรรมเพื่อเข้าใจสิ่งที่ปรากฏให้ถูกต้อง ถ้าไม่รู้ว่า เห็น ได้ยิน ชอบ ไม่ชอบ ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเป็นอะไร จะสามารถละความไม่รู้ และการยึดถือว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ไหม? (ไม่ได้) .

- เพราะฉะนั้น ฟังธรรมเพื่ออะไร (เพื่อเข้าใจ เข้าใจความจริงที่กําลังปรากฏ) เข้าใจแล้วยัง? (พยายามเข้าใจอยู่) ความเข้าใจขณะนี้เป็นความเข้าใจระดับไหนที่กำลังเพียร? (ขั้นต้นไปปริยัติ) เป็นขั้นฟัง พอหรือยัง? (ไม่พอ) เพราะฉะนั้น เราต้องพูดถึงเห็นอีก พูดถึงได้ยินอีก พูดถึงมนสิการอีก ทั้งหมด เพื่อไม่ลืมว่า ไม่ใช่เรา จนกว่าจะตรงสิ่งที่มี และเข้าใจในสิ่งที่เราได้ฟังมาแล้วว่า เป็นความจริง.

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพอย่างยิ่งค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
เมตตา
วันที่ 11 ธ.ค. 2565

- ถ้าฟังเรื่องเห็น เข้าใจเรื่องเห็น แต่กำลังเห็นยังไม่รู้ตรงเห็นที่จะค่อยๆ เข้าใจลักษณะที่เห็น ยังไม่ถึงการที่จะเป็นปัญญาที่มั่นคงกว่านี้.

- เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้แข็งมีจริงปรากฏ แต่ไม่ใช่เพียงคิดตามที่ได้ฟังว่า ไม่ใช่เรา แต่เพื่อเข้าใจแข็งที่ปรากฏเป็นแข็งจริงๆ เท่านั้น ไม่เป็นอย่างอื่นเลย ถ้าไม่เข้าใจลักษณะที่ไม่ใช่ตัวตนมั่นคงจากการฟัง ขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏ จะไม่สามารถเข้าถึงสิ่งที่กําลังปรากฏตามลักษณะที่ ไม่ใช่เราเลย.

- เห็นกำลังปรากฏให้เห็น ว่า เห็น ควรรู้ยิ่งคือ รู้ว่าเห็นนี่แหละ เป็นสิ่งที่สามารถรู้ในขณะที่เกิดเห็นแล้วก็ดับได้ จึงจะสามารถที่จะคลายความยึดถือว่า เราเห็น ถ้าไม่เข้าใจตรงเห็นก็เป็นแต่เพียงคิดเรื่องเห็นเท่านั้น เห็นมีจริง กำลังเห็น เห็นเกิดจริงๆ ดับจริงๆ แต่ถ้ายังมีสิ่งอื่นปรากฏด้วย การเห็น เข้าใจเห็นในขณะที่กำลังเห็นเกิดไม่ได้.

- เริ่มเข้าใจมั่นคงขึ้น เห็นกำลังมี ถ้าไม่รู้จักเห็นในขณะที่เห็นปรากฏ จะไปรู้อย่างอื่นไม่ได้ ต้องเข้าใจสิ่งที่ปรากฏ คือ เห็น เพิ่มขึ้น.

- ถ้าไม่เริ่มเข้าใจในขณะที่เห็นกำลังมีให้เข้าใจ จะไม่สามารถเข้าใจอะไรได้เลย.

- เดี๋ยวนี้มีมนสิการเจตสิกไหม? (มี) ไม่ใช่เราเข้าใจหรือเราพิจารณา แต่ขณะที่ฟังแล้วไตร่ตรองพิจารณา ขณะนั้นเป็นธรรมแต่ละอย่าง.

- เพราะฉะนั้น กำลังได้ยินเสียง มนสิการใส่ใจในเสียง ขณะกำลังฟังมีจิตที่มนสิการเกิดและก็กำลังเข้าใจคำที่ได้ฟัง ขณะที่เข้าใจมีมนสิการเจตสิกเกิดพร้อมกัน แต่มนสิการไม่ใช่ความเข้าใจซึ่งเป็นปัญญาเจตสิก และปัญญาเจตสิกก็ไม่ใช่มนสิการเจตสิก แต่เกิดพร้อมกันในขณะที่เข้าใจ.

