ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ โรงแรมโฆษะ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ๓-๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕

ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ประธานกรรมการมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา และคณะอาจารย์มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ได้รับเชิญจากคุณสมพงษ์ เหลืองภิญโญ สมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ. ลำดับที่ ๓๖๖๕ คุณบัวเขียว เหลืองภิญโญ สมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ. ลำดับที่ ๔๑๕๖ พร้อมด้วยบุตรชาย คุณฐิติพงศ์ เหลืองภิญโญ สมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ. ลำดับที่ ๔๑๕๘ และบุตรสาว คุณฉัตรวิภา เหลืองภิญโญ สมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ. ลำดับที่ ๔๑๕๗ เพื่อไปสนทนาธรรม ณ ห้องมงกุฏเพชร โรงแรมโฆษะ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ระหว่างวันที่ ๓-๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕

ท่านอาจารย์และคณะผู้ติดตามบางส่วน ได้เดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ ถึงยังท่าอากาศยานนานาชาติขอนแก่น ในเวลาประมาณ ๑๒.๐๕ น. ของวันที่ ๓ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕ โดยมีคุณสมพงษ์ และคุณบัวเขียว เหลืองภิญโญ พร้อมครอบครัว และสหายธรรมในจังหวัดขอนแก่น รวมทั้งสหายธรรมที่เดินทางมาจากหลายจังหวัดในภาคอีสาน และสหายธรรมจากกรุงเทพมหานคร ที่เดินทางมาถึงก่อนล่วงหน้า รอให้การต้อนรับท่านอาจารย์ ณ ประตูทางออกของสนามบิน

หลังจากนั้น ท่านเจ้าภาพได้กราบเรียนเชิญท่านอาจารย์และคณะ เดินทางไปยังโรงแรมโฆษะ โรงแรมเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงมายาวนานแห่งหนึ่งของภาคอีสาน ตั้งอยู่ใจกลางเมืองขอนแก่น ซึ่งจะเป็นที่พักและสถานที่สำหรับการสนทนาธรรม ในครั้งนี้


เมื่อท่านอาจารย์เดินทางถึงยังโรงแรมโฆษะ ได้มีสหายธรรมอีกกลุ่มหนึ่ง รอให้การต้อนรับท่านอาจารย์อยู่ภายในลอบบี้ของโรงแรม ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น น่าประทับใจอย่างยิ่ง และภายหลังจากจบการสนทนาในวันแรก คุณสมพงษ์และครอบครัว ได้จัดเลี้ยงอาหารค่ำสุดพิเศษ บริเวณสระน้ำของโรงแรม โดยได้เรียนเชิญสหายธรรมทุกท่านที่เดินทางมาจากที่ต่างๆ เข้าร่วมงานสังสรรค์มื้อค่ำสุดพิเศษ นี้ด้วยกัน


การเดินทางมาสนทนาธรรมนอกสถานที่ ที่จังหวัดขอนแก่นในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการสนทนาธรรมในต่างจังหวัดเป็นครั้งแรกของท่านอาจารย์ หลังจากที่ได้ว่างเว้นไปถึงสองปีด้วยสถานการณ์โรคโควิด-๑๙ แล้ว ยังเป็นอีกครั้งหนึ่งของความประทับใจในบรรยากาศอันอบอุ่นและอบอวลไปด้วยมิตรภาพและความปรารถนาดีซึ่งกันและกัน ที่น่าชื่นใจยิ่ง


ทราบว่า แต่เดิมนั้น คุณสมพงษ์ เหลืองภิญโญได้กราบเรียนเชิญท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์และคณะอาจารย์ มศพ. เพื่อมาสนทนาธรรมที่จังหวัดขอนแก่น โดยได้เตรียมการไว้ตั้งแต่ปีก่อนหน้านี้แล้ว โดยได้รับความอนุเคราะห์จากทางจังหวัดขอนแก่นให้ใช้ห้องประชุมของศาลากลางจังหวัดขอนแก่นเป็นสถานที่จัดการสนทนา แต่ต้องถูกงดไปจากสถานการณ์โรคโควิด-๑๙ ดังได้กล่าวแล้ว

