ความประเสริฐของปัญญา_ สนทนาธรรมที่อาคารสัมมนาสิริประภา เขื่อนรัชชประภา ๘ พ.ค. ๒๕๖๒
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  8 พ.ค. 2562
หมายเลข  30839
อ่าน  594

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


 

วันนี้ วันพุธที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๒ มีการสนทนาธรรมที่อาคารสัมมนาสิริประภา เขื่อนรัชชประภา (เขื่อนเชี่ยวหลาน) จ.สุราษฎร์ธานี เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๕.๓๐ น. ด้วยกุศลศรัทธาการจัดสนทนาธรรมในครั้งนี้ ของ เรืออากาศตรีโสภณ จ่ายพัฒน์ (สมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ. ลำดับที่ ๒๗๐๘)  และ คุณจริยา จ่ายพัฒน์ (สมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ. ลำดับที่ ๒๗๐๙)  เป็นโอกาสที่สำคัญที่จะได้ฟังได้ศึกษาสนทนาเพื่อความเข้าใจความจริงของธรรมตามพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง  ไม่ว่าผู้เข้าร่วมสนทนาจะมีมากมีน้อยเพียงใด ไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่ว่า  ผู้สะสมมา เห็นประโยชน์ของพระธรรม ได้ฟังแล้วเกิดปัญญาความเห็นที่ถูกต้อง แม้จะมีเพียงหนึ่งคน ก็ย่อมเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ในวันนี้สมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ. สหายธรรมทางภาคใต้ได้เดินทางมาร่วมสนทนาธรรม ก็มีพอสมควร พร้อมกับสมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ. จากกรุงเทพฯ  ด้วย

การสนทนาธรรมก็มีหลากหลายเนื้อหา หลากหลายประเด็น  โดยเฉพาะมีช่วงหนึ่ง อาจารย์อรรณพ หอมจันทร์ ได้กล่าวถึงว่า ที่เกิดปัญหาความวิกฤต(ความเสื่อมอย่างหนัก)ทั้งกับพระพุทธศาสนาและชาติบ้านเมือง นั้น ล้วนมาจากอกุศลธรรมทั้งหลายอันมีความไม่รู้เป็นมูลราก ทั้งนั้น  แล้วที่จะมีเครื่องป้องกันหรือมีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ก็ต้องเป็นเรื่องของปัญญาความเข้าใจถูกเห็นถูกเท่านั้น 

จึงขอโอกาสถอดเทปประมวลสาระสำคัญ มาให้ทุกท่านได้อ่านได้พิจารณาร่วมกัน ดังนี้





~
ปัญหาที่เป็นวิกฤตพระพุทธศาสนาหรือของชาติบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาส่วนตัว ปัญหาครอบครัว ปัญหาสังคม ปัญหาประเทศชาติ ปัญหาของโลก เกิดจากความไม่เข้าใจความจริง  ปัญหา ก็คือ ความไม่รู้ หรือโดยสภาพธรรม ก็คือ โมหเจตสิก เพราะฉะนั้น ก็ต้องแก้ด้วยความรู้คือปัญญาเจตสิก ตรงตัวที่สุด มิฉะนั้น แก้ปัญหาไม่ถูก เพราะไม่รู้ว่าสาเหตุของปัญหาเกิดจากความไม่รู้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะแก้ ก็ต้องเป็นความรู้ที่จะขจัดความไม่รู้ ดังนั้น
ถ้ามีความเข้าใจพระธรรมวินัย ไม่มีความวิกฤต แต่ที่มีความวิกฤตเพราะไม่เข้าใจ

~ปัญญาเป็นเครื่องปกครอง ปกป้อง ป้องกัน ขณะที่กุศลเกิด ขณะที่ปัญญาเกิด ขณะนั้นอกุศลก็เกิดไม่ได้  แต่ว่า ถ้าไร้ซึ่งปัญญา ก็เป็นโอกาสที่อกุศลจะเกิดขึ้น โลภะก็เกิดขึ้นจนถึงขั้นรุนแรงที่จะคดโกงได้หมด ปลอมได้หมด ทุจริตทั้งภาครัฐและเอกชน ทุจริตนั้นมาจากอะไร?  โลภะที่มีกำลัง   โลภะนั้นต้องอาศัยรากมูลคือความไม่รู้ เพราะฉะนั้น ที่เราศึกษาในพระอภิธรรม ไม่ใช่เพียงการศึกษาเรื่อง แต่ความอยากหรือโลภะความต้องการ เกิดพร้อมความไม่รู้เสมอ คือ โลภะต้องมีโมหะเป็นรากเป็นมูล แล้วยิ่งไม่รู้ ความไม่รู้นั้นมีกำลังขึ้น ความติดข้องก็มีกำลังขึ้น จนไม่ใช่แค่ติดข้องธรรมดา ว่า อาหารอร่อยดี ยินดีตามมีตามได้ เป็นโลภะที่ไม่ทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อน แต่โลภะนั้นกลุ้มรุมจนถึงขั้นทำให้บ้านเมืองเสียหาย สังคมเสียหาย เขาก็ไม่สนใจ ขอให้เขาได้มาซึ่งสิ่งที่เขาต้องการ เช่น ทรัพย์สมบัติ เป็นต้น    โทสะ ที่มีกำลัง ประทุษร้ายได้แม้กระทั่งผู้ให้กำเนิด ก็มีข่าวออกมาให้เห็นเยอะแยะ เพราะความไม่รู้ เพราะฉะนั้น สาเหตุจริงๆ (ของปัญหาทั้งหลาย) ต้องเป็นตัวจริง ไม่ใช่เรื่อง สาเหตุจริงๆ ก็คือ อกุศลธรรมทั้งหลาย มีความไม่รู้เป็นตัวหัวหน้า เป็นศรีษะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงทรงตัดศีรษะ คือ อวิชชานี้ได้ด้วยวิชชา ความรู้ เพราะฉะนั้น ก็เป็นไปโดยลำดับ อย่างพระโสดาบัน ถึงท่านจะมีโลภะ มีโทสะ แต่โลภะ โทสะของท่านไม่ถึงขั้นทุจริตรรม เป็นอกุศลกรรมบถ ไม่มีเลย เพราะฉะนั้น สังคม ก็สงบสุขตามส่วนของปัญญา แต่ถ้าสังคมนั้น ไม่มีพระธรรมเป็นที่ศึกษา สังคมนั้นไม่มีปัญญา ไม่มีกุศล  อกุศลก็เกิดขึ้นกลุ้มรุม ไม่มีอะไรที่จะปกป้องป้องกันเลย เพราะฉะนั้น จิตที่ประกอบด้วยอกุศล ก็เป็นโทษทั้งกับตนเอง คือ จิต เจตสิก(สภาพธรรมที่เกิดประกอบพร้อมกับจิต) ของตนเอง แล้วก็สังคมชาติบ้านเมือง พระศาสนา ก็ถูกทำลายไป เพราะฉะนั้น รักษาพระพุทธศาสนาไว้ด้วยอะไร? ด้วยปัญญาที่เข้าใจพระธรรมวินัย



