ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๓๘
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  12 ม.ค. 2563
หมายเลข  31443
อ่าน  997

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น 

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)   ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์  ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน  เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง  แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง  ดังนี้

** ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๓๘**



~ไม่มีใครบังคับให้บวชเลย ผู้บวชเป็นผู้ที่ตรงและรู้ตัวเองว่า มีความสามารถที่จะประพฤติตามพระวินัยได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าประพฤติตามพระวินัยไม่ได้  ลาสิกขาทันที(สึกทันที) เพราะรู้ตนเองว่า ถ้าเป็นพระภิกษุต่อไป จะไปเปลี่ยนพระวินัยไม่ได้  แต่ต้องทำตามพระวินัยถ้าทำ ตามพระวินัยไม่ได้ ไม่ใช่ไปแก้พระวินัย  แต่เมื่อทำตามพระวินัยไม่ได้ ก็เป็นพระภิกษุไม่ได้

~ผู้สละเพศคฤหัสถ์สู่เพศบรรพชิต ต้องเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัย เป็นภิกษุในพระธรรมวินัย  จะประพฤติผิดจากพระธรรมวินัยไม่ได้  เพราะฉะนั้น  คำกล่าวใดๆ ที่ไม่ตรง  คัดค้านกับพระธรรมวินัย   นั่นเป็นศัตรูต่อพระธรรมวินัย  และถ้าประพฤติอย่างนั้นก็เป็นการทำลายพระธรรมวินัยแน่นอน

~ทางเดียวที่จะเป็นพระภิกษุ(จริงๆ )  ก็คือ เป็นผู้ประพฤติตามพระวินัย  ด้วยการเข้าใจพระธรรม

~ผู้ที่มั่นคงในข้อปฏิบัติ ในเหตุผลที่ถูกต้องจริงๆ นั้น ไม่ถือจำนวนมาก แต่ถือในเหตุและในผลของการปฏิบัติ

~ที่ผิดมาแล้ว สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องแก้  ผิดแล้วไม่แก้ จะมีประโยชน์อะไร จะได้ประโยชน์อะไร  ก็ผิดต่อไป ยิ่งผิดมากขึ้นทุกที ตราบใดที่ยังไม่แก้

~ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เมื่อไตร่ตรองแล้ว ก็ทำให้มีความเข้าใจถูก ค่อยๆ นำไปสู่ความเข้าใจสิ่งที่ปรากฏ  รู้ว่า นั่นไม่ใช่เรา เพราะสิ่งนั้น เป็นแต่ละหนึ่ง

~กว่าจะมั่นคงในความเป็นธรรม ต้องอาศัยความเป็นปกติ แล้วก็รู้ว่า ความเข้าใจ ก็ไม่ใช่เรา

~พิจารณาไตร่ตรองคำที่ได้ฟัง ว่า ถูกหรือผิด

~ก็เป็นความจริงสำหรับทุกคน ตั้งแต่เริ่มฟัง ว่าไม่เคยเข้าใจเลย สิ่งที่มีตั้งแต่เกิดมาในชาตินี้แล้วก็มาจากชาติก่อนๆ ก็เป็นอย่างนี้แหละ ต่อไปก็เป็นอย่างนี้ ความไม่รู้ ก็ไม่รู้ จนกว่าจะมีผู้ที่ตรัสรู้แล้วก็กล่าวคำด้วยพระมหากรุณาที่จะให้คนอื่นได้เข้าใจถูก  ต้องไม่ลืม "เพื่อเขาจะได้เข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริง" ซึ่งไม่มีโอกาสจะได้รู้ได้ด้วยตัวเอง แต่ต้องอาศัยคำของพระองค์

~ต้องเข้าใจมั่นคงว่า ธรรมเป็นธรรม ไม่ใช่เรา  และความเข้าใจก็มีได้ ไม่ใช่ไม่มี ไม่ใช่ไม่สามารถจะมีได้  แต่ในขั้นแรก ก็คือ ฟัง เข้าใจสิ่งที่กำลังมี

~ลืมไม่ได้เลย ที่จะมีความเคารพสูงสุด ว่า ที่ได้ฟังทั้งหมด ความเข้าใจตั้งแต่ต้นที่เกิดขึ้น เพราะใคร? มาจากใคร? ถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วจะมีปัญญาหรือความเข้าใจถูกต้องเกิดขึ้นได้ไหม?

~ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องฟังต้องศึกษาด้วยความเคารพ คือ มั่นคงอย่างยิ่งที่จะไม่เปลี่ยนคำของพระองค์

~ถ้าไม่มีการฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สามารถที่จะเข้าใจสภาพธรรมตรงขณะที่เป็นอย่างนั้นเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ได้ไหม? เพราะฉะนั้น
ก็เห็นว่า ไม่มีที่พึ่งอื่นใดทั้งสิ้นในสังสารวัฏฏ์นอกจากคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

~ถ้าเป็นกุศล ก็ไม่กล่าวมุสา (คือ ไม่กล่าวเท็จ) แต่ที่กล่าวมุสา เป็นเพราะในเมื่อเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ไม่จริง แล้วก็พูดในสิ่งที่ไม่จริง จะเป็นกุศลไม่ได้ เพราะเหตุว่า อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พูดสิ่งที่ไม่จริง ก็ต้องเป็นเพราะอกุศลธรรม 

~บางท่านความที่ติดในสรรเสริญ อยากจะให้คนอื่นชมว่า ท่านนี้เก่ง ทำอะไรก็เก่ง ทำอะไรก็อร่อย บางทีท่านไม่ได้ทำเลย ทั้งๆ ที่คนทำก็นั่งอยู่ด้วย แต่คนนั้นก็ยังสามารถที่จะอ้างได้ว่า อาหารสิ่งนั้นท่านทำเอง เห็นไหม กำลังของกิเลส? ความติดในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ(สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย)  ในสรรเสริญ ในคำชม ก็เป็นปัจจัยให้กล่าวมุสาวาทได้ ทั้งๆ ที่ผู้ทำก็นั่งอยู่ที่นั่น แต่คนนั้นก็ยังกล่าวเฉยๆ ออกมาว่า ท่านทำอาหารสิ่งนี้ เป็นมุสาวาทแท้ๆ เกิดขึ้นแล้วเพียงต้องการคำชมจากบุคคลอื่น ว่า เป็นผู้ที่มีความสามารถในการทำอาหารก็เป็นปัจจัยให้เกิดมุสาวาทได้

~ถ้าท่านคิดถึงอกเขาอกเรา เขาถูกกล่าวหาในเรื่องที่ไม่จริง กระทบกระเทือนเสียหายแก่ชื่อเสียงเกียรติยศเพียงไร ถ้าเป็นตัวท่านก็เหมือนกัน ถ้าคิดอย่างนี้ได้  อาจจะเกิดหิริ(ความละอายต่อบาป) แล้วก็พิจารณาไตร่ตรองสอบสวนเรื่องราวจริงเท็จก่อนที่จะพูด รวมทั้งก็คงจะพิจารณาด้วยว่า เป็นเรื่องที่ควรหรือไม่ควรที่จะพูด ถ้าไม่เป็นประโยชน์ก็ไม่ควรที่จะทำให้คนอื่นได้รับความเสียหายหรือว่าเสื่อมเสียชื่อเสียง

~ใครจะไปประจักษ์แจ้งธรรมรู้ความจริงโดยไม่ใช่ปัญญา เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น  สำนักปฏิบัติไม่ได้ทำให้คนที่ไปเกิดปัญญาอะไรเลยทั้งสิ้น  ค้านกับความเป็นอนัตตาของสภาพธรรมอย่างสิ้นเชิง  และ การมีสำนักปฏิบัติ  ก็ไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

~
เมื่อได้ฟังได้ศึกษา  ความเข้าใจก็จะเพิ่มขึ้นไปตามลำดับ ความมั่นคงในหนทางที่ถูก และการเห็นความสำคัญของการอบรมเจริญปัญญา ก็จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นไปตามลำดับด้วยเช่นกัน

