MP3 ออกใหม่ ชุด พื้นฐานพระอภิธรรม  แผ่นที่ ๑๓
 
มศพ.
วันที่  3 มิ.ย. 2563
หมายเลข  31915
อ่าน  190

ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

แผ่น MP3 ออกใหม่ 
ชุด

พื้นฐานพระอภิธรรม  แผ่นที่ ๑๓
ตอนที่ ๗๒๑  ถึง  ๗๘๐

*จากการสนทนาพื้นฐานพระอภิธรรม

ที่มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา
ระหว่าง พฤษภาคม ๒๕๕๔ ถึง มิถุนายน ๒๕๕๕*



บางช่วงบางตอนจาก MP3
ชุด พื้นฐานพระอภิธรรม แผ่นที่ ๑๓ ดังนี้

อกุศลทั้งหลายเมื่อวานนี้และวันก่อนๆและวันนี้ตั้งแต่เช้า จะละคลายไปได้ก็ด้วยปัญญาที่สามารถที่จะเข้าใจจริงๆว่าเป็นธรรม(สิ่งที่มีจริง) งานที่สำคัญที่สุดใหญ่ที่สุดคืองานละกิเลส งานอื่นชั่วคราว ใช่ไหม? เดี๋ยวก็เสร็จ  ใช่ไหม?  ก็ทำได้  แต่ว่างานที่จะต้องทำทุกชาติ ถ้าสามารถที่จะมีปัญญาที่รู้ว่ากิเลสทั้งหลายที่สะสมมา ถ้าไม่ใช่ปัญญาที่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่มีใครสามารถที่จะละอกุศลได้เลยแม้เล็กน้อยก็ละไม่ได้  เพราะว่าเกิดมากทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ  เพราะฉะนั้น  งานที่สำคัญที่สุดในชีวิตทุกชาติในสังสารวัฏฏ์ ก็คือ งานละกิเลสด้วยความเข้าใจธรรม  เพราะฉะนั้น  งานอื่นก็ชั่วครั้งชั่วคราวแค่เช้าถึงกลางวันบ่ายถึงเย็น  แต่ว่างานนี้ทุกโอกาส  และเป็นภาระหนักที่สุดใหญ่ที่สุดยากที่สุดด้วย  แต่ถ้าไม่เริ่มทำ  ก็ไม่มีทางที่จะทำงานนี้ได้สำเร็จ  แต่งานนี้สำเร็จได้ทีละเล็กทีละน้อยด้วยการเข้าใจพระธรรม  

ฟังธรรม  ต้องเข้าใจจริงๆ   ขณะนี้ทุกคนกำลังทำงานเพื่อละกิเลส  เป็นงานจริงๆ   งานที่ใหญ่ที่สุดด้วย   ไม่มีงานอะไรที่จะใหญ่ยิ่งกว่านี้  คือ  การที่เห็นโทษของอกุศลแล้วก็ทำงานเพื่อที่จะละอกุศลให้หมดไม่เหลือเลย   เพราะว่าพระธรรมก็ทรงแสดงไว้ชัดเจน   ทุกข์ทั้งหลายต้องมาจากกิเลสความไม่สะดวกอันตรายทั้งหลายทั้งหมดที่ไม่น่าพอใจ ต้องมาจากอกุศลกรรม  เพราะฉะนั้น ขณะใดที่เป็นกุศล ก็มีญาติสนิทมีมิตรสหายที่จะทำให้พ้นจากภัยอันตรายต่างๆ  เพราะฉะนั้น  เวลานี้ทุกคน(ที่ฟังพระธรรม) ต่างคนต่างทำงาน  ถูกต้องไหม?  เพื่อที่จะเข้าใจธรรม  เพื่อที่จะละกิเลส

 

ธรรมทาน(การให้ธรรม)ของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  พระผู้มีพระภาคให้อะไรใครที่เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด?  พระธรรมที่ทรงแสดงเป็นธรรมทานที่ให้ชีวิตที่เริ่มเปลี่ยนจากความไม่รู้เป็นความเข้าใจสิ่งที่มีตามความเป็นจริงตามกำลังของปัญญาที่มีโอกาสได้ฟังธรรมแล้วก็ได้ไตร่ตรองธรรม  เพราะฉะนั้น  จะเห็นได้ว่า ใครไม่เปลี่ยนบ้างหลังจากที่ได้ฟังธรรม มากน้อยแค่ไหนแล้วแต่กำลังของปัญญา  การฟังแต่ละครั้ง  ก็เพื่อสะสมความเห็นถูกความเข้าใจถูกแล้วคนนั้นก็จะรู้ได้ว่า  เพราะความเห็นถูกความเข้าใจถูก  จึงละคลายความติดข้องที่เคยไม่รู้และเคยติดข้องในทุกสิ่งทุกอย่าง   แม้แต่ลาภ  ถ้าไม่มีตา  หู  จมูก  ลิ้น   กาย   จะเอาอะไรมาเป็นลาภ  ก็ไม่มี  ใช่ไหม?  แต่สิ่งต่างๆเหล่านี้  เป็นลาภจริงหรือเปล่า?  ได้มาชั่วคราวแล้วสิ่งนั้นเกิดแล้วก็ดับไปแล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย   แล้วจะเป็นของใคร   ไปหาที่ไหนในสากลจักรวาลก็ไม่มีสิ่งนั้นอีกแล้ว   เพราะว่า   สิ่งใดก็ตามที่เกิดแล้วสิ่งนั้นดับไป  เหลือแต่ความจำและความติดข้องในสิ่งนั้นที่เพิ่มมากขึ้นทุกขณะที่ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ   เพราะฉะนั้น ลาภอย่างนั้นได้มาเพื่อความไม่รู้และความติดข้องเพิ่มขึ้น  แต่ว่าลาภที่ประเสริฐ ก็คือ  การมีโอกาสได้ฟังพระธรรมแล้วก็ได้เข้าใจพระธรรมซึ่งละคลายความไม่รู้และความติดข้อง  จนกระทั่งสามารถที่ความติดข้องซึ่งยากแสนยากที่จะละได้  ไม่เกิดอีกเลย  หมดสิ้นได้  นี่คือ   ลาภอันประเสริฐ



