ทานบารมี - การให้อิสระจากภัยและความกลัว ตอนที่ 3-13 [สนทนาธรรมกับชาวต่างชาติ]
 
wittawat
วันที่  22 พ.ค. 2562
หมายเลข  30880
อ่าน  236

   มีทานอีกประเภทหนึ่ง คือ "อภัยทาน" การให้อิสระจากภัยและความกลัว เราได้อ่านใน พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย อัฏฐกนิบาต เล่ม ๔ หน้าที่ 492 เรื่อง "ปุญญาภิสันทสูตร" เกี่ยวกับการถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ และมหาทานทั้ง 5 เราได้อ่านเรื่องของมหาทาน 5 ดังนี้

   "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทาน ๕ ประการนี้ เป็นมหาทาน ... ทาน ๕ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละปาณาติบาต งดเว้นจากปาณาติบาต ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้งดเว้นจากปาณาติบาต ชื่อว่าให้ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียน (ให้อิสระจากความกลัว ความเป็นศัตรู การกดขี่ทำร้าย) แก่สัตว์หาประมาณมิได้ ครั้นให้ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียนแก่สัตว์หาประมาณมิได้แล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียน ประมาณมิได้ (ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นทานประการที่ ๑ ที่เป็นมหาทาน)"

   กล่าวเช่นเดียวกันในเรื่องของการงดเว้นจากอทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท และ การดื่มน้ำเมา ดังนั้นก็สามารถที่จะพิจารณา "ศีล" โดยนัยของ "ทาน" ได้

   "การงดเว้นจากการทำร้ายผู้อื่น" ตลอดจน "การให้การปกป้องผู้อื่นจากภัยอันตราย (จากตน และภัยอื่นๆ เช่นจากสัตว์ทั้งหลาย เป็นต้น)" นี้รวมอยู่ใน "อภัยทาน" (การให้ความไม่มีภัย หรือการให้อิสระแก่ผู้รับจากความกลัว จากภัย)

   ยิ่งไปกว่านั้น "การอดโทษให้" ก็เป็นอีกนัยหนึ่งของ อภัยทานด้วย เมื่อเรายกโทษให้ใคร ก็จะไม่ส่งต่อความรู้สึกแย่ หรือไม่แก้แค้น

   ถ้าไม่ทราบว่า การอดโทษนั้น เป็นบารมี ผู้นั้นก็จะไม่อดโทษให้กับคนที่ทำสิ่งไม่ดีให้เขา ถ้าเราไม่ยกโทษให้คนอื่นเลย จะสามารถรู้แจ้งอริยสัจธรรม และดับกิเลสได้อย่างไร ถ้าเราพิจารณาความจริงนี้ ก็อาจจะเป็นปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดการให้อภัยได้ นี้เป็นทางของทานที่ละเอียดยิ่งกว่าอามิสทาน หรือการให้วัตถุสิ่งของ ถ้าเราไม่สามารถอดโทษคนที่เราไม่ชอบได้ นั่นก็หมายความว่าเราก็ไม่สามารถอบรมเจริญกุศลประเภทอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลนี้ด้วย

   ถ้าไม่มีการให้อภัยเขา และยังผูกโกรธเขา ก็ไม่สามารถเกื้อกูลเขาได้ ไม่แม้แต่จะให้วัตถุอะไรกับเขา หรือให้ธรรมกับเขา สนทนาธรรมกับเขาก็ไม่ได้ หรือให้คำปรึกษาแก่เขาถึงอะไรที่เป็นประโยชน์ และไม่เป็นประโยชน์ในชีวิต

   อภัยทานเป็นปัจจัยปรุงแต่งให้ศีลบารมีเจริญขึ้น ปรุงแต่งให้งดเว้นจากการกระทำทางกายและวาจาที่ผิด

   ถ้าเราไม่อดโทษให้ใครเลย ความประพฤติของเราก็จะไม่เป็นความประพฤติของเพื่อน เพราะฉะนั้นกุศลก็จะไม่สามารถเจริญขึ้นได้ แล้วจะสามารถข้ามฝั่งอันแสนไกล หมายถึง การดับกิเลส ได้อย่างไร

   นี่แสดงให้ทราบว่าการพิจารณากุศลธรรมในชีวิตประจำวันของเราควรที่จะมีความละเอียดยิ่งขึ้น
ผู้ที่อบรมเจริญปัญญาเพื่อที่จะสามารถรู้ชัดในอริยสัจธรรมทั้ง 4ได้ ควรที่จะรู้จิตของตนเองตามปรกติ ควรที่จะทราบว่าขณะไหนจิตเป็นโรคและขณะไหนที่กุศลธรรมไม่มีกำลัง ถ้าเป็นเช่นนั้น ผู้นั้นจะสามารถเดินทานในเส้นทางอันแสนไกลคือ มรรคมีองค์ 8 ได้อย่างไร ควรพิจารณาจิตของตนเอง เพื่อที่ว่าผู้นั้นจะได้มีจิตที่แข็งแกร่งด้วยหนทางคือบารมี

   ควรที่จะรู้ว่าหนทาง คือ สติปัฏฐาน การอบรมเจริญความเข้าใจของลักษณะสิ่งที่มีจริง แต่สติเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าบารมีไม่มีกำลังพอ

   เราทั้งหมดควรที่จะอบรมเจริญบารมีทั้ง 10 ด้วยปัญญา เมื่ออบรมการให้ทานในชีวิตประจำวัน ก็ควรที่จะรู้ความจริง คือความต่างกันระหว่างการให้ที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา และการให้ที่ประกอบด้วยปัญญา เช่นกรณีของพระโพธิสัตว์ที่ให้ด้วยปัญญา ด้วยหนทางนี้ จะสามารถพิจารณาและเข้าใจสัจจบารมี คือความจริงใจในกุศลธรรม "เพื่อว่าเราจะสามารถเดินตามรอยเท้าของพระโพธิสัตว์ผู้อบรมเจริญบารมีในชีวิตประจำวัน ซึ่งท่านไม่ได้อบรมเพียงชาติเดียวเพียงศีลบารมี และชาติอื่นเพียงเนกขัมมบารมี แต่ท่านอบรมบารมีทั้ง 10 ไม่เว้น ในแต่ละชาติ"

ข้อความนี้แปลจาก...The Perfection of Generosity - Giving of freedom from danger and fear


  ความคิดเห็น 1  
 
kullawat
วันที่ 24 พ.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ

หัวข้อแนะนำ