~พระสัมมาสัมพุทธเจ้า   ทรงพระมหากรุณารู้ว่าชาวโลก ถ้าไม่ฟังคำของพระองค์  ไม่มีทางที่จะรู้อะไรเลยทั้งสิ้นตั้งแต่เกิดจนตาย  ชาวพุทธเข้าใจอย่างนี้หรือเปล่าว่าคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละคำเป็นคำที่ฟังแล้วด้วย ไม่ใช่เข้าใจได้ทันที    ฟังแล้วต้องไตร่ตรองจนกระทั่งมีความเข้าใจว่าทุกคำถูกต้องตามความเป็นจริงและกำลังมีในขณะนี้

~คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ละคำเป็นคำที่ฟังแล้ว ไม่ใช่เข้าใจได้ทันที   แต่ฟังแล้วต้องไตร่ตรอง จนกระทั่งมีความเข้าใจว่าทุกคำถูกต้องตามความเป็นจริงและกำลังมีในขณะนี้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามอบให้ผู้ที่ได้ยินได้ฟังคำของพระองค์ซึ่งจะเรียกว่าชาวพุทธก็ได้ ก็คือ ปัญญา คิดดูปัญญาคำนี้ไม่ใช่ปัญญาที่จะมาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ แล้วก็ประดิษฐ์คิดค้นสิ่งมหัศจรรย์ต่างๆ แต่ปัญญานี้มาจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น ปัญญา นี้ ใครก็คิดไม่ได้ คิดเองไม่ได้เลย แม้ได้ยินได้ฟังแล้วประมาทไม่ได้เลย ประมาท ก็คือ เข้าใจผิด

~
แต่ละชาติที่เกิดมา  เมื่อมีโอกาสได้ฟังพระธรรม  เห็นค่าของพระธรรม เห็นหนทาง แล้วรู้ว่าไกล  เพราะฉะนั้น  ตลอดชีวิตนั้นก็เพิ่มความดี  เพราะเหตุว่า  ขณะใดก็ตามที่เป็นอกุศล ขณะนั้นไม่ได้เข้าใจธรรมเลยและก็เพิ่มอกุศลอยู่ตลอดเวลา  หนทางยิ่งยาวไปอีก   ไกลไปอีก

~ชีวิตอาจจะอยู่ไม่ถึงพรุ่งนี้ก็ได้  อาจจะสิ้นชีวิตในวันนี้ก็ได้   มีโอกาสที่จะฟังพระธรรม ก็ควรรีบฟัง  รีบสะสมปัญญาทันที   มีโอกาสที่จะได้สะสมกุศล ก็สะสมทันที  เป็นคนดีทันที  ทุกที่ทุกเวลา ทุกสถานการณ์    ซึ่งเป็นการเติมกุศลทุกๆ วัน  เพื่อชำระล้างอกุศล เพราะถ้าไม่คอยเติมกุศลแล้ว ก็ย่อมเป็นเหตุให้อกุศลพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ   

~ถ้าไม่ฟังพระธรรม ไม่มีทางเลยที่จะรู้ว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร และทรงแสดงอะไร ไม่มีทาง นั่งเฉยๆ อยู่ดีๆ แล้วคิดว่าจะรู้พระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง เป็นไปไม่ได้

~อนุโมทนา
(ชื่นชมยินดี) ในการที่จะฟังพระธรรมต่อไป.

 

** ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่หัวข้อด้านล่างนี้ครับ **

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๓๗



...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...  


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
Khemsai
Khemsai
วันที่ 12 ม.ค. 2563

กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
mammam929
mammam929
วันที่ 12 ม.ค. 2563

กราบบูชาคุณพระรัตนตรัยอันเป็นที่พึ่งที่ระลึก

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
mammam929
mammam929
วันที่ 12 ม.ค. 2563

กราบบูชาคุณพระรัตนตรัยอันเป็นที่พึ่งที่ระลึก 

กราบอนุโมทนากุศลจิตของท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ และอาจารย์วิทยากรที่มั่นคงในการกล่าวพระธรรมเกื้อกูลให้ผู้ฟังได้เข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริงค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 13 ม.ค. 2563

.. ขอบพระคุณ​ และ​ขออนุโมทนาค่ะ.. 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
kukeart
kukeart
วันที่ 13 ม.ค. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
jaturong
วันที่ 13 ม.ค. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 13 ม.ค. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