เกิดมาในสังสารวัฏฏ์นับประมาณไม่ได้โดยจำนวนว่ากี่แสนโกฏิกัปป์แล้วก็ตาม  ก็ยังคงอยู่อย่างนี้  ต้องมีการเกิดการตายวนเวียนไปในภพภูมิต่างๆ ไม่มีทางที่จะสิ้นสุดลงได้ แต่ว่าพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงก็อุปมาเหมือนกับปล่อยสัตว์ออกจากกรง คือ ทุกคนติดอยู่ในกรงของสังสารวัฏฏ์  ใหญ่มาก  อรูปพรหมก็ยังเป็นกรง  รูปพรหมก็เป็นกรง  สวรรค์ชั้นต่างๆก็ยังเป็นกรง   เพราะฉะนั้นกว่าจะออกจากกรงของสังสารวัฏฏ์ได้ก็อาศัยการได้เข้าใจพระธรรมจากการที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง   ด้วยเหตุนี้ก็ย้อนกลับมาที่การฟังพระธรรม  เห็นไหม?  ประโยชน์ของการฟังจริงๆ  ก็ต้องเกิดจากการที่เห็นประโยชน์  แล้วก็ไม่คิดถึงเรื่องอื่น ไม่ฟุ้งซ่าน และก็ไม่มีการพูดคุย   ซึ่งขณะใดที่มีการพูดคุย คิดถึงเรื่องอื่น ขณะนั้นไม่ได้ฟังสิ่งที่กำลังได้ยิน เพียงแต่ผ่านหูไปเท่านั้นเอง




จะเกลียดคนอื่นไหม  จะโกรธคนอื่นไหม  หรือ จะเมตตาแล้วก็ให้อภัย  เพราะขณะนั้นมีปัญญาที่เห็นโทษว่าขณะใดที่โกรธเกลียดคนอื่น ก็คือ สะสมสิ่งที่ไม่ดี ซึ่งจะตามไปไม่ว่าจะเกิดอีกไม่ใช่คนนี้แล้ว เป็นคนอื่นเป็นคนใหม่ตามกรรม   แต่สิ่งที่สะสมมาก็ยังมีอยู่เต็ม  แล้วก็ยังจะเพิ่มขึ้นตามความไม่รู้ด้วย

ถามนิดเดียว  ใครมีขยะ(สิ่งสกปรก,สิ่งที่จะต้องทิ้ง) น้อย?   ได้ยินคำว่าขยะ  น้อยแค่ไหนหรือว่ามากแค่ไหน  [ขยะ คือ กิเลส]    นี่คือการที่ว่าเพียงได้ยินคำนี้ก็สามารถที่จะเข้าใจจิตของตนเองด้วยความตรง  ว่า  ขณะใดก็ตามที่ไม่รู้ความจริง  ขณะนั้นก็ต้องเป็นอกุศล    แล้วอกุศลมีตั้งแต่ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา   แล้วก็ยังมีต่อไปอีก  ติดข้อง แล้วก็ยังมีต่อไปอีก  เมื่อไม่ได้สิ่งที่พอใจ ก็โกรธเคือง  แล้วยังมีต่อไปอีก   โกรธคนนั้น พยาบาทคนนี้   ทำทุกสิ่งทุกอย่าง(ที่ไม่ดี)  แล้วอย่างนี้จะไม่เน่าหรือ?   สะสมไปเรื่อยๆ ทุกวันมากมาย แล้วกลิ่นจะแค่ไหน   แล้วความเน่าจะแค่ไหน  ถ้าไม่มีธรรมที่จะเยียวยารักษา  ก็เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ  เพิ่มขึ้นด้วย 

... ฯลฯ ...


ขอเชิญคลิกฟังเนื้อหาบางตอนจากแผ่นดังกล่าวได้ที่นี่

พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ ๗๖๕

พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ ๗๗๗

MP3 ชุดดังกล่าวนี้ 
มีให้บริการแล้วที่มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา
ท่านที่มีความประสงค์จะรับแผ่นนี้ 
ขอเชิญติดต่อได้ที่มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา
โทรศัพท์หมายเลข  ๐๒ ๔๖๘ ๐๒๓๙

...ขอความเจริญมั่นคงในกุศลธรรมจงมีแด่ทุกท่าน...


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
Dusita
Dusita
วันที่ 5 มิ.ย. 2563

กราบ อนุโมทนา ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
Tuangporn
Tuangporn
วันที่ 5 มิ.ย. 2563

กราบอนุโมทนาสาธุคะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