ต่อมา เมื่อท่านอาจารย์และคณะ ได้ เดินทางครั้งประวัติศาสตร์ของชาวพุทธเพื่อไปประดิษฐานพระธรรม ณ เมืองลัคเนา (Lucknow) เมืองหลวงของรัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย ในวันที่ ๒๒-๒๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕ ที่ผ่านมา ซึ่งคุณสมพงษ์ และคุณบัวเขียว เหลืองภิญโญ ได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปด้วย และได้ปรารภกราบเรียนท่านอาจารย์ถึงการจัดการสนทนาธรรมที่จังหวัดขอนแก่น ที่เคยเตรียมการไว้และถูกเลื่อนไป ซึ่งขณะนี้ทางรัฐบาลได้มีการผ่อนคลายมาตรการเรื่องโรคระบาดลงแล้ว จึงเป็นที่มาของความเมตตาจากท่านอาจารย์ ในการเดินทางมาสนทนาธรรม ณ เมืองขอนแก่น ครั้งประทับใจยิ่ง ในครั้งนี้


อีกประการหนึ่งที่ข้าพเจ้ารู้สึกประทับใจอย่างมากสำหรับการสนทนาธรรมในครั้งนี้ คือการได้เห็นความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน สมัครสมานกลมเกลียว ร่วมแรงร่วมใจกันคนละไม้คนละมือของสหายธรรม ทำให้เกิดความชื่นใจว่า พระศาสนา จะมีสรรพกำลังที่เข้มแข็งของผู้ที่ร่วมกันสืบทอด ส่งต่อความเข้าใจพระธรรมที่ถูกต้อง ตามแนวทางที่ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ได้อดทนและเพียรกล่าวแสดงเพื่อให้บุคคลมากมายได้เกิดมีความเข้าใจในพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาตลอดระยะเวลากว่า ๖๐ ปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่สะสมมาจะมีโอกาสได้ฟังและสะสมความเข้าใจต่อไป

อันดับต่อไป ขออนุญาตนำความการสนทนาบางตอน จากการสนทนาในตอนบ่ายของวันแรกคือ วันที่ ๓ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕ มาเพื่อทุกท่านได้พิจารณา ดังต่อไปนี้

ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้ เราอยู่ในโลก หรือในประเทศ หรือในหมู่คณะ ที่มีความเห็นหลากหลาย และการที่จะให้คนอื่น ได้มีความเห็นอย่างเรา เห็นประโยชน์ของการที่จะเข้าใจความจริง เราอยู่ท่ามกลางพิธีกรรมอย่างนี้มาตลอด แต่ว่า ในฐานะที่เราได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรอย่างถูกต้อง เรามีความหวังดีที่จะให้คนอื่น ทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่เป็นไปได้ไหม? และถ้าเป็นคนที่หวังดีจริงๆ เราจะพูดคำที่มีประโยชน์ แม้คำนั้นเป็นคำจริง แต่ไม่ถึงวาระ ไม่ถึงกาละที่จะเป็นประโยชน์ พูดไปก็ไร้ประโยชน์



เพราะฉะนั้น การกระทำของเราเท่านั้น ที่จะเป็นเครื่องแสดงว่า เรามั่นคงต่อความจริง ถ้ามีคนบอกว่าทำไมเราไม่ถวายเงินพระ เราก็บอกว่า ตามพระวินัย พระพุทธเจ้ากล่าวว่าเป็นอาบัติ เป็นโทษ เพราะการได้สละชีวิตการครองเรือน บ้านช่องทั้งหลาย ก็เพื่อที่จะขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต เพราะแม้แต่คฤหัสถ์ก็ขัดเกลากิเลสในเพศคฤหัสถ์ได้ ไม่ต้องบวชเลย รู้แจ้งอริยสัจธรรม เป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี ตามลำดับ จนถึงเป็นพระอรหันต์เมื่อไหร่ จึงไม่สามารถที่จะอยู่ในเพศของคฤหัสถ์ได้ต่อไป เพราะเหตุว่า สละหมดแล้ว แล้วจะไปมีชีวิตอย่างนั้นไม่ได้ ต้องเห็นชีวิตที่ต่างกันจริงๆ ต้องรู้ว่า พระภิกษุคือใคร