- ถ้าฟังแล้วยังไม่เข้าใจ แต่กำลังไตร่ตรอง ขณะนั้นก็มีมนสิการเจตสิก แต่ยังไม่มีปัญญาเจตสิกเกิดร่วมด้วย.

- ถ้ากำลังพิจารณา ค่อยๆ เข้าใจถูก ขณะนั้นก็เป็นมนสิการเจตสิกที่เป็นโยนิโสมนสิการเจตสิกพิจารณาถูกต้องตามความเป็นจริง เป็นขณะที่เป็นกุศลกำลังไตร่ตรองด้วยความเข้าใจเป็นโยนิโสมนสิการ แต่ยังไม่มีปัญญาเกิดร่วมด้วย จึงเป็นกุศลที่ประกอบด้วยธรรมฝ่ายดี แต่ไม่มีปัญญาเกิดร่วมด้วย เพราะฉะนั้น กุศลจึงมีหลายประเภทที่ไม่มีปัญญาเกิดร่วมด้วย เช่นในขณะที่ให้สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนอื่นเพราะโยนิโสมนสิการ เห็นว่าเป็นสิ่งที่สมควรที่จะช่วยเหลือคนอื่น เพราะฉะนั้น กุศลทุกประเภท รักษาศีล เว้นการฆ่าสัตว์ ให้ทาน ช่วยเหลือคนอื่น ทั้งหมดเป็นมนสิการซึ่งเป็นโยนิโส แต่ว่า ยังไม่มีปัญญาเกิดร่วมด้วย.

- เดี๋ยวนี้เข้าใจไหม? (เริ่มเข้าใจ) เพราะฉะนั้น ขณะที่เข้าใจเป็นความเห็นถูกต้อง เป็นสภาพธรรมที่เป็นปัญญาเจตสิกเกิดกับโยนิโสมนสิการ ถ้าโยนิโสมนสิการไม่เกิดขณะนั้นไม่สามารถเข้าใจได้.

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพอย่างยิ่งค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
เมตตา
วันที่ 11 ธ.ค. 2565

- เดี๋ยวนี้ มีคุณอาช่า มีคุณอาคิ่ล มีคุณมธุ ไหม? (ไม่มี) ไม่มี แต่จำไว้ว่ามี ด้วยเหตุนี้ การฟังจึงต้องไตร่ตรองตามความเป็นจริงเป็นโยนิโสมนสิการ จนกว่าปัญญาจะเข้าใจมั่นคงขึ้น.

- เพราะฉะนั้น ปัญญาที่เข้าใจนี้เอง ค่อยๆ เจริญขึ้นเมื่อมีการพิจารณาและก็ไตร่ตรองจนกระทั่งค่อยๆ เข้าใจขึ้น.

- ปัญญาที่ได้เข้าใจความจริงนี้แหละ ค่อยๆ เกิดขึ้น เมื่อได้ฟังเมื่อได้ไตร่ตรองจนกระทั่งมั่นคงว่า ขณะนี้สิ่งที่ปรากฏเท่านั้นที่ปัญญาสามารถรู้ได้ ถ้าไม่ใช่ปัญญาจะรู้ไม่ได้เลย.

- ถ้าไม่มีปัญญาที่เริ่มเข้าใจสิ่งที่กําลังมีเดี๋ยวนี้ ค่อยๆ เพิ่มขึ้น จะสามารถละความเป็นตัวตน ความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ไหม? (ไม่ได้) มีหนทางอื่นอีกไหมที่จะเข้าใจสิ่งที่กําลังปรากฏเดี๋ยวนี้เพิ่มขึ้น? (ไม่มี) ค่ะ เป็นความเข้าใจที่ถูกต้องมั่นคงขึ้น จนกระทั่งจะมีการรู้ตรงลักษณะตามที่ได้เข้าใจโดยความเป็นอนัตตา ไม่ใช่เราไปทำให้เกิดขึ้น แต่เพราะเข้าใจจนกระทั่งสามารถที่จะรู้ตรงลักษณะที่กําลังปรากฏได้.