หลังจากสนทนาธรรมในห้องประชุมอาคารสัมมนาสิริประภา เสร็จสิ้นแล้ว  อาจารย์อรรณพฯ ยังได้สนทนาธรรมนอกรอบต่ออีกหลายชั่วโมงด้วยกัน เป็นประโยชน์แก่สหายธรรมเป็นอย่างยิ่ง



การสนทนาธรรมที่อาคารสัมมนาสิริประภา เขื่อนรัชชประภา  ยังจะมีต่ออีกในวันพรุ่งนี้ คือ วันพฤหัสบดีที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒  เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๑.๓๐ น. 

จะเห็นได้จริงๆ ว่า ปัญญาเกิดเองไม่ได้  บังคับให้ปัญญาเกิดก็ไม่ได้  ดังนั้น การมีโอกาสได้ฟังพระธรรมซึ่งเป็นคำจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง เป็นรากฐานที่สำคัญที่จะทำให้ปัญญาความเข้าใจถูกเห็นถูกค่อยๆ เจริญขึ้นอย่างแท้จริง  เป็นไปเพื่อขัดเกลาละคลายความไม่รู้ ดังข้อความที่ปรากฏในหนังสือ เก็บไว้ในหทัย”  ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ได้กล่าวไว้ เป็นประโยชน์เกื้อกูลอย่างยิ่ง  ดังนี้ คือ

~เห็นประโยชน์ของการฟังพระธรรมหรือไม่?   ถ้าฟังอีก ก็จะเข้าใจเพิ่มมากขึ้น   ถ้าเห็นประโยชน์แล้วจะฟังแน่ๆ เพราะว่า เราฟังอย่างอื่นมามากแล้ว  แต่การได้ฟังพระธรรมเป็นการฟังสิ่งที่มีประโยชน์กว่าสิ่งใดๆที่เราเคยฟังทั้งหมดทั้งสิ้น

~ฟังพระธรรม เพื่อละความไม่รู้ แล้วก็เบิกบานที่มีโอกาสได้เข้าใจแม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดีกว่าไม่รู้เสียเลย และถ้าฟังบ่อยขึ้น  มีหรือที่จะไม่ค่อยๆเข้าใจขึ้น  เพราะเป็นเรื่องละความไม่รู้


...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ 
ที่เคารพยิ่ง 
กราบอนุโมทนาอาจารย์อรรณพ หอมจันทร์

อนุโมทนาในกุศลจิต
ของเรืออากาศตรีโสภณ - คุณจริยา จ่ายพัฒน์ 
และทุกๆท่านด้วยครับ
...


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
Sottipa
Sottipa
วันที่ 8 พ.ค. 2562 22:00 น.

อนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
panasda
วันที่ 9 พ.ค. 2562 05:42 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
mammam929
mammam929
วันที่ 9 พ.ค. 2562 09:04 น.

กราบอนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านที่มีพระธรรมเป็นที่พึ่งค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
meenalovechoompoo
meenalovechoompoo
วันที่ 9 พ.ค. 2562 21:05 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ  

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
nattawan
nattawan
วันที่ 10 พ.ค. 2562 09:01 น.

ปัญญาเป็นเครื่องปกครอง ปกป้อง ป้องกัน ขณะที่กุศลเกิด ขณะที่ปัญญาเกิด ขณะนั้นอกุศลก็เกิดไม่ได้

อนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
sumek
sumek
วันที่ 10 พ.ค. 2562 10:49 น.

กราบอนุโมทนาในธรรมที่เกื้อกูลเอื้อประโยชน์มากครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
jaturong
วันที่ 13 พ.ค. 2562 13:45 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