เพราะฉะนั้น การที่คนอื่นไม่รู้หรือไม่เข้าใจ แล้วเราก็หวังที่จะให้เขารู้ แต่ก็เหมือนกับว่า ทำอย่างไรก็ไม่มีทางจะเป็นไปได้ เพราะเขาสะสมมาที่จะเป็นอย่างนั้น แต่เราก็มีความหวังดี ซึ่งใครก็ยับยั้งความหวังดีของเราไม่ได้ ที่จะพูดคำจริง คำที่ถูก เพื่อที่หวังดีให้คนอื่นเขาได้เข้าใจถูก แต่ถ้ายังไม่ถึงกาละ พูดไปก็ไม่มีประโยชน์ ใช่ไหม แต่ว่า ถ้ามีประโยชน์เมื่อไหร่ ก็ทำเท่าที่จะทำได้ แต่ตัวเรา ใครก็ห้ามไม่ได้ จะให้เราไปทำสิ่งที่ผิด เราไม่ทำ


เพราะฉะนั้น ต่อให้ใคร ประเพณีอะไร มาบังคับว่าต้องทำ เราไม่ทำ เป็นอะไร? จะเสียหายตรงไหน? จะถูกลงโทษหรือ? เรามีเหตุผล พระภิกษุคือใคร และพระธรรมวินัยว่าอย่างไร เราประพฤติตามพระวินัย เราผิดหรือ?



เพราะฉะนั้น ก็เป็นผู้ที่มั่นคงในการกระทำของเรา และถึงแม้ว่า ท่านผู้ใหญ่ บิดา มารดาหรือแม้แต่พี่น้อง เพื่อนฝูงทั้งหลายไม่ได้มีความเห็นประโยชน์ของการเข้าใจธรรมะ แต่เราก็หวังดีใช่ไหม ไม่ไปรบกวนให้เขา ดึงลากเขามา แล้วเขาก็เดือดร้อนใจ แล้วเขาก็เป็นอกุศลต่างๆ แต่คอยเวลา อดทนไหม? ที่จะมีความหวังดีต่อคนนั้นตลอดชีวิต เมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าเข้าพร้อม เราก็เต็มใจ ที่ถึงกาละที่เราจะให้คนอื่น ได้มีความเข้าใจถูกในธรรมะแต่จะให้เราเห็นผิด อย่างเขา เราไม่ทำ เป็นตัวอย่าง



และการที่มีความเข้าใจพระธรรมเพิ่มขึ้น เราจะเป็นคนดีในทุกอย่างเพิ่มขึ้น ไม่ว่าทางกาย ทางวาจา และทางใจ ไม่หวังร้ายต่อคนที่โกรธเรา ไม่ชอบเรา ว่าร้ายเรา เพราะเขาไม่รู้ เขาไม่เข้าใจและขณะนั้นก็เป็นอกุศลของเขา ถ้าเราเดือดร้อนก็เป็นอกุศลของเรา แล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไร

(คุณชาติชาย โฆษะวิสุทธิ์ ประธานกรรมการบริหาร โรงแรมโฆษะ)


เพราะฉะนั้น เราก็สามารถจะมีชีวิต ตามที่เราได้เข้าใจ ตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง แล้วก็มั่นคง แล้วก็เป็นตัวอย่าง เมื่อทั้งวัน ตลอดชีวิตที่เรามี เราดีต่อญาติพี่น้อง ต่อพ่อแม่ ต่อใครๆ เขาจะตำหนิเราได้อย่างไร?