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพอย่างยิ่งค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
เมตตา
วันที่ 11 ธ.ค. 2565

- การจะรู้ ประจักษ์แจ้งความจริง ของสภาพธรรมหนึ่ง ที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ก็คือ ในขณะที่ฟัง ไตร่ตรอง เริ่มเข้าใจขึ้น เมื่อมีความเข้าใจมั่นคง ก็จะเป็นหนทางที่จะทำให้รู้ความจริงได้ ถ้าเป็นคำสอนอื่นที่ไม่ใช่อย่างนี้ จะเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเปล่า?

- เพราะฉะนั้น วันนี้เข้าใจความหมายของธรรมหนึ่งที่พิจารณาไตร่ตรองที่เราใช้คำว่า มนสิการเจตสิกหรือยัง? (เข้าใจเพิ่มขึ้น) .

- เพราะฉะนั้นโยนิโสมนสิการอยู่ไหน? อโยนิโสมนสิการอยู่ไหน? (เมื่อไหร่จิตเป็นกุศลเมื่อนั้นเป็นโยนิโสมนสิการ และเมื่อไหร่จิตเป็นอกุศลเมื่อนั้นเป็นอโยนิโสมนสิการ) โยนิโสมนสิการอยู่ที่จิตทุกขณะใช่ไหม? (ไม่ใช่) ค่ะ เพราะฉะนั้น ก็เข้าใจดีนะคะ.

- (Dr Rajesh: ตอนที่เราสนทนากันส่วนใหญ่ก็เป็นอกุศลจิต ขณะนั้นมนสิการก็เป็นอกุศล แต่ว่าบางทีก็มีความเข้าใจ เมื่อไหร่ที่พิจารณาแล้วมีความเข้าใจถูกตอนนั้นก็เป็นโยนิโสมนสิการ ตรงนี้ที่จะนำไปสู้โยนิโสมนสิการมากขึ้น) ถูกต้องค่ะ.

- ขณะไหนไม่มีมนสิการเจตสิก (ไม่มี) ทุกคนเข้าใจดีนะ มนสิการเจตสิกเป็นโลกุตตระได้ไหม? (ได้ เพราะมนสิการเกิดกับจิตทุกดวง) แล้วเมื่อไหร่เป็นโลกุตตระ? (ขณะที่เป็นโสดาปัตติมรรคและโสดาปัตติผล สกทาคามิมรรคและสกทาคามิผล อนาคามิมรรคและอนาคามีผล อรหัตตมรรคและอรหัตตผล) รวมทั้งหมดเป็นโลกุตตรธรรมเท่าไหร่? (โลกุตตรธรรม ๘ + นิพพาน) ถูกต้องค่ะ ตามพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงใช่ไหม? (ใช่) .

- ผัสสเจตสิกเป็นโลกุตตรธรรมได้ไหม? (ได้) เมื่อไหร่? (เมื่อโลกุตตรจิตเกิด) เก่งมาก ทุกคนเข้าใจดี ต้องมั่นคง เปลี่ยนไม่ได้หรือเปลี่ยนได้ (ไม่ได้) .

- (คุณมธุ: เคยได้ยิน อาวัชชนจิต แต่ยังไม่เข้าใจ) จิตมีหลายประเภท เพราะฉะนั้น ต้องทราบว่าจิตนั้นเป็นกุศลหรืออกุศล เป็นวิบากหรือเป็นกิริยา แล้วยังต้องรู้ว่า จิตทุกประเภทเกิดขึ้นทำกิจการงาน จิตที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นชาติอะไร แต่ต้องเกิดขึ้นทำกิจ กิจทั้งหมดที่จิตจะทำมี ๑๔ กิจ เราคิดว่าเราทำโน่นทำนี่ แต่ความจริงเป็นจิตที่เกิดขึ้นทำกิจการงานเท่านั้น จิตที่เกิดขึ้นไม่ทำกิจไม่ได้เลยเพราะเกิดขึ้นเพื่อทำกิจหนึ่ง โลกุตตรจิตมีกิจไหม? (มี) ขณะที่เห็นมีกิจไหม? (มี) เพราะฉะนั้น เราจะเรียนเรื่องกิจของจิต ๑๔ กิจของจิต ซึ่งกิจจะต้องเกิดขึ้นทำกิจหนึ่งใน ๑๔ กิจ.

