Thai-Hindi 19 November 2022

 
prinwut
วันที่  19 พ.ย. 2565
หมายเลข  45138
อ่าน  192

Thai-Hindi 19 November 2022

- (เสาร์ที่แล้วสนทนาเรื่องจิตในชีวิตประจำวัน ท่านอาจารย์บอกว่ามาสนทนาต่อวันนี้)

- ถามเขาว่า ทำไมเราต้องฟังให้เข้าใจเรื่องนี้ด้วย (เพื่อเข้าใจสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้)

- สิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ละเอียดลึกซึ้งไหม (ลึกซึ้งมาก) เพราะฉะนั้นถ้าไม่เข้าใจจะไม่สามารถรู้ความลึกซึ้งของสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ใช่ไหม

- เพราะฉะนั้นความลึกซึ้งของสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้คืออะไร (ทุกอย่างเหมือนเกิดพร้อมกันแต่ความจริงไม่ใช่)

- จิตเกิดขึ้นตามลำพังอย่างเดียวได้ไหม (ไม่ได้) เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างจะเกิดขึ้นอย่างเดียวได้ไหม (เกิดลำพังไม่ได้)

- แล้วสิ่งที่ปรากฏจะปรากฏพร้อมกันหลายๆ อย่างได้ไหม ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดง จะสามารถรู้เองได้ไหม

- เพราะฉะนั้นต้องเคารพสูงสุดว่า ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังมี

- ทำไมถึงต้องรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ เพราะฉะนั้นไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ใช่ไหม

- เพราะฉะนั้นการรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้คือรู้อะไร

- ความจริงของสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้คืออะไรเพราะสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้กำลังมี แต่ความจริงของสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ที่สมควรที่จะรู้คืออะไรที่เป็นจริงๆ (ได้ยิน)

- ก็กำลังได้ยินแล้วรู้ความจริงของได้ยินคือรู้อะไร

- เพราะฉะนั้นพูดถึงความจริงของทีละหนึ่ง มีการได้ยินเสียงเรารู้ความจริงของอะไร ที่ฟังเพื่อรู้ความจริงของอะไร

- เพราะฉะนั้นทำไมจึงต้องรู้การรู้สิ่งที่มีจริงที่เป็นได้ยิน ทำไมต้องรู้อย่างนั้น (เพราะเป็นสิ่งที่มีจริง)

- แล้วรู้สิ่งที่มีจริงเพื่ออะไร (เพราะเป็นสิ่งที่ควรจะเข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจก็จะมีความติดข้อง)

- เพราะฉะนั้นไม่รู้ความจริงเมื่อไม่เข้าใจ เพื่อที่จะละการไม่เข้าใจว่า เราเห็น เราได้ยินเป็นต้น เพราะไม่เข้าใจจึงเข้าใจว่าเป็นเราจึงเป็นความเข้าใจผิด

- ต้องไม่ลืมจุดประสงค์เพื่อรู้ความจริง เพราะนานแสนนานแสนโกฏกัปป์และเกินกว่านั้นไม่เคยรู้ความจริงจึงเข้าใจว่า เราเห็น เราได้ยิน เราจำ เราชอบสิ่งนั้นที่เราชอบว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด จนกว่าจะมีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เริ่มเข้าใจถูกต้อง สิ่งที่มีนั้นเป็นอะไรทุกอย่าง ที่จะเข้าใจตามความจริงเพื่อละความไม่รู้และความติดข้องว่า เป็นเรา เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด

- เดี๋ยวนี้มีคุณมธุมั้ย พูดว่าไม่มีแต่ความจริงยังคิดว่ามีใช่ไหม เพราะฉะนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนเท่านี้หรือ

- ทำไมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมมาก (เพื่อให้เข้าใจอย่างมีความรอบรู้) เพื่ออะไร (ละความเป็นตัวตน)

- นี่เป็นเหตุที่เขาไม่มีทางที่จะเข้าใจคำของเรา เพราะมีคำใหม่ให้เขาไปสนใจเช่นคำว่า ธาตุ คำว่า อายตนะ แต่พวกนี้เราไม่ต้องใช้สักคำจนกว่าเขาจะเข้าใจความเป็นสิ่งนั้นแล้วเราใช้ชื่อให้เขารู้ได้เพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย แต่ถ้าเรามีคำใหม่ให้เขาสนใจ เขาจะลืมจุดประสงค์นั้น เขาจะสนใจสิ่งนั้นและไปคิดถึงสิ่งนั้น ใช้คำที่เคยได้ยินแต่ว่ามันไม่มีความสำคัญเพราะนั่นเป็นอาการของสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้

- เพราะฉะนั้นเขาต้องมั่นคงในการที่จะรู้ประโยชน์จริงๆ ว่าการฟังไม่ใช่เพื่อไปจำชื่อ รู้ชื่ออะไรทั้งหมด แต่สิ่งนี้กำลังมีเพราะฉะนั้นเขาฟังธรรมเพื่ออะไรให้มีความมั่นคง

- ใช้คำว่าสอนมาก ไม่ได้ใช้คำว่า อายตนะ คำว่า ธาตุเลย แต่ให้เขาพิจารณาตรงนี้ทีละเล็กทีละน้อยจนมั่นคง สิ่งที่ทุกคนไม่มีคือ ความมั่นคงในความลึกซึ้งในการที่จะต้องรู้จริงๆ เพราะเขาไปเพลิดเพลินกับคำต่างๆ ไปสนใจคำต่างๆ คิดว่าเขารู้ แต่ทั้งหมดเมื่อเขาเข้าใจแล้วเขารู้จักคำนั้นเลย เราบอกเขาได้ แต่ไม่ใช่ไปบอกชื่อก่อนให้เข้าไปคิดเรื่องอื่น ไม่ได้ไตร่ตรองจนมั่นคง

- เพราะฉะนั้นถ้าเขาเข้าใจชื่อทั้งหมด เขาสามารถที่จะรู้สิ่งที่กำลังมีแต่ละหนึ่งที่เขาบอกว่าเยอะแยะได้มั้ย (ถ้าฟังแต่ชื่อไม่เข้าใจ)

- เพราะเดี๋ยวนี้มีสิ่งที่เป็นชื่อทั้งหมดที่เขาพูดแต่ไม่สามารถจะรู้ได้ ต้องเข้าใจก่อนทีละเล็กทีละน้อยให้มั่นคงว่า เขาฟังทำไม (ฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่มีจริง)

- พูดง่ายมาก ฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่มีจริง ความเข้าใจอะไร ระดับไหน มั่นคงหรือยัง มีแต่การที่ไม่รู้และก็ได้ยินชื่อและคิดตามชื่อ นั่นเป็นความเข้าใจหรือ

- แต่เขาไม่ได้เข้าใจความลึกซึ้ง เขาตอบเผินๆ เพราะเหตุว่า ง่ายๆ ถามไปอย่างนี้ก็ตอบอย่างนี้มา แต่ว่าเขามั่นคงจริงๆ หรือเปล่าว่า เขาไม่ได้ไปติดที่ชื่อ อย่างเขาบอกว่า ธรรมมี ๒ อย่าง นามธรรมกับรูปธรรม เขาจำแล้ว แล้วเขาก็บอกว่านามธรรมเป็นสภาพรู้ รูปไม่ใช่สภาพรู้ เขาจำแล้ว นี่หรือคือการศึกษาธรรม

- เพราะฉะนั้นฟังเข้าใจเพื่ออะไร ทราบมั้ยว่าเพราะอะไรเราถึงไม่ใช้ภาษาบาลีอะไรทั้งสิ้นแต่เราพูดถึงสิ่งที่มีจริงให้เขารู้ว่า เขาไม่รู้อะไรที่กำลังมีเดี๋ยวนี้

- เราจะต้องรู้ว่า ทุกคนฟังธรรมแบบนี้ ฟังเรื่อง รู้เรื่อง เขียนตำรับตำราได้ แต่เขาสามารถเข้าใจสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้รึเปล่า แล้วเมื่อไหร่จะเข้าใจสิ่งที่มีจริงตอนนี้ว่าเป็นอะไร

- เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ต้องตั้งต้นใหม่เพราะเราเห็นคนที่มีตำรับตำรามากมายแต่เขาก็ไปทำผิดได้ เพราะฉะนั้นไม่ได้ช่วยให้เขาเข้าใจอะไรเลย

- อย่าไปใช้คำอะไรทั้งหมด สั้นๆ เพื่อให้เขาคิดมากๆ ให้เขาเห็นความลึกซึ้งในสิ่งที่แม้แต่คำเดียวที่เขาได้ยินว่าลึกซึ้งอย่างไร ทีละคำสั้นๆ สั้นๆ ต้องไม่ลืมคำนี้ เพราะว่าความไม่รู้มีเยอะแยะแม้แต่คำที่เราพูดเขาก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นให้เขาคิดไตร่ตรองจนกระทั่งเห็นความลึกซึ้ง

- อย่างบอกว่า พระพุทธเจ้าสอนมากกว่านี้ใช่มั้ย ไม่ต้องพูดว่า อายตนะหรืออื่นๆ เลย ให้เขาคิดทำไม เราต้องค่อยๆ ประคองเขาไปให้เข้าใจจุดประสงค์แท้จริง ไม่ใช่ตำราทั้งหมดเอาไปเผยแพร่ที่อินเดียแต่ก็ไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่กำลังมีได้

- ที่ไหนก็เหมือนกันไม่ว่าเมืองไทย หรือต่างประเทศ หรือว่าที่ไหนทั้งสิ้น ต้องให้เป็นปัญญาเริ่มที่จะเห็นความลึกซึ้ง

- ต่อไปเราจะไม่พูดคำอื่น ที่พูดมาเขารู้เรื่องแต่ยังไม่เข้าใจเพียงแต่จำเพราะฉะนั้นเราจะไม่ใช้คำไหนทั้งสิ้นจนกว่าเขาเข้าใจและเขารู้เองว่านั่นคือ คำอะไร หมายความถึงอะไร

- เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้เองมีสิ่งที่มีจริงรึเปล่า แค่นี้กว่าจะฝังลงไปว่า เขาไม่รู้สิ่งที่มีจริง ได้ยินเท่าไหร่ถึงเท่าไหร่ เขารู้รึเปล่าว่าเดี๋ยวนี้มีอะไร

- ถามว่า เดี๋ยวนี้มีอะไร (มีเห็นและเสียง) เพราะฉะนั้นถามคนที่ตอบ มีเห็น รู้จักความจริงของเห็นรึยัง มีเสียง รู้จักความจริงของเสียงรึยัง (ไม่รู้)

- ไม่รู้เพราะอะไร เพราะอะไรจึงไม่รู้ความจริงของเสียง

- เพราะฉะนั้นเห็นความลึกซึ้งไหมเพราะเสียงปรากฏ เห็นปรากฏแต่ไม่รู้ความจริงเพราะฉะนั้นความจริงของเสียงและความจริงของเห็นลึกซึ้งไหม

- เริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้ารู้ความจริงของเสียง ของเห็น ของทุกอย่างไหม เพราะฉะนั้นเสียงลึกซึ้งไหม

- เพราะฉะนั้นคนที่จะศึกษาธรรมจะรู้จักพระพุทธเจ้าเมื่อเข้าใจความลึกซึ้งของสิ่งที่ปรากฏตลอดชีวิตแต่ไม่รู้อะไรเลย ก็เริ่มเห็นความลึกซึ้งที่จะค่อยๆ เข้าใจขึ้น ไม่ใช่เข้าใจทั้งหมดทันที


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
prinwut
วันที่ 19 พ.ย. 2565

- เสียงมีจริงไหม เห็นมีจริงไหม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้เห็น ตรัสรู้เสียงรึเปล่า นานไหมกว่าจะถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะรู้ความลึกซึ้งและความจริงของเห็น ของเสียงของทุกอย่างที่ปรากฏในชีวิตจริงๆ

- เพราะฉะนั้นเริ่มเห็นความลึกซึ้งของสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ นอกจากเห็นมี ได้ยินมี คิดมี จำมีทุกอย่างมีจริงๆ มีอะไรด้วย

- ที่กล่าวมาทั้งหมดมีหลายอย่าง พูดไปเถอะ แล้วมีอะไรอีก (ความไม่รู้) นี่หล่ะค่ะ กำลังมีใช่ไหม พูดทุกอย่างแต่ก็ไม่รู้ กำลังพูดก็ไม่รู้ว่า ขณะนั้นมีความไม่รู้

ความไม่รู้เป็นอาช่ารึเปล่า เป็นอาคิ่ลรึเปล่า เป็นราเยสรึเปล่า

- เดี๋ยวนี้ไม่รู้อะไร (ไม่รู้เห็น) อย่างเดียวหรือ (ไม่รู้ทุกอย่างที่เกิด) เพราะฉะนั้นความไม่รู้มากแค่ไหนในสังสารวัฏฏ์นานมาแล้วจนถึงวันนี้

- ความไม่รู้จะหมดไปง่ายๆ ไหม อาหารอร่อยไม่รู้ความจริงรึเปล่า กำลังสนุกมากไม่รู้ความจริงรึเปล่า กำลังเจ็บมากๆ ไม่รู้รึเปล่า กำลังหิวมากๆ ไม่รู้รึเปล่า กำลังจะตายไม่รู้รึเปล่าเพราะอะไร (ความไม่รู้) สามารถจะรู้ได้ไหม รู้ได้อย่างไร

ถ้าฟังแล้วพูดตามแต่ไม่รู้ไม่เข้าใจจะสามารถรู้ความจริงได้ไหม ต้องเข้าใจเพราะฉะนั้นฟังคำเพื่อเข้าใจหรือจำ

- ฟังแล้วถ้าไม่ไตร่ตรอง เข้าใจได้ไหม เพราะฉะนั้นฟังเพื่อเข้าใจอะไร สิ่งที่มีจริงเมื่อไหร่ นี่ต้องไม่ลืมเลย ถ้าฟังธรรมแล้วไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังมี ไม่มีประโยชน์

- สามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ได้ไหม เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้เข้าใจได้ไหม เดี๋ยวนี้สามารถเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงได้ไหม

- เพราะขณะนี้ไม่ใช่มีสิ่งเดียวที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นยังไม่สามารถเข้าใจความจริงของสิ่งหนึ่งสิ่งใดชัดเจนเพียงแต่ได้ยินได้ฟังเท่านั้น

- ถ้ามีความเข้าใจขึ้นในความจริงของสิ่งที่กำลังมีทีละน้อยๆ จะสามารถรู้ความจริงอะไร (เห็นมีแต่เห็น) เท่านั้นหรือถ้าปัญญามากขึ้น (มีเจตสิกที่เกิดพร้อมกัน) มีเจตสิกปรากฏไหม (ไม่ปรากฏ)

- เราไม่ได้ถามอย่างนี้ เขาเริ่มอะไรผิด เขาไม่ตรงทาง เพราะฉะนั้นกว่าจะให้คนตรงทางจริงๆ ว่า ยังไม่ต้องพูดเรื่องเจตสิก และเรายังไม่ได้พูดเรื่องเจตสิก เราพูดถึงว่า มีอะไรก็ตอบตามความจริง แต่ไม่ใช่ตอบว่ามี เจตสิก มีโกรธ กว่าเขาจะรู้ว่าโกรธมีจริงลึกซึ้งเหมือนทุกอย่างเพราะอะไร ต้องให้เขามั่นคงในความลึกซึ้งมิฉะนั้นเขาจะเรียนอย่างเป็นคำและไม่สามารถเข้าใจอะไรได้เลยเพราะเขาไม่เห็นความลึกซึ้งและคิดว่านั่นคือการศึกษาธรรม

- ต้องไม่ลืมความลึกซึ้ง เราจะให้เขาสามารถเข้าใจตัวธรรมที่มี ไม่ใช่ไปจำชื่อ ไม่อย่างนั้นเขาก็ไม่พูดถึงธรรม เขาพูดถึงเจตสิก เขาไปแล้ว จำชื่อแล้ว แต่เราไม่ต้องการที่จะให้เขารู้เพียงชื่อแต่ให้รู้ว่า เดี๋ยวนี้มีอะไร ถ้าเขาไม่รู้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความลึกซึ้งจึงไม่รู้สักอย่างเดียว ต้องอยู่ตรงนี้ให้มั่นคงเพราะนี่กำลังเป็นบารมีที่จะทำให้รู้ความจริง จำชื่อไว้ไม่เป็นบารมีเลย

- เข้าใจรึยังว่าจะต้องเข้าใจธรรม ตัวธรรมคือเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่ไปจำชื่อ จิต เจตสิก ขันธ์ อายตนะ

- เขาไม่เข้าใจหรอก ต้องทีละน้อยและไม่บอกอะไรเขา ให้เขาคิดแต่ละคำจนกระทั่งเข้าใจจริงๆ มั่นคง เพราะฉะนั้นตอนนี้ถ้ามีข้อสงสัยอะไร ถามเลย

- (โลภะความติดข้องเป็นอกุศล ถ้ามีความอยากจะรู้ธรรมเป็นอกุศลหรือ) อยากรู้เพื่อตัวเขาหรืออยากรู้เพื่ออะไร