เพราะฉะนั้น ก็เป็นผู้ที่มั่นคงในคุณความดีและมีความเข้าใจพระธรรมและทุกอย่างที่เป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีใครสามารถที่จะยับยั้งไม่ให้เรากล่าวถึงได้ เพื่อประโยชน์ที่เขาจะไตร่ตรอง ไม่ใช่หวังว่าเขาจะเชื่อทันทีหรืออะไร แต่สักวันหนึ่ง ถ้าเขาสามารถจะเข้าใจได้ เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แก่เขา ในสังสารวัฏฏ์ สำคัญมาก เพราะว่า ไม่ได้มีแค่ชาตินี้ชาติเดียว ถ้าชาตินี้เห็นผิด ประพฤติผิด ทำผิดไม่เข้าใจคำสอน แล้วก็ทำให้คำสอนอันตรธาน เป็นโทษอย่างยิ่ง ทั้งกับคนอื่นที่ตามเราและทั้งกับตัวเรา ซึ่งไม่มีทางที่จะขึ้นมาได้จากเหวลึกของความไม่รู้ เพราะว่าชาตินี้ ทั้งๆ ที่มีโอกาสได้ฟัง ก็ไม่ได้ฟังด้วยความเคารพ ไม่ได้ฟังด้วยการเห็นประโยชน์ว่า เพื่อเข้าใจ ไม่ใช่เพื่อสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น



เพราะฉะนั้น พระธรรม ทำให้เป็นผู้ที่มั่นคงในคุณความดีและในความเห็นถูก ส่วนคนอื่น เราช่วยไม่ได้ เขาสะสมมาแต่จะไม่ให้เราหวังดีก็ไม่ได้ จะให้เราโกรธเคืองเราก็ไม่โกรธ แต่จะให้เราไม่พูดในสิ่งที่ถูกต้อง เราทำไม่ได้ ทุกคำของเราต้องเป็นคำที่เป็นประโยชน์กับคนอื่น ไม่ว่าใครจะรักจะชัง ไม่สำคัญเลย สำคัญที่เขาจะได้เข้าใจถูกต้อง แล้วแต่ว่าเขาสามารถจะเห็นประโยชน์หรือเปล่า

ขอแสดงความยินดีอย่างยิ่งในความดีทุกประการของคุณสมพงษ์ เหลืองภิญโญและครอบครัว มา ณ โอกาสนี้

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง
ยินดีในความดีของคุณสมพงษ์ คุณบัวเขียว เหลืองภิญโญ และครอบครัว
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่าน ครับ
ขอเชิญติดตามชมและฟังบันทึกการสนทนาธรรมในครั้งนี้ ซึ่งได้ทำการเผยแพร่แล้ว ตามลิงก์ด้านล่าง :
ขอเชิญติดตามฟังการสนทนาต้นฉบับ (ฉบับเต็ม) ได้ที่ลิงก์ด้านล่าง :
กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง
ยินดีในความดีของคุณสมพงษ์ คุณบัวเขียว เหลืองภิญโญและครอบครัว
ยินดีในกุศลวิริยะของพี่วันชัย ภู่งาม ผู้ถ่ายทอด ณ กาลครั้งหนึ่งฯ ที่ไพเราะอย่างยิ่งและยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านด้วยครับ
กราบขอบพระคุณ และ กราบอนุโมทนาในกุศลของทุกๆ ท่านทุกๆ ประการครับ สาธุ สาธุ สาธุ
น้อมกราบแทบเท้าบูชาพระคุณท่านอาจารย์สุจินต์บริหารวนเขตต์ที่เคารพยิ่ง
กราบอนุโมทนาในกุศลทุกประการของคุณสมพงษ์เหลืองภิญโญและครอบครัว พร้อมทั้งคำบรรยายและภาพของการสนทนาครั้งนี้โดยคุณวันชัยภู่งาม ที่นำมาซึ่งความปิติและปลาบปลื้มยิ่งค่ะ
- ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ The Revanta เมืองลัคเนา เมืองหลวงของรัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย ๑๑ กันยายน ๒๕๖๕
- ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ๑๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๕
- ณ กาลครั้งหนึ่ง ของการสนทนาธรรม ไทย-ฮินดี เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย
- ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ บ้านธัมมะภาคใต้-สวนเทพหยา ตำบลป่าขาด อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๕