- จิตขณะแรกเกิดขึ้นทำกิจหรือเปล่า? (ทำกิจ) เพราะฉะนั้น ขณะแรกคือขณะเกิด จิตเกิดขึ้นรู้แน่นอนเป็นชาติอะไร? (วิบาก) เก่งมาก วิบากจิตมีกิจไหม? (ทำกิจเกิด) ภาษาบาลี ปฏิสนธิจิต หรือวิญญาณจิตก็ได้ ปฏิ แปว่า เฉพาะ สืบต่อ หลังจากที่จุติจิตสุดท้ายของชาติก่อนดับ เป็นปัจจัยให้จิตนี้เกิดขึ้นโดยกรรมหนึ่งในสังสารวัฏฏ์เป็นปัจจัย.

- จิตที่เกิดขณะแรกมีกี่ขณะ? (ขณะเดียว) เกิดอีกได้ไหม? (ไม่ได้) เพราะฉะนั้น ในชาติหนึ่งมีจิตขณะแรก หนึ่ง เท่านั้น เป็นผลของกรรมหนึ่งในสังสารวัฏฏ์ ที่ทำให้จิตนี้เกิดขึ้นสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อน ไม่มีระหว่างคั่นเลย จิตขณะสุดท้ายของชาติก่อนดับทันทีเป็นปัจจัยให้จิตของชาตินี้เกิดขึ้นขณะแรกสืบต่อจากจุติจิต จึงเป็นปฏิสนธิจิต.

- เลือกให้กรรมหนึ่งให้ผลได้ไหมไม่ใช่กรรมอื่น? (ไม่ได้) แม้กรรมก็ไม่ใช่อะไรเลย นอกจากเป็นธรรมที่ได้กระทำแล้ว ถึงเวลาที่จะให้ผลจึงทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดได้ ถ้ายังไม่ถึงเวลาของกรรมนั้นที่จะให้ผล กรรมนั้นก็ไม่ทำให้ปฏิสนธิจิตเกิด นี่เป็นเหตุที่ทุกคนเลือกเกิดไม่ได้ เป็นอนัตตาใช่ไหม? (ใช่) ทุกคนต้องตายเพราะเป็นจิตขณะสุดท้ายที่กรรมทำให้กิจนั้นเกิดขึ้นพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ เลือกที่จะเกิดใหม่ได้ไหมว่า จะเกิดเป็นอะไร? (ไม่ได้) เพราะฉะนั้น ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา เมื่อมีเหตุที่ได้กระทำแล้วเมื่อจากโลกนี้ไป ขณะสุดท้ายดับ เป็นปัจจัยให้กรรมหนึ่งในบรรดากรรมทั้งหมดในสังสารวัฏฏ์ ทำให้วิบากจิตเกิดขึ้นเป็นขณะแรกทำปฏิสนธิกิจ ตายแล้วต้องเกิดแต่นอนนะ แต่เลือกไม่ได้ว่า กรรมไหนจะทำให้เกิดเป็นอะไร เพราะฉะนั้น ทันทีที่ตายจิตที่เกิดเป็นชาติอะไร? (วิบาก) เป็นกุศลได้ไหม? เป็นอกุศลได้ไหม? เป็นกิริยาได้ไหม? (ไม่ได้) ค่ะ ก็เข้าใจดีนะ เพราะฉะนั้น ให้รู้ว่า ตายเดี๋ยวนี้แล้วเกิดทันที เป็นผลของกรรมหนึ่งที่ทำให้เกิด โดยเดี๋ยวนี้เราไม่รู้ว่ากรรมไหน ทุกคนเกิดมาแล้วเป็นคนเป็นมนุษย์เป็นหญิงเป็นชาย เป็นผลของกรรมอะไร? (กุศลกรรม) ดีมาก เพราะฉะนั้น ก็จะรู้ได้ว่าเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานเป็นผลของอกุศล เกิดเป็นมนุษย์หรือเกิดดีในสวรรค์ก็เป็นผลของกุศล.

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพอย่างยิ่งค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
chatchai.k
วันที่ 11 ธ.ค. 2565

ขออนุโมทนาครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