- ที่เขาต้องการจะเข้าใจธรรมเพื่อตัวเขาหรือจะเข้าใจเพื่ออะไร (เพื่อเข้าใจ) เพราะอะไร ไปเปิดฟังซำ้อีกเพื่อเข้าใจเพื่ออะไร เข้าใจเพื่ออะไร เพื่ออะไรทำไมต้องเข้าใจสิ่งที่สนทนา

- เพราะเห็นประโยชน์ถ้าไม่เข้าใจละความไม่รู้ไม่ได้ ถ้าไม่ได้ละความไม่รู้ก็ไม่ได้รู้ความจริงเพราะฉะนั้นเป็นเรื่องละเอียด เพราะฉะนั้นต้องไม่ใช่ตอบว่าเป็นอะไรแต่เขาต้องเข้าใจ และกว่าจะรู้ว่าขณะนั้นมีความต้องการด้วยความเป็นตัวตนบ้างไหม ไม่ใช่ว่าให้คนอื่นไปตอบแต่เขาต้องรู้เองว่า ขณะนั้นเป็นอย่างนั้นรึเปล่า

- ถ้าไม่เข้าใจ ละกิเลส ละความไม่รู้ ละความติดข้องไม่ได้ ลึกซึ้งมากต้องไม่ลืม

- คุณอาช่าสนใจเรื่องการปรุงอาหารหรือว่าสนใจที่จะเข้าใจความจริง

- เพราะฉะนั้นสภาพธรรมที่มี คุณอาคิ่ลสนใจอะไร คุณอาช่าสนใจอะไร ขณะนั้นเป็นความสนใจที่ต่างกัน

- คุณอาช่าสนใจวาดรูปไหม สนใจและอยากวาดไหม เพราะฉะนั้นขณะที่สนใจเป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่งและขณะที่อยากที่จะวาดเป็นสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง

- คุณอาช่าชอบอาหารอร่อยๆ และสนใจที่จะทำอาหารนั้นไหม แต่บางคนชอบแต่ไม่สนใจที่จะทำอาหารใช่ไหม สนใจแล้วทำรึเปล่า เพราะฉะนั้นเขาไม่มีความสนใจและไม่มีความต้องการ สองอย่างไม่เหมือนกัน

- ตอนที่ดิฉันยังไม่ได้ศึกษาธรรม ดิฉันสนใจทำอาหารแต่พอศึกษาธรรมแล้วดิฉันไม่สนใจทำเลย เพราะฉะนั้นความสนใจเกิดขึ้นโดยไม่มีโลภะก็ได้

- สนใจฟังธรรมเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่สนใจเพื่ออยากจะเป็นพระโสดาบัน สนใจที่จะรู้ว่าโสดาบันคืออะไร หนทางที่จะเป็นโสดาบันคืออะไร แต่ไม่ใช่อยากที่จะเป็นโสดาบัน

- เพราะเห็นความลึกซึ้งจึงรู้ว่า ไม่สามารถที่จะเป็นโสดาบันโดยไม่เข้าใจอะไรเลย เพราะฉะนั้นสนใจมีจริง โลภะมีจริง แต่สนใจไม่ใช่โลภะ

- ความสนใจเป็นจิตรึเปล่า (ไม่ใช่จิต) ถ้าไม่รู้อย่างนี้ไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ถูกต้องว่า อะไรเป็นจิต อะไรไม่ใช่จิต

- เพราะฉะนั้นเราพูดคำว่าเจตสิกแต่เราไม่ต้องพูดคำว่าเจตสิกก็ได้ ถ้าเรารู้ว่าขณะนั้นความสนใจต้องเกิดกับจิต ถ้าไม่มีจิตรู้อะไรจะสนใจอะไรได้

- แต่ถ้าพูดว่า ฉันทะเป็นเจตสิก แต่ไม่รู้ลักษณะของฉันทะเมื่อไหร่ก็ไม่มีประโยชน์

- วันนี้มีธุระต้องไปก่อนแต่คราวหน้าจะสนทนาเรื่องฉันทะกับโลภะ เพราะฉะนั้นให้ทุกคนเตรียมตัวหาข้อมูล เขาจะได้รู้ว่าเข้าใจอะไรแค่ไหนเท่าที่เขาได้ฟังมา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
siraya
วันที่ 20 พ.ย. 2565

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนา คุณตู่ ปริญญ์วุฒิด้วยค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
chatchai.k
วันที่ 20 พ.ย. 2565

ขออนุโมทนาครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